Biznews

IMF ปรับ GDP โลกปี 2019/2020 เหลือ 3.0%/3.4% ชี้การฟื้นตัวเปราะบางจากผลกระทบสงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

IMF ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2019 อยู่ในระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2008 และมองว่าเศรษฐกิจโลกปี 2020 จะฟื้นตัวเฉพาะกลุ่ม และการฟื้นตัวมีความเปราะบาง (precarious recovery) ในรายงาน IMF WEO เดือนตุลาคม ปี 2019 ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2019 อยู่ที่ 3.0% (จากเดิม 3.2%) (รูปที่ 1) โดยมองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการผลิตหดตัวในระดับเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินปี 2008-2009 นอกจากนี้ สงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เช่น Brexit เสถียรภาพทางการเมืองในหลายประเทศ และความขัดแย้งระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก เป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาวะการส่งออกและการลงทุนโลก รวมถึงความเชื่อมั่นภาคธุรกิจหดตัวต่อเนื่อง 

สำหรับปี 2020 IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัวอยู่ที่ 3.4% (จากเดิม 3.5%) โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวจากปี 2019 เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฐานต่ำของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่เติบโตชะลอลงหรือเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิคไปแล้วในปี 2019 ได้แก่ ตุรกีอาเจนติน่าเวเนซูเอล่าและอิหร่าน เป็นต้น และปริมาณการค้าโลกที่คาดว่าจะกลับมาทยอยฟื้นตัวในปี 2020 โดย IMF คาดว่าการเติบโตของปริมาณการค้าโลกปี 2019 จะอยู่ที่ 1.1และปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็น 3.2% อีกทั้งเศรษฐกิจโลกและหลายประเทศทั่วโลกจะได้รับอานิสงค์จากการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ดี หากความเสี่ยงหลักในปี 2019 ทวีความรุนแรงและส่งผลต่อเนื่องไปยังปี 2020 ยังมีโอกาสที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2020 จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการคาดการณ์ได้

 

เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีทิศทางเติบโตชะลอลง (synchronized slowdown) จากผลกระทบของสงครามการค้า แต่ในปี 2020 แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่อัตราการขยายตัวไม่เท่ากันระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) และประเทศกำลังพัฒนา (EM) ความขัดแย้งทางการค้าที่รุนแรงขึ้นในปี 2019 เช่น สหรัฐฯ-จีนสหรัฐฯ-สหภาพยุโรปญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ฯลฯ และปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น Brexit ได้สร้างความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการค้าเป็นวงกว้าง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในกลุ่มประเทศ DM และกลุ่มประเทศ EM เติบโตชะลอลงต่ำกว่าการเติบโตในปี 2017-2018 โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีโดยตรงและคาดว่าอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกันที่อยู่ในระดับสูงจะส่งผลไปยังภาคการค้าของทั้งสองประเทศต่อเนื่องในปี 2020 โดย IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 อยู่ที่ 2.4% และปี 2020 ชะลอลงอยู่ที่ 2.1%

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจยูโรโซนก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการค้าที่ชะลอลงเช่นกัน คาดเติบโต 1.2และ 1.4% ในปี 2019 และ 2020 โดยเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มฟื้นตัวตามปริมาณการค้าโลกที่ฟื้นตัว ร่วมกับปัจจัยสนับสนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการกระตุ้นมาตรการการคลังในหลายประเทศสมาชิก ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบสงครามการค้าและผลกระทบหลังการขึ้นภาษีผู้บริโภค คาดเติบโต 0.9และ 0.5% ในปี 2019 และ 2020 ทำให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศ DM ในปี 2019 และ 2020 จะเติบโตทรงตัวอยู่ที่ราว 1.7%

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ EM อย่างเศรษฐกิจอินเดีย ในปี 2019 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายใน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของมาตรการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจที่ส่งผลให้เกิดการชะลอการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนดังกล่าวมีแนวโน้มหายไปในปี 2020 ทำให้เศรษฐกิจอินเดียเริ่มกลับมาฟื้นตัวจากอานิสงค์ของการลดภาษีนิติบุคคล คาดเติบโตราว 6.1และ 7.0% ในปี 2019 และ 2020 สำหรับเศรษฐกิจจีน ยังมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้าแม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะยังมีส่วนประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดเติบโตอยู่ที่ราว 6.1และ 5.8% ในปี 2019 และ 2020 ตามลำดับ ในระยะต่อไป เศรษฐกิจ EM ซึ่งหลายประเทศกำลังประสบภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรวมถึงภาวะถดถอยทางเทคนิคมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นในปี 2020 ตามการฟื้นตัวของปริมาณการค้าโลกและปัจจัยฐานต่ำจากปี 2019 ทำให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EM ในปี 2019 และ 2020 จะเติบโต 3.9และ 4.6% ตามลำดับ

IMF ชี้ความเสี่ยงต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงสูง นโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมีความจำเป็นต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงด้านต่ำต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องจากความขัดแย้งด้านการค้าและปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นในหลายประเด็นและกระจายตัวในหลายภูมิภาคทั่วโลก นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ


แม้ธนาคารกลางหลายประเทศยังมีช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อและการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นที่ผู้ดำเนินนโยบายต้องเร่งประสานนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากในอนาคตขีดความสามารถในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน 
(policy space) โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยอาจพบข้อจำกัดในระยะต่อไปจากการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำยาวนาน นอกจากนี้ IMF ชี้ในระยะกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้นทั้งมาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลายประเด็นที่อาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและมีแนวโน้มยืดเยื้อ การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้จะลดอัตราการเติบโตของผลิตภาพและประสิทธิภาพการผลิตและจะส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปได้

 

เศรษฐกิจโลกในภาคการผลิตยังมีแนวโน้มหดตัว ในขณะที่ภาคบริการเริ่มได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนเชิงโนยบายที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา เช่น สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่พัฒนาสู่สงครามเทคโนโลยีและสงครามค่าเงิน ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในอุตสาหกรรมการบิน ฯลฯ ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาคการผลิตโลก สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงตั้งแต่ต้นปี 2018 และเริ่มหดตัวหลังจากมาตรการกีดกันการค้าทวีความรุนแรงในหลายภูมิภาคตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 ในขณะเดียวกัน ดัชนี PMI ภาคบริการโลกก็เริ่มชะลอลงเช่นเดียวกัน (รูปที่ 2) ในขณะที่ภาคบริการแม้ยังอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวซึ่งสะท้อนจากดัชนี PMI ที่อยู่เหนือเกณฑ์ขยายตัวที่ 50 แต่ก็ยังอยู่ในแนวโน้มที่ชะลอลงต่อเนื่อง และอาจมีความเสี่ยงชะลอลงจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะการหดตัวดังเช่นภาคการผลิตและภาคการค้าสินค้าโลกในระยะต่อไปได้ อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานในเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ยังคงแข็งแกร่งและยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภาคครัวเรือนได้

สงครามการค้าสหรัฐ-จีนยังมีความเสี่ยงจากภาษีนำเข้ามูลค่าราว 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตรา 15ซึ่งมีกำหนดการขึ้นภาษีวันที่ 15 ธ.ค. แม้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าในขั้นต้น (phase 1) แต่การเจรจายังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มยืดเยื้อ การเจรจาทางการค้าสหรัฐฯ-จีนช่วงวันที่ 10-11 ต.ค. ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ จากจีนราว 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 2) ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของจีน และ 3) การเปิดตลาดภาคบริการทางการเงินของจีน โดยสหรัฐฯ ได้ระงับการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 25% เป็น 30% ในวันที่ 15 ต.ค. เพื่อแลกกับประเด็นข้อเรียกร้อง 3 ข้อข้างต้น

อย่างไรก็ดี แม้ข้อตกลงขั้นต้นนี้จะช่วยชะลอความรุนแรงของภาพความขัดแย้งทางการค้าของสหรัฐฯ-จีนได้เบื้องต้น แต่ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ายังมีอยู่สูงด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ 1) การเจรจาในรอบต่อไป (phase 2) ยังมีความท้าทายอยู่มาก ซึ่งการเจรจาจะเน้นไปที่ประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี ซึ่งมีนัยว่าจีนต้องมีการออกกฎหมาย รวมถึงปฏิรูปเชิงโครงสร้างลดการสนับสนุนและอุดหนุนรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและอาจขัดกับรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของทางการจีน และ 2) ทางการสหรัฐฯ ยังไม่มีแนวโน้มลดภาษีสินค้าจีนที่ขึ้นมาก่อนหน้า รวมถึงอาจมีการใช้มาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีอื่น ๆ ที่อาจตามมาหลังจากนี้ ด้วยเหตุนี้ ภาษีนำเข้าสินค้าจีนส่วนที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในหมวดสินค้าผู้บริโภค เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์พกพา เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่น ฯลฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะสามารถถูกเรียกเก็บได้ทันที ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนเฉลี่ยของสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นได้ถึงราว 23.6จากช่วงต้นปีที่ราว 9.5% (รูปที่ 3) หากการเจรจารอบต่อไปไม่ประสบผลหรืออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและรอการขึ้นภาษีในช่วงปี 2020 ก็เป็นได้

ดังนั้น อีไอซีมองว่าข้อตกลงทางการค้าที่จะนำไปสู่การยุติสงครามการค้ายังเป็นเรื่องที่ท้าทายและอาจประสบอุปสรรคเนื่องจากจุดยืนที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย และมีความเป็นไปได้ที่การเจรจาทางการค้าจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020 ซึ่งมีนัยว่าเศรษฐกิจโลกและไทยยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงจากผลกระทบของสงครามการค้าอย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

มุมมองของอีไอซีต่อเศรษฐกิจไทยสอดคล้องกับประมาณการใหม่ของ IMF โดยเฉพาะการหดตัวภาคการส่งออก ซึ่งเป็นผลจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อและกระจายตัวมากขึ้น อีไอซีจึงยังคงประมาณการการติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2019 และ 2020 ที่ 2.8% อีไอซีปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2019 ในเดือนตุลาคมล่าสุดอยู่ที่ 2.8% และประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2019 ในรูปดอลลาร์สหรัฐหดตัว 2.5% (รูปที่ 4) สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยและหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปริมาณการค้าโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวลดลงในปี 2019 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ DM ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยและผลกระทบจากสงครามการค้าซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทางทั้ง การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน

สำหรับปี 2020 อีไอซีคาดเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2019 ที่ 2.8% ตามภาคส่งออกที่มีทิศทางทรงตัว ซึ่งหากพิจารณากลุ่มประเทศที่ IMF มองว่าจะมีการฟื้นตัว จะพบว่าไม่ใช่ตลาดส่งออกสำคัญของไทย (รูปที่ 1 ด้านล่าง) ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง และคาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัวเล็กน้อยเพียง 0.2% โดยมีสมมติฐานว่าสหรัฐฯ จะไม่มีการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนเพิ่มเติมจากปี 2019 อย่างไรก็ดี หากภาวะสงครามการค้าทวีความรุนแรงเพิ่มมากกว่าคาดก็อาจทำให้การส่งออกของไทยกลับมาหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงต่ำกว่าที่ 2.8% ด้านนโยบายการเงิน อีไอซีคาด กนง. ยังมีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2019 สู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับนี้ตลอดปี 2020 เพื่อประคับประคองกำลังซื้อในประเทศ ส่วนค่าเงินบาทยังมีทิศทางทรงตัวในระดับแข็งค่าต่อเนื่องจากปลายปี 2019 โดยอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มเกินดุลในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปี 2020 อีไอซีคาดอยู่ที่ 0.8% ทรงตัวจากปี 2019 จากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่มีแนวโน้มลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

 

รูปที่ 1 : IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2019/2020 เหลือ 3.0%/3.4% (จากเดิม 3.2%/3.5%สะท้อนการชะลอลงต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก

ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกของ IMF ณ เดือนตุลาคม 2019

หน่วย: %YOY

ที่มา การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ IMF (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2019)

รูปที่ 2 สงครามการค้าและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในภาคการผลิตและเริ่มส่งผลต่อภาคบริการ รวมถึงลดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโลก (Global PMI)

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและความไม่แน่นอนของนโยบายโลก

 

ที่มา การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ JPMorgan OECD และ policyuncertainty.com

 

รูปที่ 3 ข้อตกลงทางการค้าล่าสุดระหว่าง สหรัฐฯจีน มีขนาดค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกำแพงภาษีที่มีผลไปก่อนหน้านี้ และยังมีความเสี่ยงของกำแพงภาษีเพิ่มเติมบนสินค้าจีนมูลค่า 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่มีข้อตกลงใหม่ออกมาเพิ่มเติม

ข้อตกลงการค้าระยะแรก

คาดว่าสหรัฐฯ และจีนจะลงนามข้อตกลงในการประชุมผู้นำAPEC เดือนพ.ย. นี้

 

อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ
ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าการค้า

 

 

ข้อตกลงการค้าระยะต่อไป

คาดว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นหลังการลงนามข้อตกลงในระยะแรก

 

ที่มา การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสื่อสิ่งพิมพ์และ PIIE

 

รูปที่ 4 จากผลกระทบของสงครามการค้าที่ยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มกระจายตัวมากขึ้น อีไอซีคงประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2019 และ 2020 ที่ 2.8%

 

หน่วย

2018

2019F

2020F

 

ณ ส.ค. 2019

ณ ต.ค. 2019

ณ ต.ค. 2019

GDP

%YOY

4.1

3.0

2.8 

2.8

การบริโภคภาคเอกชน

%YOY

4.6

4.5

4.2 

3.2

การบริโภคภาครัฐ

%YOY

1.8

2.0

1.9 

2.0

การลงทุนภาคเอกชน

%YOY

3.9

3.4

2.8 

2.7

การลงทุนภาครัฐ

%YOY

3.3

2.9

2.2 

4.9

มูลค่าการส่งออก
(
USD BOP basis)

%YOY

7.5

-2.0

-2.5 

0.2

มูลค่าการนำเข้า
(
USD BOP basis)

%YOY

13.7

-2.9

-3.4 

0.3

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป

%YOY

1.1

0.9

0.8 

0.8

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

%YOY

0.7

0.6

0.5 

0.7

ราคาน้ำมันดิบ Brent

USD/Brl.

71.7

66.5

64.1 

62.3

%YOY

31.0

-7.3

-10.6 

-2.9

Exchange rate

THB/USD

32.3

30-31

30.3-30.8

30-31

Policy rate (end-year)

%

1.75

1.25

1.25

1.25

 

ที่มา การวิเคราะห์โดย EIC

 

 

ผู้นำเสนอบทวิเคราะห์

ดร. กำพล อดิเรกสมบัติ ตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน, Economic Intelligence Center (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

ดร. ธนพล ศรีธัญพงศ์ ตำแหน่ง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส, Economic Intelligence Center (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

ชินโชติ เถรปัญญาภรณ์ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์, Economic Intelligence Center (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

Economic Intelligence Center (EIC)

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

Related Articles

Back to top button