5 วิธีลดความเสี่ยง’ออฟฟิศซินโดรม’ อย่าปล่อยไว้นาน!

ทุกวันนี้หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานที่โต๊ะ โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมเหล่านี้อาจนำไปสู่ “ออฟฟิศซินโดรม” หรืออาการปวดเรื้อรังจากการใช้ร่างกายในท่าทางที่ไม่เหมาะสม หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป! ออฟฟิศซินโดรมสามารถป้องกันได้ง่ายๆ หากคุณรู้จักปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม วันนี้เรามี 5 วิธีลดความเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม มาฝาก เพื่อช่วยให้คุณทำงานได้อย่างสบายขึ้นและมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว
ออฟฟิศซินโดรม คือ อะไร?
อาการของโรค ออฟฟิศซินโดรม เป็นภาวะที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน การนั่งหลังค่อม การใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันโดยไม่หยุดพัก หรือการทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ภาวะนี้ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งตัว และอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตึงที่บริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง เอว หรือข้อมือ บางรายอาจมีอาการชาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข ออฟฟิศซินโดรมอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน เส้นประสาทถูกกดทับ หรือปวดเรื้อรังจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานให้เหมาะสม เช่น การปรับท่านั่ง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และพักสายตาระหว่างวัน เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ออฟฟิศซินโดรม อาการเป็นอย่างไร?
สำหรับใครที่เริ่มรู้สึกว่ามีอาการเจ็บปวดต่างๆ จากการทำงานในออฟฟิศ ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณของออฟฟิศซินโดรมที่เกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว โดยอาการที่พบได้บ่อยๆ อาทิเช่น
ปวดคอและบ่า มักเกิดจากท่าทางที่ไม่ถูกต้องหรือการนั่งอยู่ในท่าทางเดิมๆ เป็นเวลานาน
ปวดหลังและเอว เกิดจากการนั่งผิดท่าหรือท่าทางที่ไม่มีการรองรับที่เหมาะสม
ปวดข้อมือ ข้อศอก หรือข้อไหล่ มักจะเกิดจากการใช้มือทำงานซ้ำๆ หรือการใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม
อาการชา หรือรู้สึกตึงที่แขนและขา โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
ปวดหัวและปวดตา เนื่องจากการจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง

กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นออฟฟิศซินโดรม
ใครที่ทำงานในลักษณะของการนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานานๆ มักมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น ออฟฟิศซินโดรม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ เพราะการนั่งในท่าทางที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ผิดวิธี อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามร่างกายได้ อาทิเช่น
พนักงานออฟฟิศ คนที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
พนักงานที่ทำงานซ้ำๆ อาทิเช่น พนักงานในสายงานการพิมพ์ การคีย์ข้อมูล หรือการใช้คอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน
คนที่ไม่มีเวลาพักผ่อน ถ้าทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่หยุดพัก อาจทำให้ร่างกายตึงเครียด
ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย การไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อเกิดการบาดเจ็บได้

5 วิธีลดความเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม
แม้ว่าอาการของโรค ออฟฟิศซินโดรม จะดูเหมือนเป็นปัญหาที่น่ากังวล แต่ก็สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ ถ้าเรารู้จักดูแลตัวเองในการทำงานด้วยวิธีที่ถูกต้อง ดังนี้
1. ปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้อง เมื่อทำงานนานๆ ท่าทางการนั่งก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ควรตั้งโต๊ะทำงานให้เหมาะสม โดยให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาเพื่อหลีกเลี่ยงการก้มหน้า นอกจากนี้ยังควรเลือกเก้าอี้ที่มีการรองรับหลังและคอได้ดี เพื่อลดความตึงเครียดในร่างกาย
2. หยุดพักทุกๆ 30 นาที การนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อตึงและเกิดอาการปวดเมื่อยได้ จึงควรลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย หรือเดินเบาๆ ทุกๆ 30 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อนและไม่ให้เกิดอาการเจ็บปวด
3. ออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างวัน แม้การทำงานจะยุ่ง แต่การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำท่าทางง่ายๆ เช่น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการเดินเร็ว จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยและช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นมากขึ้น
4. ปรับแสงและมุมการมองจอคอมพิวเตอร์ แสงจากจอคอมพิวเตอร์และการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าของดวงตา ควรปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสม และตั้งจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่สามารถมองได้สบายที่สุด โดยไม่ต้องก้มหน้า
5. ใช้เครื่องมือช่วยเสริมสุขภาพ ถ้าหากทำงานในระยะยาว ควรใช้เครื่องมือช่วยเสริมสุขภาพ เช่น แผ่นรองข้อมือเก้าอี้ที่รองรับหลังได้ดี หรือแผ่นรองคีย์บอร์ดที่จะช่วยให้มือและข้อมืออยู่ในท่าทางที่สบายและไม่ทำให้เกิดอาการปวด
การทำงานในออฟฟิศหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ อาจทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการเกิด ออฟฟิศซินโดรม ได้อย่างไม่รู้ตัว แต่เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงนี้ได้ง่ายๆ ด้วยการปรับท่าทางการนั่ง, หยุดพักทุกๆ 30 นาที, ออกกำลังกายบ้างระหว่างวัน, ปรับแสงในห้องให้เหมาะสม, และใช้เครื่องมือที่รองรับการทำงานที่ดี หากเริ่มรู้สึกอาการเมื่อยล้าควรรีบปรับวิธีการทำงานให้เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว




