Columnist

หรือคนจนต้องตายในวิกฤต!!!

หรือคนจนต้องตายในวิกฤต

‘ธนก​ บังผล’

 

เท่าที่เป็นข่าวตอนนี้ปรากฏว่าหน้ากากอนามัยหายาก​ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการกักตุนสินค้า แต่สาเหตุสำคัญที่ทุกคนต่างก็ทราบดีคือมีการสั่งจากโรงงานผลิตออกมาแล้ว​ ในขณะที่เส้นทางหลังจากนั้นกลับเป็นแดนสนธยา
เมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกมาประกาศแจกให้กับประชาชนคนละ3ชิ้น​ มีผู้ไปรอต่อคิวจำนวนมากตั้งแต่ตี5​
ก็มีการตั้งข้อสังเกตครับว่าการไปรวมกันของชาวบ้านที่ไปรับแจกนั้นจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อมากขึ้นหรือไม่

ผมคงไม่ลงไปในรายละออียดบางประการ​ แต่ขออนุญาตตั้งข้อสงสัยภาพรวมของวิกฤตครั้งนี้

ปกติแล้วราคาหน้ากากอนามัยอยู่ที่​ 2.5​ บาทนะครับ​ 1​กล่อง 50 ชิ้น​ ไม่เกิน 110 บาท​ พอมีโควิท-19ระบาดขึ้นมา​ ในไลน์กลุ่มที่ผมเห็นขายยกกล่อง​ 900​ บาท​ ราคาสูงขึ้นมากถึง​ 9​ เท่า ราคานี้คนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำซื้อได้หรือไม่ครับ

ถ้ามี​ 900​ บาท​ เราจะเอาเงินนั้นไปซื้อข้าวให้ลูกกิน​ เอาเงินให้ลูกไปโรงเรียนได้เกือบ1สัปดาห์​ การกักตุนสินค้ามันมาจากอะไร​ และวิกฤตเช่นนี้คนจนต้องตายใช่หรือไม่

 

ผมทราบดีว่าก่อนที่ราคาหน้ากากอนามัยจะแพงขนาดนี้​ มีคนพยายามซื้อมาเก็บไว้ที่บ้าน​ คือปั่นราคาจาก​ 110 บาทมาเป็น​ 200 บาท

เมื่อซื้อมาเยอะๆเข้าก็เริ่มทำการขายทางออนไลน์เพิ่มราคาขึ้นไปเพื่อต้องการกำไร​ ตกกล่องละ 300 บาท

ราคาขนาดนี้ก็แพงแล้วนะครับ​ แต่พอมีคนเห็นวิกฤตเป็นกำไรราคาก็เริ่มพุ่งขึ้นเรื่อยๆ

บางคนกระแนะกระแหนผ่านโซเชียลว่า​ กล่อง 900​ บาททำบ่น​ แต่10ชิ้น​ 150บาท​ ซื้อได้

ก็ชิ้นละ 15บาท​ 1​ กล่องก็ 750​ บาท​ ยังไงก็ยังถูกกว่ากล่องละ 900​ บาท​ จริงหรือเปล่าครับ

คนไทยเริ่มมีพฤติกรรมกักตุนสินค้าที่คิดเอาแต่กำไรกันมาเมื่อไรแล้วสาเหตุมาจากจุดไหน

ถ้าให้ต่อความยาวสาวความยืดเราก็จะพบว่าตั้งแต่รัฐมนตรีบอกว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาอย่าตื่นตระหนกนั่นละครับ ไม่รู้ว่ารัฐบาลพยายามปกปิดหรือไร้เดียงสากับปัญหานี้​ เพราะต่อมาการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคระบาดก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทั่วประเทศ

เมื่อราคาแพงขึ้นจากการกักตุนสินค้า​ หน่วยงานรัฐออกตรวจก็กลับไม่พบว่ามีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคา
เราคงอยู่กันคนละจักรวาลจริงๆ

 

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนถึงราคาของ​ “รีเจนซี่” ที่ถูกยี่ปั๊วปั่นราคาขายจนร้านค้านำมาจำหน่ายแพงกว่า​ 50​ เปอร์เซนต์จากราคาเดิม

วิธีการแก้ไขให้กลไกทางการตลาดกลับมาปกติคือ​ บริษัทผู้ผลิตลงมาดูกระจายการจำหน่ายเอง​ พร้อมกันนั้นก็มีบรั่นดีคู่แข่งในตลาดเพิ่มขึ้นอีก​ ทำให้รีเจนซี่ไม่สามารถอยู่เฉยได้

วิธีการนี้ใช้เวลานานถึง 2 เดือนนะครับกว่าราคารีเจนซี่ในปัจจุบันจะกลับลงมาเท่าเดิม

เพราะฉะนั้น​ วิธีการแก้ปัญหาราคาหน้ากากอนามัยอาจใช้รูปแบบนี้ได้เช่นกัน​ คือ​ ให้บริษัทผู้ผลิตอื่น​ ผลิตสินค้าออกมาเพิ่มฝนตลาดให้มากขึ้น​ โดยใช้วิกฤตนี้สร้าง​ “แบรนด์” ของตัวเองให้ประชาชนรู้จัก

ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ที่เราใช้หน้ากากอนามัยกันนั้นส่วนน้อยมากจะรู้ว่ายี่ห้ออะไร… จริงไหมครับ

นี่เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ราคาสินค้าถูกนำเข้าสู่กลไลการต่อสู้​ ประโยชน์ตกที่ชาวบ้านล้วนๆเลยครับ

เมื่อคนจนกลายเป็นเหยื่อในวิกฤต​ รายรับไม่สามารถตอบสนองกับหน้ากากอนามัยกล่องละ 900 บาทได้
ในภาพรวมแบบมหภาค​ ประเทศไทยเองก็เป็นประเทศกำลังพัฒนา

ลองนึกดูนะครับว่าหากวิกฤตโลกเกิดขึ้นแล้วประเทศมหาอำนาจขึ้นราคาสินค้าบางอย่างจนทำให้ประเทศไทยนำเข้าในราคาที่แพงขึ้นมากๆ​

เราจะรู้สึกอย่างไร?

เคยมีคนบอกว่าให้แบนสินค้าจากอเมริกา​ แต่ความจริงเราทำได้จริงหรือไม่

ผมไม่อยากเห็นการเอารัดเอาเปรียบคิดแต่กำไรในช่วงที่เราต้องพยายามฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้ด้วยกัน

 

 

แพทย์ชาวจีนคาดว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19​ จะหยุดลงช่วงสิ้นเดือนเมษายน

ถึงเวลานั้นถ้าหน้ากากอนามัยไม่ได้จำเป็นอีกแล้ว​ จะมีใครกล้าเอามาขายกล่องละ 900บาทอีกหรือครับ

ผมคิดว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าปัจจุบันมันถูกปั่นราคาจากตรงไหน​ และวิธีแก้ควรทำอย่างไร

อะไรก็ตามที่เอารัดเอาเปรียบกันมากเกินไป​ ค้าขายแบบไร้น้ำใจมันอยู่ไม่นานหรอกครับ

ขอให้ทุกท่านผ่านวิกฤตนี้ไปอย่างปลอดภัยทุกคนครับ

Related Articles

Back to top button