Biznews
เปิด 3 กลยุทธ์ฟื้นฟูค้าปลีกไทย หลังรับแรงกระแทกภาษี ‘ทรัมป์’

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่าสถานการณ์ค้าปลีกไทยในช่วงครึ่งปีหลังปี 68 มีสัญญาณชะลอตัวมากกว่าเดิม โดยมีปัจจัยท้าทายจากสงครามการค้าสหรัฐ กดดันภาคการส่งออกของไทย โดยภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อไทยที่ 37% คาดว่าจะกระทบการส่งออกไทยราว 8.8 แสนล้านบาท ประกอบกับนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐ ทำให้สินค้าจากจีนทะลักเข้าไทยเพิ่มมากขึ้นอีก ทำให้ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 68 ลงอยู่ที่ 1-1.4% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 2.7-3%
ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวจะกระทบกับภาคค้าปลีกโดยกระจายในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะค้าปลีกระดับกลางและระดับล่าง หรือสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากไม่สามารถเจรจาภาษีได้ จะกระทบต่อรายได้ภาคการผลิต ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและส่งผลต่อรายได้ของภาคแรงงานที่ลดลง ทำให้กำลังซื้อชะลอตัวลง รวมทั้งเศรษฐกิจไทยปี 68 ยังได้รับผลกระทบด้านความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง กำลังซื้อหดตัว ซึ่งหากภาครัฐโปรโมทมีแนวทางแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว เชื่อว่านักท่องเที่ยวมีโอกาสกลับมาได้
“ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกชะลอตัว คือกำแพงภาษีสหรัฐ แน่นอนการส่งออกไทยจะเหนื่อยยิ่งขึ้น กระทบภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และกำลังซื้อผู้บริโภคจะชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ค้าปลีกจะยังเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เราจึงต้องพยายามเติบโตต่อไป”
โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยอดขายภาคค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัว โดยในช่วงปี 67-68 โตเฉลี่ย 3.4% (1.36 แสนล้านบาท) เทียบกับช่วงปี 65-66 ที่โต 5.9% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งปัจจุบันอยู่แต่ละประเทศอยู่ในช่วงของการเจรจาภาษี หากไม่สามารถเจรจาได้อาจจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งจะกระทบไทยอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันช่วงครึ่งปีหลังประเด็นภาษียังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหลายประเทศยังอยู่ในช่วงการเจรจา ซึ่งมองว่าจีนจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้สินค้าจากจีนไหลเข้าสู่ประเทศรอบข้างรวมทั้งไทย ที่จะเข้ามาเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่สินค้าจีนทะลักเข้าไทยผ่านทางอีคอมเมิร์ซและผู้ประกอบการรายย่อยข้ามแดน อาทิ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ เสื้อผ้า และร้านอาคาร
โดยมองว่าภาคการผลิตของไทย ต้องมีการปรับตัว บริหารควบคุมต้นทุนให้ดีขึ้น พัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่างและมีคุณภาพที่ดี ขณะเดียวกันภาคบริการเป็นอีกภาคที่ทำได้ดี ดังนั้นต้องมีการสนับสนุนภาคบริการด้วยเช่นเดียวกันให้มีการแข่งขันได้
ทั้งนี้แนะแนวทางฟื้นฟูค้าปลีกด้วย กลยุทธ์ 3S (Shield Strike Shape) “ตั้งรับ รุกกลับ ปรับตัว” ประกอบด้วย
1. ตั้งรับ (Shield)
1.1 ป้องกันสินค้าราคาถูกและด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ
การตรวจสอบสินค้านำเข้า 100% แทนการสุ่มตรวจ ด้วยระบบเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำ
ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่วางจำหน่ายในประเทศอย่างเข้มงวด เช่น การมีมาตรฐาน มอก. และฉลากต้องเป็นภาษาไทย
1.2 ปราบปรามธุรกิจนอมินี
จำเป็นต้องเร่งหามาตรการเชิงรุกในการจัดการธุรกิจนอมินี (Nominee) ที่สวมสิทธิ์คนไทยในทุกระดับ ตั้งแต่รายย่อยถึงรายใหญ่ ครอบคลุมธุรกิจในหลายรูปแบบ เช่น ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และโรงแรมศูนย์เหรียญ เพื่อยับยั้งการรั่วไหลของเม็ดเงิน และผลักดันให้รายได้จากภาคค้าปลีกหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทยป้องกันการสวมสิทธิ์ผลิตสินค้าที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกไปสหรัฐ (Re-Export) ส่งผลให้ไทยเกินดุลสหรัฐ
2. รุกกลับ (Strike)
2.1 ค้าเสรีและเป็นธรรม
จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% กับสินค้าออนไลน์นำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่บาทแรก (จากเดิมสินค้าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับการยกเว้นภาษี) โดยออกเป็นกฏหมายบังคับใช้เป็นการถาวร
ปรับปรุงกฏหมายที่มีข้อจำกัดและไม่ครอบคลุมของ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” หรือการซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าไม่ได้มาตรฐานราคาถูกที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มข้ามชาติ เพื่อปกป้องผู้บริโภคคนไทย เช่น จัดให้มีระบบเชื่อมต่อข้อมูลอัตโนมัติ (API) กับหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ออกมาตรการรับมือกับสถานการณ์สินค้าจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดไทย อันเนื่องมาจากปัญหาการผลิตสินค้าเกินความต้องการภายในประเทศจีน (Oversupply) ซึ่งจีนจำเป็นต้องระบายสินค้าสู่ต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยจนถึงขั้นต้องปิดกิจการหรือมีการเลิกจ้างแรงงาน
2.2 ช้อปปิ้งยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Instant Tax Refund)
เสนอการนำร่องมาตรการ Instant Tax Refund คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 วันในร้านค้าเดียวกัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับประเทศจีนที่ได้ประกาศใช้นโยบาย Instant Tax Refund 500 หยวน (ประมาณ 2,500 บาท) นำร่องที่เมืองท่องเที่ยวอย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว
2.3 เขตปลอดภาษีสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ (Shopping Paradise Sandbox)
พิจารณาการลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง น้ำหอม โดยอาจเริ่มที่สินค้าอเมริกาก่อน โดยนำร่องทำแซนด์บ็อกซ์เป็นเขตปลอดภาษี (Free Trade Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและเพิ่มศักยภาพให้ไทยเป็น Shopping Paradise ของภูมิภาค
การลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากสหรัฐฯ เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าไทย?สหรัฐฯ และสร้างความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์คุณภาพจากต่างประเทศ
3. ปรับตัว (Shape)
3.1 การลดทอนกฏระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน (Regulatory Guillotine)
ผลักดันมาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน เช่น การปรับลดจำนวนและ ขั้นตอนการขอใบอนุญาตหลายใบให้อยู่ในใบเดียว (Super License) และผ่านระบบกลาง (Biz Portal) ครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น ใบอนุญาตเปิดศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร และใบอนุญาตก่อสร้าง
3.2 การสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย (Championing Thai SME)
รัฐสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษี โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมผลักดันให้ได้รับการรับรอง ?Made in Thailand? จาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและขยายโอกาสในการส่งออก
ส่งเสริมการมอบสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อการันตีคุณภาพอาหารไทยซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ทั้งในและต่างประเทศ
3.3 การมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี
มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน BOI เพื่อจูงใจนักลงทุนไทยให้ลงทุนในเมืองน่าเที่ยวศักยภาพสูง เพื่อกระจายความเจริญลดความเหลื่อมล้ำ




