เพจดังฉะ ‘ไวรัสโคโรนา’ สะท้อนภาวะผู้นำ ช้า-ประมาท นึกถึงแต่เงิน
โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Coronavirus) ได้กลายเป็นโรคระบาดที่สร้างความหวาดกลัวไปทั่วโลก และจำนวนผู้ติดเชื้อ รวมไปถึงผู้เสียชีวิตก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนองค์การอนามัยโลกประกาศว่าเชื้อไวรัสโคโรนาคือภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพระดับโลก โดยล่าสุดมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 14,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 300 ราย ทุกประเทศได้มีมาตรการรับมือกับเชื้อไวรัสโคโรนา ประเทศไทยก็เช่นกัน แต่การทำงานของรัฐบาลได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามว่า รัฐบาลยังไม่จริงจังกับเรื่องนี้มากนัก

ล่าสุด เพจ Gossip สาสุข ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลไทย ในการจัดการกับเชื้อไวรัสโคโรนา อย่างเผ็ดร้อน ใจความว่า
ปัญหาของ “ภาวะผู้นำ”
สะท้อนความสะเปะสะปะ
รับมือ “ไวรัสอู่ฮั่น”
•
•
อันที่จริงหากมองการรับมือโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะพบ “ความสับสน” มากมาย แม้เจ้าหน้าที่จะมีความตั้งใจ มีฝีมือ มีประสบการณ์ในการรับมือกับโรคระบาดมากเพียงใด แต่ก็ยังมีปัญหาจากสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะผู้นำ” การสื่อสาร และการประเมินผลที่ “ผิดพลาด” อยู่หลายประการ
•
หากจำกันได้ หลังจากที่จีนประกาศว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” สามารถติดต่อระหว่าง “คนสู่คน” วันที่ 20 ม.ค. และนำมาสู่การ “ชัตดาวน์” เมืองอู่ฮั่น วันที่ 22 ม.ค. จะพบว่ารัฐบาลไทย “นิ่ง” กว่าที่ควรจะเป็น
•
เพราะการที่จีนประกาศปิดอู่ฮั่น นั่นหมายความว่าสถานการณ์น่าจะเลวร้าย และเริ่มมีการแพร่ระบาดไปยังเมืองอื่น และประเทศอื่นแล้ว โดยจุดหมายปลายทางนอกประเทศที่สำคัญ หนีไม่พ้นประเทศไทย ที่มีการเดินทางก่อนเทศกาลตรุษจีนเป็นจำนวนมาก นั่นหมายความว่า ไม่ว่ากรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ล้วนเป็นจุดเสี่ยงของไวรัสชนิดใหม่ทั้งนั้น
•
แต่รัฐบาลไทย กลับยังนิ่งเฉย และยังคงเชื่อมั่น “พี่ใหญ่” อย่างรัฐบาลจีน ว่าจะจัดการได้ มาตรการที่ออกมาจึงมีเพียงการกวดขันด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่สนามบิน ซึ่งต้องรองรับ “ทัวร์จีน” มหาศาลเท่านั้น เพราะการออก “ยาแรง” อะไรไป อาจกระทบกับเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักได้
•
เพราะฉะนั้น เช้าวันที่ 23 ม.ค. ไม่ถึง 12 ชั่วโมง หลังจากรัฐบาลจีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่น ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินเชียงใหม่ ก็คือการ “เชิดสิงโต” ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนอย่างอบอุ่น
•
ไม่มีการ “บล็อก” ไม่มีการ “แบน” คนจากจีน หรือแม้แต่คนในมณฑลอู่ฮั่น มีเพียงการวัดไข้นักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น ไม่ได้ประเมินความเสี่ยงเลยว่าโรคนี้มีโอกาสที่จะระบาดต่อในไทย
•
