เปิดรายได้ ‘ซีพีออล์’ปี 66 กำไรพุ่ง 1.8 หมื่นล้าน วางงบ 1.3 หมื่นล้าน ลุยสาขาเพิ่ม!

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น CPALL รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ในปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จำนวน 26,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.7% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 18,482 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.3% จากปีก่อน เนื่องจากการดำเนินงานโดยรวมของกลุ่มธุรกิจปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งธุรกิจโลตัสส์ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ได้มีการบันทึกส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมและการร่วมค้าตามวิธีส่วนได้เสียจำนวน 746 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินลดลง เนื่องจาก บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (โลตัสส์) และบริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้มีการออกหุ้นกู้สกุลบาทที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ เพื่อนำจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย และลดภาระดอกเบี้ยจ่ายในงบการเงินรวมของบริษัทฯ อีกด้วย
สำหรับกำไรต่อหุ้นตามงบการเงินรวมในปี 2566 มีจำนวนเท่ากับ 2.01 บาท กำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตาม 3 ธุรกิจหลัก ได้ดังนี้ (กลุ่ม 1) กำไรจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีสัดส่วน 51% (กลุ่ม 2) กำไรจากธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 34% และ (กลุ่ม 3) กำไรจากธุรกิจอื่นๆ ในประเทศไทย มีสัดส่วน 15%
ทั้งนี้ สัดส่วนกำไรของ (กลุ่ม 1) เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน สาเหตุหลักจากอัตราการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่สูงกว่า
ในรอบปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้รวม 921,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 คิดเป็น 8.0% ทั้งนี้ รายได้จากการขายสินค้าและบริการ มีจำนวน 895,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.0% จากปีก่อนหน้า จากการที่บริษัทฯ ได้ ปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าและบริการ รวมถึงกลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจ ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปสู่วิถีชีวิตใหม่
ทั้งนี้รายได้รวมในปีนี้ ในทุกกลุ่มธุรกิจปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักรวมถึงการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นในปี 2566 นอกจากนี้ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งธุรกิจแม็คโคร และโลตัสส์ มีการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน รายได้รวมก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตาม 3 ธุรกิจหลัก มีดังนี้ (กลุ่ม 1) รายได้จากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ มีสัดส่วน 44% (กลุ่ม 2) รายได้จากธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค 50% และ (กลุ่ม 3) รายได้จากธุรกิจอื่นๆ ในประเทศไทยมีสัดส่วน 6% โดยสัดส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจ (กลุ่ม 1) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า
ในปี 2566 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการรวม 399,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 44,585 ล้านบาท หรือ 12.6%
มีกำไรขั้นต้น 112,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15,634 ล้านบาท หรือ 16.1% โดยมีสัดส่วนกำไรขั้นต้น 28.2%
ต้นทุนจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 115,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12,534 ล้านบาท หรือ 12.1% สาเหตุหลักมาจากเงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน ค่าไฟ ค่าบริหารร้านสาขา และค่าโฆษณาและโปรโมชั่น
สรุป ปี 2566 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ มีกำไรสุทธิ 15,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.1% จากปีก่อน
ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมในปี 2566 เพิ่มขึ้น 5.5% โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 80,837 บาท มียอดซื้อต่อบิลโดยประมาณ 83 บาท จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 965 คน
ในปี 2566 ธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ ขยายสาขาใหม่ร้าน 7-Eleven ทั้งร้านบริษัทเอง ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต รวม 707 สาขา เป็นไปตามเป้าหมาย
ณ สิ้นปี 2566 มีร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศรวม 14,545 สาขา แบ่งเป็นร้านบริษัท 7,336 สาขา (คิดเป็น 50%) เพิ่มขึ้น 497 สาขา ร้านSBP 6,335 สาขา (คิดเป็น 44%) เพิ่มขึ้น 191 สาขา และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 874 สาขา (คิดเป็น 6%) เพิ่มขึ้น 19 สาขา
สำหรับคาดการณ์และแนวโน้มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ในปี 2567 บริษัทฯ วางแผนที่จะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการ ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งรวมถึงการขยายเครือข่ายร้านสาขา ต่อเนื่องไปตามการขยายตัวของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แหล่งท่องเที่ยว และทำเลที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยบริษัทวางแผนที่จะลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2567 และมีเป้าหมายที่จะเปิดร้านใหม่เพิ่มในประเทศกัมพูชา และใน สปป.ลาว ในปี 2567 อีกด้วย
ส่วนอัตราการเติบโตของรายได้ ส่วนใหญ่มาจากอัตราการเติบโตของยอดขายจากร้านสาขาใหม่และอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยจากร้านเดิม รวมถึงยอดขายจากช่องทางอื่นๆ อาทิ 7Delivery และ All Online ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ อาทิ ระดับของอัตราเงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ เป็นต้น
บริษัทตั้งเป้าขยายอัตรากำไรขั้นต้นให้ได้อย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเน้นการพัฒนาระบบในการคัดสรรสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และผลักดันให้มีสัดส่วนของสินค้าที่กำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น ทั้งจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภค
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2567 คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้
การเปิดร้านสาขาใหม่ 3,800-4,000 ล้านบาท
การปรับปรุงร้านเดิม 2,900-3,500 ล้านบาท
โครงการใหม่, บริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า 4,000-4,100 ล้านบาท
สินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300-1,400 ล้านบาท



