เคล็ด(ไม่)ลับ สุขภาพดีแบบ’ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย’ ผู้ทำให้การออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน (ตอนที่1)

เปิดเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย’ รองกรรมการผู้อำนวยการ – สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งผู้บริหารมากความสามารถที่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะที่หลายคนคุ้นชินนั่นคือการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำชนิดเสพติดการออกกำลังกายเลยทีเดียว
วันนี้ Bizprompt Info ได้มีโอกาสจับเข่าคุยกับ คุณตี๋-ชาคริต ในอีกแง่มุมหนึ่งนอกเหนือจากชีวิตการทำงานประจำวันของผู้บริหารช่อง3 ในเรื่องของการดูแลสุขภาพด้วยการปลีกเวลาหันมาออกกำลังกายในทุกๆ วันไม่มีวันหยุดว่าเขาได้อะไรบ้าง และนำไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานอย่างไรบ้าง

จุดเริ่มต้นของการออกกำลังกาย
คุณตี๋ เล่าที่มาที่ไปของการหันมาดูแลตัวเองให้ฟังว่า เดิมเป็นคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชอบเคลื่อนไหวร่างกาย ชอบเวลาเหงื่อออกทำให้รู้สึกดี
ขณะที่กำลังศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เมื่อประมาณปี 2537 คุณตี๋ ประสบอุบัติเหตุหลังจากที่ดำน้ำลงไปแล้วเจอฉลาม ด้วยความที่กลัวจึงดันตัวขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็วทำให้เกิดบาดเจ็บที่หูชั้นใน ทำให้อาการบ้านหมุนหรือน้ำในหูไม่เท่ากันมาจนทุกวันนี้ จนนำมาซึ่งการมีโรคประจำตัวนั่นคือโรคเวียนศีรษะ Vertigo จึงทำให้ต้องดูแลสุขภาพอยู่เสมอ และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณตี๋สนใจการออกกำลังกายอย่างจริงจังต้ังแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าอาการปวดหัวจะไม่ได้หายไปแต่ก็ทำให้คุณตี๋สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปรกติ ด้วยการใช้วิธีออกกำลังกายเป็นประจำทำให้เขากินข้าวได้ พักผ่อนนอนหลับได้ปรกติ จากที่เคยเทียวเข้า-ออกโรงพยาบาลปีละ 40-50 คร้ังก็เหลือเพียงปีละไม่เกิน 15 คร้ังเพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้ร่างกายสูบฉีดโลหิตได้ดีขึ้น เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกาย โรคต่างๆ ที่เป็นอยู่ก็ไม่มารบกวนให้ต้องรำคานใจ
โดยเฉพาะเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มจริงจังมากขึ้นจากเดิมออกกำลังกาย 2-3 วันต่อสัปดาห์ เพิ่มเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และปัจจุบัน 12-14 คร้ังต่อสัปดาห์ เมื่อช่วง 5 ปีก่อน เรียกว่าวันหนึ่งต้องหาเวลาออกกำลังกายทั้งช่วงเช้าๆ เย็นๆ คร้ังละขั้นต่ำ 30 นาที
แม้ว่าจะเป็นคนชื่นชอบการออกกำลังกายแต่คุณตี๋ก็ยอมรับว่า ตัวเองก็ประสบปัญหาในชีวิตประจำวันไม่ต่างไปจากคนอื่น ในช่วงอายุ 45-46 ปี ประสบความเครียด นอนไม่หลับ แถมเจอภาวะเข่าเสื่อมจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังด้วยการวิ่งทุกเช้า โดยตื่นประมาณ 4.30 น.ออกวิ่งรอบๆ หมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลารวมคูลดาวน์ 30 นาที และเมื่อกลับมาจากทำงานก็ออกวิ่งอีกครั้งในช่วงหัวค่ำ

4 ประโยชน์ที่ได้จากการออกกำลังกาย
หลังจากทุ่มเทเวลากับการออกกำลังกายมายาวนาน สิ่งที่คุณตี๋เห็นและสัมผัสได้ชัดเจนถึงประโบชน์ที่จับต้องได้นอกจากมองว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่จะขาดเสียไม่ได้เลย มีอยู่ 4 ประเด็นหลักๆ คือ
1.กายภาพ: รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแข็งแรง ทานอาหารอร่อย ซึ่งการมีบุคลิกภาพที่ดี หรือเรียกง่ายๆ ว่าจะดูคล่องแคล่วและดูสมาร์ทขึ้นนั่นเอง
2.ทัศนคติ: กลายเป็นคนมีสมาธิ กล่าวคือ การออกกำลังกายในมุมมองของคุณตี๋เปรียบเหมือนการทำสมาธิอย่างหนึ่ง มีความสงบเกิดขึ้นกับตัวเอง ลืมความเครียดไปช่วงหนึ่ง ทำให้เกิดความสุขุม ไม่ตระหนกตกใจง่าย ๆ มีความนิ่งที่นำไปสู่การตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้นอนหลับเพราะเมื่ออกกำลังกายเป็นประจำ ร่างกายก็เหนื่อยทุกวัน ความอ่อนเพลียของร่างกายทำให้หลับง่าย เวลานอนหลับสนิท ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส สดชื่น สบายใจ คนที่ไม่ค่อยเครียดก็จะมองโลกในแง่บวกไปเอง พอเรานอนได้ดี แม้ว่าความเครียดยังคงอยู่ในเช้าวันต่อมา แต่จะพบว่ามันจะลดไปอยู่ในระดับที่เรารับมือได้ เพราะถ้าเครียดแล้วยังไม่ได้นอนอีกนั่นเป็นเหตุของคำว่า “ฟุ้งซ่าน”

3.สร้างมิตร: มีหัวข้อในการสนทนาในวัยของผม คุณตี๋ บอกว่า การออกกำลังกายในปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งหัวข้อสำคัญของการสนทนากับบุคลอื่นที่พบเจอ มีโอกาสได้พูดคุย ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร และก็พบเจอเพื่อนใหม่หลากหลายวัยหลากหลายธุรกิจที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน
4.ความภูมิใจ: เพราะชีวิตมีความท้าทายเยอะทุกวัน ซึ่งมีทั้งล้มเหลวและสำเร็จ แต่จะออกไปทางล้มเหลวเสียมากกว่า การออกกำลังกายของผมก็เลยกลายเป็นความท้าทายในชีวิต ที่ผมสามารถทำสำเร็จได้ทุกวัน มันก็เลยเป็น “ความภูมิใจ” เล็ก ๆ ของตัวเองที่สร้างได้ทุกวัน
‘ในทางกลับกันความสุขมาก ๆ ที่เราเจอก็ต้องผ่านไปเช่นกัน เหมือนความเครียดที่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ความเครียดความสุขอยู่กับตัวเราได้ไม่นานถ้าเราบริหารจัดการความคิดของเรา รู้จักการเตรียมใจไว้ว่า มีเกิดก็มีสิ้นสุด เป็นตรรกะของชีวิต เพราะเมื่อเหนื่อยก็หายเหนื่อยได้ ถ้าตอนนี้สบายดีเดี๋ยวต่อไปก็อาจจะต้องมากเหนื่อยอีก ทุกอย่างเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องตกใจ ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอครับ การออกกำลังกายสอนผมได้จริง ๆ’

ปัจจุบัน คุณตี๋ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 56 ปีแล้ว แต่ขอบอกว่าเป็น 56 ปีที่ยังแจ๋ว เต็มไปด้วยความฟิตเปรี๊ยะ เห็นได้จากรูปร่างหน้าตาที่สดใส ดูสมาร์ท เคล็ดไม่ลับคือการกินอิ่ม โดยเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนจากไข่และปลาเป็นหลัก หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ใหญ่ ที่สำคัญทานอาหารครบ 3 มื้อ และให้ตรงเวลาเท่าที่จะสามารถทำได้ นอนหลับให้เพียงพอเพื่อตื่นขึ้นมาเริ่มต้นรับเช้าวันใหม่ด้วยความสดชื่น

ด้านชีวิตส่วนตัว คุณตี๋แต่งงานแล้ว แต่ไม่มีบุตร ภรรยาทำงานด้านการวิจัยด้านการตลาด มีสุขภาพดี เพราะคำนึงเรื่องการใช้ชีวิตที่ถูกต้องเสมอ ไม่ป่วยก็มีเงินเก็บมากขึ้น จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องขององค์รวมของการใช้ชีวิต รับประทานอาหารที่ไม่มัน ไม่หวาน ไม่ขัดสี และรับประทานผักสดเป็นประจำ ทำอาหารรับประทานเองเป็นประจำ มีเมนูที่คิดและลงมือทำเองมากมาย เช่น ข้าวกล้องคลุกเต้าหู้ยี้ เส้นหมี่ข้าวกล้องผัดเต้าเจี้ยว ก๋วยเตี๋ยวหลอดไฮไฟเบอร์
ออกกำลังกาย : เป็นประจำ สัปดาห์ละ 7 วัน มากน้อยต่างกัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง เพราะมีโรคประจำตัวคือโรคเวียนศีรษะ Vertigo จึงทำให้ต้องดูแลสุขภาพอยู่เสมอ มองโลกในแง่ดี ใจบุญ ซึ่งเป็นนิสัยติดตัวมาตลอด และเลือกที่จะอยู่ในที่ที่มีอากาศสะอาด

อีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้ว่าคุณตี๋มีหลักในการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายมากๆ โดยเขามีความเกรงใจคนรอบข้างชุมชนและสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่า การมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันทำให้ต้องมีการรบกวนบุคคลอื่นตลอดเวลา เพื่อสร้างชีวิตที่มีความสุขคือการผูกมิตรและมอบน้ำใจให้แก่กันด้วยการให้ไมตรีจิตกับเพื่อนร่วมงาน ผู้ที่เราติดต่องานด้วย รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าเช่นกัน
ตอนต่อไป เราจะพูดถึงถึงคุณตี๋ ว่า วันๆ หนึ่งทำอะไรบ้าง มีวิธีการออกกำลังกายอย่างไร และที่สำคัญ นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกับการทำงานอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในยุคโควิดแพร่ระบาดอย่างทุกวันนี้ แฟนคลับคุณตี๋ต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง….