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีงานวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสาร The Lancet และมีการแถลงจากทางการจีนว่าโรคนี้ สามารถระบาดต่อได้ โดยไม่มีอาการไข้ ซ้ำยังใช้เวลาฟักตัวยาวนานสุดถึง 14 วัน คนใน “กรมควบคุมโรค” จึง “เหวอ” กันเป็นแถว
•
เพราะที่คุยกันว่า สามารถรับมือโรคระบาดด้วยฝีมือฉกาจฉกรรจ์ เป็นอันดับที่ 6 ของโลกนั้น ล้วนเป็นไปด้วยบริบทเดิมเช่น โรคซาร์ส ซึ่งระยะฟักตัวน้อยกว่า และมีอาการไข้ชัดเจน สามารถคัดกรองได้ง่ายกว่า ที่สำคัญคือในวันนั้นปริมาณนักท่องเที่ยวจีน ไม่ได้มากถึง 8.5 ล้านคนต่อปี แบบในปัจจุบัน
•
หรือโรคเมอร์ส ที่แม้จะมีความรุนแรงกว่า แต่ก็มาจากนักท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าหลายสิบเท่า
•
เพราะฉะนั้น วันที่ได้รับข้อมูลยืนยันว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” สามารถแพร่ต่อโดยไม่มีอาการไข้นั้น คนทั้งกระทรวงสาธารณสุข ล้วนรู้เป็นการภายในว่าจะ “หนัก” กว่าที่คิด
•
เพราะเจ้าหน้าที่ด่านที่มี ล้วนไม่ได้มีมากพอกับการคัดกรองคนจีนที่มากขนาดนั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าจีน ไม่ได้มีเที่ยวบินเข้าสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต อย่างเดียว แต่ในสนามบินกระบี่ สนามบินอู่ตะเภา หรือเชียงราย ก็ล้วนมีเที่ยวบินจากหลายเมืองของจีนบินเข้าเช่นเดียวกัน
•
ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมชาวจีน ที่เดินทางผ่านเข้ามาทางด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่านแม่สาย จ.เชียงราย หรือด่านสะเดา จ.สงขลา หรือพวกที่ขับรถเข้ามาเองทาง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ จะไม่สามารถคัดกรองโรคได้หมด
•
ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ด่านฯ นอกจากจำนวนไม่เพียงพอแล้ว เครื่องมือหลายอย่างยังไม่พร้อม แม้แต่ “หน้ากากอนามัย” สำหรับเจ้าหน้าที่ ก็ยังมีไม่เพียงพอ ในเวลาที่หน้ากากอนามัยสำหรับคนทั่วไปหายาก ราคาแพงถึงอันละ 20 บาท เจ้าหน้าที่ ก็ขาดแคลนหน้ากากไปด้วย
•
ขณะเดียวกัน ห้องแล็บในการตรวจเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ก็มีเพียงไม่กี่แห่ง โดยปัจจุบัน ใช้แล็บของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งทั่วประเทศมีเพียง 14 แห่งเท่านั้น ที่สามารถตรวจคัดกรองโรคได้
•
เช่นเดียวกับโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ ก็ไม่ใช่ทุกจังหวัดที่จะพร้อมรับผู้ป่วยโคโรนาไวรัส 2019 เพราะต้องเตรียมทั้งแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และห้องสำหรับแยกผู้ป่วยที่ต้องสงสัยออกไปเด็ดขาด รวมถึงต้องใช้ “แรงคน” ของเจ้าหน้าที่ในการติดตาม “ผู้ต้องสงสัย” ว่าจะใกล้ชิดกับผู้ที่ “อาจป่วย” อีก
•
ลำพังงานในโรงพยาบาลก็แน่น ก็หนักอยู่แล้ว ถามว่าประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดอันดับ 6 ของโลก มีเจ้าหน้าที่ในการจัดการกับโรคระบาดโดยเฉพาะหรือไม่? คำตอบก็คือไม่มี ใช้คนๆ เดียวกับที่ทำงานในโรงพยาบาลนั่นแหละ
•
การระบาดด้วยอัตรา 19 ราย ในขณะนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และน่าจะมีอีกอย่างต่อเนื่อง..
ที่ต้องพูดถึงอีกอย่างคือ “ภาวะผู้นำ” ซึ่งหายไปอย่างชัดเจน หากจำกันได้ ในช่วงที่ไวรัสอู่ฮั่นเริ่ม “พีค” ในช่วงต้น แทบไม่มีความกระตือรือร้นใดๆ ในการจัดระบบ Single Command เพื่อรวมศูนย์การสั่งการให้เป็นหนึ่งเดียวใน
ระดับ “รัฐบาล”
•
เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข ที่รับผิดชอบกรมควบคุมโรค กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อพาคนไทย ออกจากอู่ฮั่น และมณฑลหูเป่ย
•
ทว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้เลือกทำ ก็คือตั้ง “คณะกรรมการ” ในระดับกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น โดยให้คนระดับ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป เป็น “หัวหน้าทีม” และให้ นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ดูแลศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ขึ้นตรงกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย
•
ทั้งที่เรื่องนี้ เกี่ยวพันกับหน่วยงานอื่นๆ นอกกรมควบคุมโรคอีกมาก และควรจะเป็นคนระดับนายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกฯ นั่งบัญชาการ สั่งการข้ามกระทรวง แต่เรื่องนี้ก็ไม่เคยเกินขึ้น…
•
ช่วงแรก นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลือกที่จะ “หายหน้า” ไปตลอดช่วง เสาร์ – อาทิตย์ ที่ 25 – 26 ม.ค. ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข ในการเตรียมความพร้อม
•
ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุขนั้น กลับให้สัมภาษณ์ว่าโรคโคโรนาไวรัส 2019 ไม่น่ากังวล เป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา พร้อมกับท่องคาถา กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ
•
หากจำกันได้ เวลานั้น ประเทศอื่นเริ่มมีความคืบหน้าในการ “จำกัด” นักท่องเที่ยวจีน การยกเลิกวีซ่า รวมถึงเตรียมความพร้อมในการนำพลเมืองออกจากประเทศแล้ว
•
แต่สำหรับไทย พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาอีกที ในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. พร้อมกับบอกว่า “เชื่อมั่น” จีน ว่าจะสามารถจัดการได้ และคนไทยในอู่ฮั่นทุกคนสุขสบายดี ทั้งที่มีอีกหลายคนตกหล่น และเริ่มขาดแคลนอาหาร ส่วนอนุทิน ก็ยืนยันว่าไม่ต้องปิดประเทศ เพราะเหตุการณ์ไม่ได้ร้ายแรงกว่าที่คิด
•
ซ้ำมาตรการทั้งหลายของรัฐบาลนี้ กลับไปกระตือรือร้นกับการไปไล่จับคนแชร์ “เฟคนิวส์” เรื่องโคโรนาไวรัส ทั้งที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในช่วงภาวะตื่นตระหนก ที่คนจะแชร์เรื่องอะไรที่ตัวเองหวาดกลัว และเรื่องนี้ ก็เกิดขึ้นในทุกประเทศ
•
น่าเสียดายที่แนวทางของรัฐบาลคือการ “ปฏิเสธ” ความจริง แม้จะรู้ว่าความจริง จะร้ายแรงกว่าที่คิดก็ตาม
กว่าจะมีคณะกรรมการระดับ “รองนายกฯ” นั่งเป็นประธาน ก็ล่วงมาถึงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีคนขับแท็กซี่ติดเชื้อจาก “คนสู่คน” ครั้งแรกในประเทศ และเวลาเดียวกับที่องค์การอนามัยโลก ประกาศให้โรคนี้เป็น “ภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ”
•
ทั้งหมดนี้ ยังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อ “ภาวะผู้นำ” ที่ชัดขึ้นได้หรือไม่ เพราะในขณะที่สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในยุโรปประกาศ “แบน” ไม่ให้ผู้ที่เดินทางจากจีนเข้าประเทศ ไทย ก็ยังไม่กล้า แม้แต่จะยกเลิก Visa on Arrival เพราะกลัวจะกระทบ “ความสัมพันธ์อันดี” ที่มีต่อจีน
•
ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และด้วย “คาแรกเตอร์” ของโรคนี้ เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าที่ปลายทาง ไทยจะมีผู้ติดเชื้อรวมเท่าไหร่..
•
ด้วยเหตุปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงต้องขอให้คนไทยช่วยกัน “ภาวนา” ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ทำงานหนักกันอยู่แล้ว สามารถทำงานกันได้อยู่รอดปลอดภัย และรักษาสุขภาพ จนสามารถผ่านช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้
•
และต้องช่วยกันภาวนาให้ “ภาวะผู้นำ” ของรัฐบาลชุดนี้ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมากพอสามารถพาประเทศ และพาคนไทย รอดตายจากการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นเช่นกัน
///////



