เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จากกรณีที่กรมศุลกากร พบว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TMT) ได้นำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์แบบแยกในลักษณะสมบูรณ์ และนำมาประกอบเป็นรถยนต์สำเร็จรูปได้ ซึ่งไม่สามารถที่จะแยกชำระอากรตามชิ้นส่วนที่นำเข้ามา โดยรหัสเครื่องยนต์ ขึ้นต้นด้วย 2ZR เป็นความจุกระบอกสูบ 1,797 ซีซี ของรถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส
ซึ่งการนำเข้าชิ้นส่วนในลักษณะนี้ ต้องชำระอากรภาษีในอัตรา 80% ในฐานะรถยนต์ที่เป็นชิ้นส่วนครบชุดสมบูรณ์ที่ความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,800 ซีซี
TMT แจ้งว่าการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นดังกล่าวได้ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) หากขออนุญาตจากกรมศุลกากรก่อนนำเข้า จะเสียภาษีในอัตราภาษีเพียง 30% เท่านั้น
ต่อมา สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง พบว่า ตั้งแต่ปี 2553-2555 มีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส มากกว่า 245 ครั้ง คิดเป็นจำนวนรถยนต์มากกว่า 20,000 คัน และไม่ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร (มาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร 2469) จึงได้เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง คิดเป็นเงินมูลค่ามากกว่า 11,000 ล้านบาท
TMT ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง จึงได้ทำการยื่นอุทธรณ์พร้อมชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาการอุทธรณ์ ไว้ในวันที่ 4 ธ.ค.2556 และ 31 ก.ค. 2557
กระทั่ง 10 มิ.ย. 2558 TMT ตัดสินใจยื่นฟ้องกรมศุลกากร และคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร ต่อศาลภาษีอากรกลาง

หลังจากนั้น ก.ย. 2560 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตัดสินให้ TMT ชนะคดี -ในขณะที่กรมศุลกากร ก็ทำการยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ได้มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ทำให้ TMT แพ้คดี บริษัทโตโยต้าฯ จึงยื่นฎีกา
คดีความระหว่างบริษัทโตโยต้าฯ หรือ TMT กับ กรมศุลกากร จึงยืดเยื้อยาวนานมาเกือบ 5 ปี นับจากที่ TMT ยื่นฟ้องศาลภาษีอากรกลาง
อย่างไรก็ตาม 19 มี.ค. ที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป สำนักงานใหญ่ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ มีหนังสือแจ้งต่อคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) หลังจากได้ชี้แจงกับผู้ถือหุ้นไปแล้วก่อนหน้า โดยข้อความในเอกสารดังกล่าวระบุไว้ ในหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ว่า
“โตโยต้าสหรัฐอเมริกาตั้งข้อสงสัยว่า ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสของบริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย (ทีเอ็มที) อาจใช้ช่องทางในการจ่ายเงินสินบนให้กับ ตุลาการระดับสูงของไทย ผ่านทางบริษัทกฎหมายเอกชนรายหนึ่ง เพื่อหวังให้มีคำพิพากษาเป็นผลดีต่อตนเองในคดีภาษีดังกล่าว ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดีอยู่ในเวลานี้”
เว็บไซต์ Law 360 ซึ่งรายงานข่าวด้านกฎหมายและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับคดี นโยบาย และการทำสัญญาในสหรัฐฯ อ้างว่า แนวทางการสอบสวนยังดูเหมือนว่าโตโยต้ามีความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ TMT จะติดสินบนให้แก่ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านยุติธรรมและการเงินระดับสูงของประเทศ และยังพิจารณาไปถึงความพยายามที่จะจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลคนใดก็ตาม (ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม) เพื่อมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์แห่งคดีเลี่ยงภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์
“TMTได้ว่าจ้างให้สำนักงานกฎหมายเอกชนแห่งหนึ่ง อาศัยช่องทางที่มิชอบเพื่อติดสินบนตุลาการระดับสูงสุดจำนวนหนึ่ง ผ่านทางอดีตตุลาการระดับสูง และ ที่ปรึกษา โดยชำระเงินไปแล้ว 18 ล้านดอลลาร์ (ราว 563 ล้านบาท) ในสัญญาว่าจ้างมูลค่ารวม 27 ล้านดอลลาร์ (ราว 844 ล้านบาท) โดยอีก 9 ล้านดอลลาร์ จะชำระต่อเมื่อทีเอ็มที ชนะการอุทธรณ์คดีดังกล่าว” Law 360 อ้างเอกสารผลการสอบสวนภายในของโตโยต้า
ทั้งนี้ มีการพาดพิงถึงบุคลากร อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาฎีกา จำนวน 3 ราย, สำนักกฎหมายแห่งหนึ่ง และพนักงาน TMT อีก 3 ราย เกี่ยวข้องกับเรื่องรับสินบนเพื่อพลิกคำพิพากษาคดีการจ่ายภาษีนำเข้า กว่า 1 หมื่นล้านบาท
โดยอ้างว่า ผู้พิพากษาระดับสูงของศาลฎีกา 3 รายนั้น มี 2 รายเป็นอดีตประธานศาลฎีกา, อีกรายเป็นอดีตประธานศาลอุทธรณ์ อดีตที่ปรึกษาศาลฎีกา
ส่วนอีก 1 รายที่เหลือ เป็นอดีตประธานองค์กรอิสระเกี่ยวกับการตรวจสอบงบประมาณแผ่นดิน และเคยเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีภาษี ด้วย

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ว่าศาลฎีกาได้รับฎีกาไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2564 ทำให้ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างศาลภาษีอากรกลางดำเนินการให้ฝ่ายจำเลยคือกรมศุลกากรยื่นคำแก้ฎีกา
หลังจากนั้นศาลภาษีอากรกลาง จะรวบรวมสำนวนส่งคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป
ดังนั้น ในคดีนี้ศาลฎีกา จึงยังไม่ได้มีการพิจารณาพิพากษา …เป็นเพียงพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาเท่านั้น
โฆษกศาลยุติธรรม ยังชี้แจงกรณีสื่อต่างชาติรายงานข่าว “สินบนโตโยต้า” ว่า ขอตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนเสียก่อน เนื่องจากการแอบอ้างหรือการกล่าวหา ว่าอาจจะมีการจ่ายสินบนให้กับผู้พิพากษาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ อาจจะไม่มีมูลความจริง แต่ก็สร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลยุติธรรมได้
เช่นเดียวกับ ประชาสัมพันธ์ของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ก็ออกมาชี้แจงผ่านอีเมลไปยังสื่อหลายฉบับว่า “บริษัทโตโยต้าจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อรักษามาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมสูงสุดในแต่ละประเทศที่เราดำเนินงาน เราดำเนินการจัดการกับข้อกล่าวหาการกระทำผิดใด ๆ อย่างจริงจังและมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินการธุรกิจของเราเป็นไปตามกฎระเบียบของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”
ด้าน TMT คู่กรณีฟ้องร้องกกับกรมศุลการกร ชี้แจงบนเว็บไซต์ โดยยืนยันว่า นำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่นภายใต้ข้อตกลงทางการค้าไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เสียภาษีถูกต้องครบถ้วนในขณะนำเข้าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายศุลกากร กฎหมายสรรพสามิต ประมวลรัษฎากร และความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ
ส่วนเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจดูเอกสารและมีความเห็นว่า บริษัทฯ ชำระอากรไว้ไม่ครบ เป็นความเข้าใจที่แตกต่างในเรื่องการตีความกฎหมาย ซึ่งบริษัทฯ ได้ทำการชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและรายละเอียดต่าง ๆ ให้กรมศุลกากรแล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 2556
