เป๊ปซี่โค (PepsiCo) เดินหน้าต่อยอดแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับภูมิภาค ด้วยการเปิดตัวโครงการ Greenhouse APAC 2026: The IMPACT Edition หมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการทดลองไอเดีย สู่การนำไปใช้จริง โดยมุ่งผลักดันโซลูชันจากสตาร์ทอัพให้สามารถบูรณาการและเติบโตภายในซัพพลายเชนของบริษัทได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเกิดผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันโครงการนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เป็นที่เรียบร้อย โดยที่ผ่านมาเป๊ปซี่โค ได้ร่วมพัฒนาและทดสอบโซลูชันผ่านโครงการนำร่องมากกว่า 22 โครงการ กับสตาร์ทอัพกว่า 30 ราย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเปิดรับและทดลองนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานภายใต้ธีม IMPACT ในปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับแนวทางดำเนินงาน จากเดิมที่มุ่งนำเสนอแนวคิดใหม่เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ สู่การต่อยอดโซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ให้สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์และขยายผลได้ในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
ในปีนี้ โครงการได้คัดเลือกสตาร์ทอัพทั้งหมด 5 ทีมจากเครือข่ายสตาร์ทอัพที่มีประสบการณ์ผ่านการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งทุกทีมล้วนได้แสดงศักยภาพการดำเนินงานภายใต้ระบบนิเวศของเป๊ปซี่โคมาแล้ว โดยทั้ง 5 ทีม ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้เข้าร่วมโปรแกรมระยะเวลา 7 เดือน โดยสตาร์ทอัพเหล่านี้จะมุ่งต่อยอดจากการคิดค้นโซลูชัน สู่การทำข้อตกลงเชิงพาณิชย์ การบูรณาการเข้ากับการดำเนินงาน และการขยายสู่ตลาดในวงกว้างต่อไป
จาก “ทดลอง” สู่ “ลงมือทำจริง
ภายใต้ธีม IMPACT นี้ การดำเนินงานทั้งหมดจะสะท้อนการยกระดับแนวทางการขยายผลนวัตกรรมอย่างมีทิศทางมากขึ้น มุ่งเน้นการแก้โจทย์สำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรและสตาร์ทอัพ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนจากความสำเร็จในระดับโครงการนำร่อง ไปสู่การนำไปใช้จริงที่เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าว เป๊ปซี่โค ได้นำแนวคิด IMPACT มาใช้เป็นโมเดลการทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยดึงทีมงานจากหลากหลายสายงานมาเข้าร่วมการดำเนินงานตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความยั่งยืน ซัพพลายเชน จัดซื้อ การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการดำเนินงาน โดยแต่ละทีมจะเข้ามาร่วมวางทิศทางตั้งแต่ต้น แทนการทำงานแบบแยกส่วนตามลำดับขั้น ทั้งในด้านการวางลำดับความสำคัญทางธุรกิจ ความเป็นไปได้ทางเทคนิค และแนวทางสู่การดำเนินงานเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้สามารถประเมินได้อย่างรอบด้านว่าโซลูชันนั้น “ใช้ได้จริง” และ “นำไปใช้ได้จริง” ภายในระบบของเป๊ปซี่โคหรือไม่ แนวทางนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และลดการเกิดอุปสรรคที่มักทำให้สตาร์ทอัพเติบโตได้ช้า โดยจะทำให้สามารถต่อยอดและเติบโตได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ทุกโซลูชันยังดำเนินการภายใต้กรอบกลยุทธ์ pep+ (PepsiCo Positive) ของเป๊ปซี่โค เพื่อให้ทุกความก้าวหน้าเชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายทั้งด้านธุรกิจและความยั่งยืน ครอบคลุมมิติสำคัญอย่างเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจหมุนเวียน
มากไปกว่านั้น ระบบนิเวศนี้ยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคยด้วยการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่ขยายตัวครอบคลุมทั้งด้านสถาบันการลงทุน ภาคการเกษตร และนวัตกรรม ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาโครงการ เปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาด และในบางกรณียังร่วมต่อยอดสู่โอกาสด้านการลงทุนเมื่อโซลูชันเริ่มเติบโต พันธมิตรในปีนี้ประกอบด้วย Artesian, AgFunder Asia, SAIL (Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์) และ AgriFutures growAG รวมถึงพันธมิตรเดิมที่กลับมาร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Circulate Capital, GC Ventures และ CM Venture Capital
ภาพรวมของการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวจากการทดลองที่ขับเคลื่อนโดยโปรแกรมไปสู่การบูรณาการที่ขับเคลื่อนโดยระบบอย่างชัดเจน พร้อมตอกย้ำบทบาทของเป๊ปซี่โค ในฐานะผู้สร้างระบบนิเวศที่มีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนและเปิดทางให้นวัตกรรมสามารถเติบโตและขยายผลในวงกว้าง
คุณ Anne Tse ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป๊ปซี่โค ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความได้เปรียบในการแข่งขันในระลอกถัดไป จะขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการเปลี่ยนนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือโซลูชันที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับซัพพลายเชน เร่งการขับเคลื่อนในตลาด และผลักดันกลยุทธ์ pep+ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ ทั้งต่อธุรกิจของเราและพันธมิตร โครงการในปีนี้ จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน จากการเปิดกว้างเพื่อเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ สู่การสนับสนุนโซลูชันที่มีศักยภาพสูงในการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับภูมิภาค”
คัดเลือกเพื่อการเติบโต: ทำไมต้องเป็นสตาร์ทอัพกลุ่มนี้
สตาร์ทอัพทั้ง 5 รายที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการภายใต้ธีม IMPACT ปีนี้ สะท้อนกลยุทธ์ทิศทางใหม่ของเป๊ปซี่โค ได้อย่างชัดเจน โดยล้วนเป็นทีมที่มีความพร้อมในการเติบโต และเคยพิสูจน์ศักยภาพมาแล้วภายใต้ระบบนิเวศของเป๊ปซี่โค และเครือข่ายพันธมิตร โดยการคัดเลือกในปี 2026 นั้นพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ ทั้งความสอดคล้องกับเป้าหมายของกลยุทธ์ pep+ ความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ความพร้อมในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และศักยภาพในการนำไปใช้จริงในซัพพลายเชนของเป๊ปซี่โค
สำหรับเป๊ปซี่โค แนวทางนี้จะช่วยให้สามารถนำโซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำไปใช้ได้จริง นำไปใช้งานได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้การดำเนินงาน พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนไปควบคู่กัน
ทั้งนี้ สตาร์ทอัพทั้ง 5 ราย ที่ได้รับคัดเลือกยังสะท้อนความหลากหลายของโซลูชัน ที่ตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญของเป๊ปซี่โคทั้งในด้านเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างครอบคลุม
ในเดือนตุลาคมนี้ เตรียมพบกับช่วงที่สำคัญที่สุดของโปรแกรม นั่นคือการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสตาร์ทอัพทั้ง 5 ทีม จะมารวมตัวกันเพื่อนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานของโซลูชัน ทั้งในมิติของการดำเนินงานและโอกาสเชิงพาณิชย์ ต่อผู้บริหารของเป๊ปซี่โค พันธมิตร และนักลงทุนที่มีศักยภาพ เวทีนี้ไม่เพียงสะท้อนพลังของนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญสำหรับการเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจ และขับเคลื่อนการเติบโตต่อไปในอนาคตอย่างเต็มศักยภาพ
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านเว็บไซต์ของโปรแกรม รวมถึงโปรแกรม PepsiCo Greenhouse บน LinkedIn เพื่อร่วมติดตามการอัปเดตความเคลื่อนไหวและร่วมแสดงความคิดเห็น