Columnist

หมู่บ้านป่าแหว่ง กับ “ปู่คออี้”

นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก “หมู่บ้านป่าแหว่ง” โครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ เชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ พื้นที่กว่า 147 ไร่

แม้จะก่อสร้างบนพื้นที่ราชพัสดุ ในความดูแลของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ และได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ตั้งแต่ปี 2543 อีกทั้งมีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 98 แต่กระแสคัดค้านของชาวเชียงใหม่และคนทั่วประเทศยืนยันว่าต้องรื้อทิ้ง

ทั้งนี้ จะมีการชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 6 พ.ค.นี้ โดยนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะทำงานแก้ปัญหา จะเดินทางลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ร่วมพูดคุยหาทางออกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่โครงการก่อสร้างมูลค่านับพันล้านบาทนี้ จะถูก “รื้อทิ้ง” หรือ “ทุบทิ้ง” ตามที่ภาคประชาชนเรียกร้อง

และบทสรุปของหมู่บ้านป่าแหว่งจะออกมาแบบไหน

‘โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม’ เป็นโครงการที่ใช้งบทั้งหมด 955 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ดำเนินการสร้างมาเกือบจะแล้วเสร็จทั้งโครงการ รายละเอียดของโครงการนี้แบ่งออกเป็น 3 โครงการย่อยได้แก่

โครงการที่ 1 ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมสิ่งก่อสร้าง มูลค่า 290 ล้านบาท ส่งมอบพร้อมใช้งานแล้ว

โครงการที่ 2 บ้านพักตุลาการ 16 หน่วย, บ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 38 หน่วย, บ้านพักผู้อำนวยการ 1 หน่วย. อาคารชุดข้าราชการศาลยุติธรรม 36 หน่วย มูลค่า 321 ล้านบาท ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้วมากกว่าร้อยละ 86

โครงการที่ 3 บ้านพัก 9 หน่วย และอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการ 64 หน่วย มูลค่า 342 ล้านบาท ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้วมากกว่าร้อยละ 84

สำหรับการออกมาคัดค้านของประชาชนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังหาทางออกในเรื่องนี้ ในชั้นต้นได้มอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคงไปพิจารณาดูว่าจะบริหารจัดการอย่างไร โดยต้องแยกเป็นสองส่วน คือ หนึ่ง ดูสถานที่ทำงาน ซึ่งอยู่ด้านล่าง สอง ส่วนของบ้านพักด้านบน โดยต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตามจะต้องปรับพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมให้ได้ นี่คือหลักการเดิมของเรา และจะมีการหารือระหว่างศาลและฝ่ายกฎหมาย คสช. เพื่อหาทางออก

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่าจะไม่มีการรื้อถอนบ้านพักเพราะขั้นตอนการก่อสร้างถูกต้อง แต่อาจจะย้ายไปที่อื่น ซึ่งหมายความว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะยังคงดำเนินไปจนเสร็จตามสัญญา

ในขณะที่ นายสุวพันธุ์ บอกว่า การลงพื้นที่ไปแก้ไขปัญหาในครั้งนี้จะยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ซึ่งน่าจะมีความเห็นตรงกันกับเครือข่ายภาคประชาชน ดังนั้นเชื่อว่าทางออกในการแก้ไขปัญหาคงไม่ยากจนเกินไป และหลังจากการรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายแล้วก็จะนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติหรือการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีผู้เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้ มาตรา 44 สั่งให้ยุติการก่อสร้าง แต่เนื่องจากปัจจุบันโครงการนี้ได้แล้วเสร็จไปมากกว่าร้อยละ 98 อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง จึงเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ยาก

ส่วนข้อเรียกร้องที่จะให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ก็เป็นทางออกที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

ดังนั้น การพูดคุยในวันที่ 6 พ.ค.นี้ อาจจะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่น่าจะได้เห็นแนวโน้มว่าโครงการก่อสร้างทั้งหมดจะสามารถเดินหน้าจนแล้วเสร็จตามสัญญาหรือไม่ หากภาคประชาชนยืนยันต้องรื้อทิ้งสิ่งปลูกสร้างเพื่อคืนพื้นที่ป่าให้ดอยสุเทพ ภาครัฐในฐานะเจ้าของพื้นที่จะจัดการปัญหาอย่างไร

ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ทางศาลได้ขอเวลา 10 ปี ในการพิสูจน์ว่าสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้

ในขณะที่กรณีปู่คออี้ ในวัย 106 ปี ชาวกระเหรี่ยงแห่งป่าแก่งกระจาน และผู้ฟ้องคดีรวม 6 คน ซึ่งเกิดและอาศัยในป่ามาตลอดชีวิต ถูกศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อมได้อ่านคำพิพากษา ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีที่ในเดือน พ.ค. 2554 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จุดไฟเผาบ้านเรือนและทรัพย์สิน เนื่องจากถือว่าบุกรุกอุทยาน

โดยระบุว่าชาวกระเหรี่ยงแห่งป่าแก่งกระจานก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติและมีการล่าสัตว์ ถือว่ากระทำความผิดตามมาตรา 16 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

ส่วนการรื้อถอนด้วยวิธีเผาทำลายเพิงพักและยุ้งฉาง ศาลตัดสินว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีสภาพการณ์ เพราะหากรื้อถอนไปแล้วคงเหลือวัสดุก่อสร้างไว้ที่เดิม ย่อมจะทำให้ผู้กระทำความผิดนำไปใช้ในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ได้ ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6

ซึ่งบทสรุปกรณีหมู่บ้านป่าแหว่งจะเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมต่อไป เช่นเดียวกับคดีปู่คออี้

Related Articles

Back to top button