อย่างไรก็ตาม 13 ก.ค. 2564 หากฝ่ายกรมศุลกากรที่ตกเป็นจำเลย ยื่นคำแก้ฎีกามาแล้ว ศาลภาษีอากรกลางจะรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป

*****
#สรุปประเด็นจากผู้เขียน-เรียบเรียง
1. มีการฟ้องร้องกันระหว่างกรมศุลกากร กับ TMT จริงครับ เป็นคดีความยืดเยื้อต่อสู้กันหลายปีจนขึ้นสู่ศาลฎีกา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นคำแก้ฎีกา แล้วพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา ใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ไม่ใช่แค่คำพิพากษาศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ขัดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีที่ไม่มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกามาก่อนทำให้คำพิพากษาคดีนี้ต้องรอบคอบที่สุดเพราะคำตัดสินจะถูกใช้เป็นมาตรฐานเพื่อพิจารณาคดีลักษณะนี้ในอนาคตอีกด้วยครับ
ซึ่งแน่นอนว่านี่คือศาลสุดท้าย และ TMT ยื่นมาถึงฎีกาก็ชัดเจนว่าไม่ต้องการจ่ายภาษีย้อนหลังจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านบาท
2. ด้าน บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ในสหรัฐฯ ตั้งข้อสงสัยว่า TMT จะติดสินบนให้กับตุลาการของไทยหลายคนให้ช่วยคดีด้วยการจ่ายเงินเกือบๆ 1 พันล้านบาท จนทำให้เกิดกระแสความสนใจขึ้นมานั้น
สำคัญที่สุดเลยคือเรื่องเอกสารที่ Law 360 กล่าวอ้างว่าเป็นผลการสอบสวนภายในของบริษัทโตโยต้านั้น ไม่ได้มีการนำมาเผยแพร่
3. ส่วนการพาดพิงและสงสัยว่าจะจ่ายสินบนให้กับผู้พิพากษาไทยนั้นเป็นเรื่องของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป สำนักงานใหญ่ ที่จะสอบสวนความจริงกับ TMT
ซึ่งถึงแม้ว่าผลการสอบสวนจะยืนยันมีการจ่ายสินบนให้จริง จะเป็นการกระทำความผิดเข้าข่ายละเมิดกฎหมายต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศ (เอฟซีพีเอ) ของสหรัฐอเมริกา
กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ และ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ต้องทำเรื่องประสานส่งเอกสารหลักฐานขอความร่วมมือมายังประเทศไทย ให้ดำเนินคดีกับ TMT เพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา
โดยชื่อของผู้พิพากษาระดับสูงที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ก็อย่าหวังว่าสหรัฐฯเองจะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณะ
4.สหรัฐฯ เองก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศต้นตอในการปล่อย “ข่าวปลอม” เพื่อสร้างกระแสมาตั้งแต่อดีต ซึ่งประเด็นข่าวใหญ่ขนาดนี้กลับไม่มีคนในรัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ออกมาให้สัมภาษณ์เลย
ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อข่าวนี้นะครับ แต่องค์ประกอบของการรายงานข่าวที่ออกมาแบบนี้ มันทำให้เราต้องฟังหูไว้หูเอาไว้ก่อนนะครับ อย่าคิดว่าเป็นข่าวจากสื่อต่างประเทศแล้วจะมีความน่าเชื่อถือเสมอไปครับ
5. สุดท้ายแล้วคำพิพากษาศาลฎีกาจะตอบสังคมได้ส่วนหนึ่งครับ ว่ามีการจ่ายสินบนให้ล้มคดีจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าสมมติว่า TMT แพ้คดีต้องจ่ายภาษีย้อนหลังมากว่า 1 หมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะอย่างไรก็ ถ้าคนจะเชื่อว่าผู้พิพากษารับสินบน
ไม่ว่าศาลตัดสินอย่างไรก็ยังมีคนเชื่ออยู่ดีครับ อย่าลืมว่าเรื่องนี้ฝ่ายที่ต้องการคำตอบมากที่สุดไม่ใช่สถาบันตุลาการของไทยนะครับ แต่ผลประโยชน์ทุกอย่างนั้น บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง รอดูท่าทีคนที่ควรเดือดร้อนก่อนสักครู่แล้วเราค่อยเดินตามยังทันครับ