Biznews

“ภาษีน้ำหวาน/ เทรนด์สุขภาพ ” เกมเปลี่ยนเครื่องดื่มเมืองไทย

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่ม ที่มีค่าความหวานหรือน้ำตาลมากกว่าที่กฎหมายกำหนด (ภาษีน้ำหวาน) ในภาพรวมอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ที่ 20% ครอบคลุมเครื่องดื่มทุกประเภท ทั้ง น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชาเขียว และเครื่องดื่มชูกำลัง จะต้องเสียภาษีหากมีค่าความหวานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 2 ปี ซึ่งหากมีการลดความหวานลง ก็จะทำให้เสียภาษีในอัตราเท่าเดิมหรือลดลง

สาเหตุที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีน้ำหวาน เนื่องมาจาก ปัจจุบัน คนในโลกรวมถึงคนไทยจำนวนมากเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงกระทั่งฟันผุ องค์การอนามัยโลกจึงออกคำแนะนำว่า แต่ละคนไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 50 กรัม/วัน (ปริมาณที่แนะนำจริงๆ คือไม่เกิน 25 กรัม/วัน) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคดังกล่าว แต่มีข้อมูลน่าตกใจว่าคนไทยปริมาณน้ำตาลโดยเฉลี่ย 100 กรัม/คน/วัน หรือมากกว่าที่ควรถึงสองเท่า

นอกจากนี้ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกชนิด ถูกจัดว่าเป็นอาหารที่มีโภชนาการไม่เหมาะสม เพราะเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว และแม้จะให้พลังงานสูง แต่ไม่ให้สารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ ทั้งนี้ จากการเก็บสถิติระหว่างปี 2548 – 2552 พบว่า คนไทยบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากเป็นอันดับเก้าของโลก

จากเหตุผลดังกล่าวทำให้รัฐเก็บภาษี ‘น้ำหวาน’ เพื่อปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมของผู้ผลิต ให้ลดปริมาณน้ำตาลที่ผสมลงไปในเครื่องดื่ม และผู้บริโภค ให้ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีการใส่น้ำตาลเข้าไปจำนวนมาก

หลังจากที่มาตรการภาครัฐเตรียมประกาศบังคับใช้ทำให้ตลาดเครื่องดื่มบ้านเราที่มีมูลค่าทั้งตลาดกว่า 2 แสนล้านบาทเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ประกอบการมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเครื่องดื่มด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีน้ำตาลน้อยออกมาเป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มเป๊ปซี่ ที่เขย่าตลาดน้ำอัดลม 0 แคลอรี่ มูลค่า 1,100 ล้านบาท เปิดตัวเครื่องดื่ม “เป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์” ในกระป๋องรุ่นพิเศษต้อนรับการมาเยือนของ บรูโน มาร์ส (Bruno Mars) นักร้องนักดนตรีซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก เจ้าของรางวัลแกรมมี่ที่กำลังจะมาเปิดคอนเสิร์ตสุดอลังการ “เดอะ ทเวนตี้โฟร์คารัท เมจิค เวิลด์ ทัวร์ 2018” (The 24K Magic World Tour 2018) ในวันที่ 30 เมษายนและ 1 พฤษภาคมนี้

แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาในตลาดเครื่องดื่มมากที่สุดต้องยกให้กับการเปิดตัวสินค้นใหม่ของ ยาคูลท์ นมเปรี้ยวพร้อมดื่มที่เราคุ้นชินรสชาติดั้งเดิมมาตลอด 47 ปี ในชื่อ ‘ยาคูลท์ไลท์’ สูตรน้ำตาลน้อยที่ 1.75% จากสูตรเดิมมีน้ำตาล 18% ซึ่งจะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 เป๋นต้นไป

การขยับตัวครั้งใหญ่ของบริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวสำคัญตั้งแต่เข้ามาในไทย หลังจากที่ผ่านมาได้ปรับเปลี่ยนแพ็กเกจและกระจายช่องทางการขายเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมาแล้ว

การออกรสชาติใหม่ของยาคูลท์ในครั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะมาจาก 2 เหตุผลหลักคือ เทรนด์คนรักสุขภาพที่มาแรงและสอดรับภาษีน้ำหวาน

รายงานของ Euromonitor International พบว่า มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม ในปี 2560 กว่า 22,300 ล้านบาท อันดับ 1 ได้แก่ ดัชมิลล์ มีสว่นแบ่ง 26.1% ตามด้วย ยาคูลท์ อยู่อันดับ 2 มีส่วนแบ่ง 18.7% และบีทาเก้น อย่อันดับ 3 มีแชร์ 7.4%

ต้องจับตาว่าหลังจากยักษ์ใหญ่ในวงการนมเปรี้ยวออกตัวแรงเช่นนี้จะมีเครื่องดื่มยี่ห้อไหนขยับตัวตาม

ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดเครื่องดื่มเมืองไทย

Related Articles

Back to top button