เปิดผลสำรวจความพึงพอใจผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยมัดใจเจ้าของรถไฟฟ้าเสริมแกร่งตลาด EV

นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย)เผยผลการศึกษาความพึงพอใจเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric VehicleOwnership Satisfaction: EVOSS) ในประเทศไทยซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่(BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยประเมินจากคะแนนเต็ม1,000 คะแนน ครอบคลุมปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ต้นทุนการเป็นเจ้าของ ความพร้อมและความสะดวกสบายในการชาร์จไฟบริการหลังการขาย และเทคโนโลยีในรถยนต์โดยคะแนนที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่มากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในประสบการณ์การใช้งานของผู้ขับขี่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV/PHEV (เรียงลำดับตามความสำคัญ) ประกอบด้วย
การออกแบบภายในและภายนอก (16%)
คุณภาพและความน่าเชื่อถือ (16%)
ความสนุกในการขับขี่ (13%)
ความปลอดภัยและเทคโนโลยี (13%)
ประสบการณ์การบริการ (12%)
ระยะทางการขับขี่ (11%)
ความสะดวกในการชาร์จไฟที่บ้าน (11%)
ต้นทุนการเป็นเจ้าของ (9%)
ผลการสำรวจโดยนีลเส็นไอคิวพบว่าคะแนนความพึงพอใจโดยรวมต่อการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 880 คะแนนโดยปัจจัยด้านความสะดวกสบายในการชาร์จไฟที่บ้านได้คะแนนสูงสุดที่ 895คะแนนสะท้อนให้เห็นถึงความพึงพอใจอย่างมากในด้านความสะดวกสบายและการเข้าถึงสอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่า 84%ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกการชาร์จไฟจากที่บ้านเป็นหลัก
อย่างไรก็ตามปัจจัยด้านต้นทุนในการเป็นเจ้าของ ซึ่งประกอบด้วยค่าไฟฟ้าค่าบำรุงรักษา และราคารถยนต์ ได้รับคะแนนความพึงพอใจต่ำสุดที่ 863 คะแนนผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในประเทศไทยเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมจากรถยนต์ที่มีอยู่เดิมเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานที่หลากหลาย

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์เป็นครั้งแรกและกลุ่มผู้ที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนรถยนต์คันเดิม พบว่าการพิจารณาทางเลือกของระบบส่งกำลังก่อนตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นน้อยสุดในกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมตามด้วยกลุ่มผู้ที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนรถยนต์คันเดิมและมากสุดในกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่การออกแบบ (61%), สมรรถนะการขับขี่ (59%), คุณภาพและความน่าเชื่อถือ (58%), และ ระยะทางการขับขี่ (52%)
ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม ประกอบด้วย
ความคาดหวังต่อระยะทางการขับขี่:
ระยะทางการขับขี่เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้บริโภคคาดหวังให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้มากกว่า 300กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หากระยะทางการขับขี่จริงต่ำกว่าความคาดหวังระดับความพึงพอใจของผู้บริโภคจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหมวดหมู่ที่ 865 คะแนน

ความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแบตเตอรี่:
หนึ่งในห้าของผู้ตอบแบบสอบถามรับรู้ว่าประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลดลงตามการใช้งาน และ 74%ของผู้ใช้รู้สึกถึงผลกระทบที่มีต่อระยะทางการขับขี่ของแบตเตอร์รี่ส่งผลให้ผู้ใช้จำนวนมาก (74%)วางแผนการหยุดพักเพื่อชาร์จไฟระหว่างการเดินทางระยะไกลแม้ว่าจะมีการใช้แอปพลิเคชันในรถยนต์เพื่อตรวจสอบสถานะการชาร์จและค้นหาสถานีชาร์จเป็นประจำก็ตาม
คุณภาพและความน่าเชื่อถือ: ปัญหาที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ารายงานโดยทั่วไปได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่หรือระบบขับเคลื่อนรวมถึงความท้าทายในการชาร์จไฟรถยนต์
ความสำคัญของความเชี่ยวชาญของช่างเทคนิคและต้นทุนการใช้งานที่ต่ำ:แม้ช่างเทคนิคจะสามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานความเชี่ยวชาญแต่ประสิทธิภาพในการให้บริการยังคงไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคได้ โดยผู้บริโภคบางส่วน (24%)แสดงความไม่พึงพอใจต่อทักษะของช่างเทคนิคในระหว่างการให้บริการนอกจากนี้แม้ว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าโดยทั่วไปจะมีต้นทุนที่คุ้มค่ากว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแต่ความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อต้นทุนที่ต้องจ่ายในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับปานกลาง

เทสล่า ครองใจผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
เทสล่า ขึ้นแท่นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV/PHEV ของประเทศไทยด้วยคะแนนความพึงพอใจสูงสุดที่ 890 คะแนน และมี Net Promoter Score(NPS) สูงสุดที่ 81 สะท้อนถึงความนิยมในการแนะนำแบรนด์ซึ่งเทสล่ามีความโดดเด่นใน 4 ด้านหลัก ได้แก่คุณสมบัติด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี (905 คะแนน) ความสนุกในการขับขี่(899 คะแนน) คุณภาพและความน่าเชื่อถือ (894 คะแนน) และระยะทางการขับขี่(883 คะแนน) ซึ่งเหนือกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาดมณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา,ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข้อมูลเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่นีลเส็นไอคิวประเทศไทยและญี่ปุ่น กล่าวเสริมว่า,
“การบริหารจัดการความไม่พึงพอใจของลูกค้าและแก้ไขปัญหาโดยการทำความเข้าใจความคาดหวังของลูกค้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์,การยกระดับบริการหลังการขาย, และการบริหารจัดการต้นทุน นอกจากนี้การโฆษณาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอผู้ผลิตต้องสามารถพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างต่างๆ ให้ลูกค้าเห็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับระยะทางการขับขี่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันความผิดหวังของลูกค้า”

นีลเส็นไอคิว ดำเนินการศึกษานี้ระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2567โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และการสัมภาษณ์แบบพบหน้ากับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด (BEV/PHEV) จำนวน 1,060 คนที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไม่เกิน 3 ปีผลการศึกษาครั้งนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตรถยนต์เพื่อนำไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการลดผลกระทบด้านลบต่อชื่อเสียงของแบรนด์และผลักดันการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในอนาคต




