เทียบฟอร์ม Luxury Outlet ‘สยามพิวรรธน์– เซ็นทรัล’ ท่ามกลางโควิดล้อมเมือง
แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสล้างโลกอย่างโควิด-19 จะคุกรุ่นอย่างหนักโดยเฉพาะฐานที่มั่นประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อหลักพันต่อวัน จำนวนคลัสเตอร์มากมายที่ผุดราวดอกเห็ดชนิดหาที่ปลอดภัยแทบจะไม่มี แต่ก็ไม่เป็นผลต่อการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกที่ต้องยอมรับว่าบอบช้ำอย่างหนักจากการระบาดโควิด-19
อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจต้องไปต่อ การเดินเครื่องลุยคือสิ่งที่ต้องทำแม้ว่าหนทางข้างหน้าจะไม่ค่อยราบรื่น แต่ทว่าธุรกิจเอาท์เลตพรีเมี่ยมในไทยที่ยืนซดหมัดกัน 2 ค่ายดังระหว่างสยามพิวรรธน์ เจ้าของ สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพกับค่าย เซ็นทรัลพัฒนา เจ้าของ เซ็นทรัลวิลเลจ Luxury Outlet แห่งแรกของไทย ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ผ่านพ้นขวบปีแรกกำลังก้าวสู่ปีที่ 2

ก้าวสู่ปีที่ 2 ‘สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ’
ไมเคิ้ล ถัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพิวรรธน์ ไซม่อน จำกัด ผู้ดูแลโครงการสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ เผยว่า “ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้พัฒนาธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาโครงการ “สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ” ในประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้ง รองรับนักช้อปชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ต้องเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากการขับเคลื่อนธุรกิจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เมื่อต้องรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค
โควิด-19
แม้ปัจจัยแวดล้อมภายนอกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ สร้างอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ แต่ถือเป็นปีที่บริษัทได้เรียนรู้ ปรับตัว วางแนวทางการทำงาน สร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อผลักดันธุรกิจให้ยังเดินหน้าต่อได้ ภายใต้ข้อจำกัดนานัปการ อาทิ การเร่งพัฒนาโมเดลธุรกิจออนไลน์ (S-Commerce) เพื่อตอบสนองพฤติกรรมนักช้อปในการซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา การโฟกัสทำตลาดกับลูกค้าคนไทย ทดแทนนักท่องเที่ยวที่หายไปจากผลกระทบของโรคโควิด-19 โดยมีการเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยด้านสุขอนามัยทั้งการตรวจวัดอุณหภูมิของลูกค้าก่อนเข้าใช้บริการ มีเจลแอลกอฮอล์ให้บริการ อีกทั้งเคร่งครัดในการทำความสะอาดจุดสัมผัสสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการตรวจสุขภาพพนักงานเป็นระยะ สนับสนุนให้พนักงานได้รับวัคซีนโควิด-19 และการคัดกรองพนักงานจากบริษัทคู่ค้าที่เข้ามาทำงานในพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจเมื่อมาช้อปปิ้ง
ปรับตัวฝ่าวิกฤตโควิด ดึงดูดผู้ใช้บริการกว่า 2 ล้านคน
สำหรับ 1 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น แต่การปรับตัวของสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ ทำให้สามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าพอใจ โดยเปิดร้านค้าแบรนด์ชั้นนำรวมเป็น 125 ร้านดัง คิดเป็น 91% ของพื้นที่ (ข้อมูลถึงมิถุนายน 2564) สามารถดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการกว่า 2 ล้านคน โดยมีสัดส่วนเป็นผู้หญิง 65% และผู้ชาย 35% ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ ทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้สูงวัย ตอกย้ำความแข็งแกร่งและศักยภาพในการดึงดูดนักช้อปและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งแบรนด์ดังระดับโลกที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังนี้ สามารถดึงดูดผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการได้อีกมากกว่าล้านคน
ขณะที่ยอดการใช้จ่ายของลูกค้าที่เข้ามาช้อปปิ้งภายในสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ เฉลี่ยอยู่ที่ 1,400 – 1,500 บาทต่อคน ซึ่งค่อนข้างน่าพอใจและเหนือความคาดหมาย เนื่องจากสถานการณ์ของโรคระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทมุ่งมั่นทำตลาดเจาะผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อภายในประเทศ ในทางกลับกันหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ คาดว่ายอดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนจะเพิ่มสูงขึ้นมาก

เดินหน้านำเสนอสินค้าและบริการระดับโลกตลอดปี 2564
ปี 2564 นี้เป็นอีกปีที่ท้าทาย เพราะสถานการณ์โรคระบาดยังอยู่กับคนไทยและคนทั้งโลก ทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่สามารถเดินทางได้ ส่วนประเทศไทยมีการคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะขยายตัวในระดับต่ำ 1-2% และการฟื้นตัวจะเริ่มดีขึ้นปีหน้า นักท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโต 10-15% กระทั่งปี 2566-2567 จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ ต้องวางกลยุทธ์การตลาด เพื่อรองรับผู้ใช้บริการ
ทั้งที่เข้ามาจับจ่ายที่ศูนย์และสั่งซื้อผ่านบริการออนไลน์ต่าง ๆ โดยจัดโปรโมชั่นเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนไทยเป็นหลัก 95% และชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย 5%
ในปี 2564 นี้ มีร้านดังที่ทยอยเปิด ได้แก่ รีบอค (Reebok) สินค้าหลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกการออกกำลังกาย, แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์สมาร์ทแคชชวลของสุภาพบุรุษ บราวน์ แอนด์ โค (Browne & Co.),
แบรนด์แฟชั่นสุภาพบุรุษ ยู บาย อุงกาโร (U by Ungaro) และ ปิแอร์ การ์แดง (Pierre Cardin), แบรนด์ชุดนอนผ้าเยื่อไม้ไผ่แท้ วินเทล (Vintel), แบรนด์ชุดนอน ชุดอยู่บ้าน ลิขสิทธิ์แท้ โจศิรินส์ (Josilins), ร้านของเล่นเด็ก ๆ สำหรับคุณหนู อัลฟ่าคิด (Alphakid) และแบรนด์ดังที่จะเปิดเพิ่มครึ่งปีหลัง ได้แก่ แบรนด์กระเป๋าถือ
แบรนด์ดังจากฝรั่งเศส ลองฌองป์ (Longchamp) ซึ่งจะเปิด Exclusive Outlet แห่งแรกที่ สยามพรีเมี่ยม
เอาท์เล็ต กรุงเทพ ในเดือนสิงหาคมนี้ รวมถึงร้านรองเท้าแบรนด์ยอดนิยมอย่าง เอคโค่ (Ecco)
กลยุทธ์ใหม่เพื่อการช้อปอย่างปลอดภัยและมั่นใจ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในยุค New Normal
นอกจากนี้ กลยุทธ์การบุกตลาด สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ ได้ปรับตัวให้สอดคล้องวิถีปกติใหม่หรือ New Normal จึงพัฒนาแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์อย่างต่อเนื่อง นำสินค้าและบริการตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งคาดว่าบริการนี้จะสามารถช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ สามารถเพิ่มยอดขายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10-30%
การก้าวสู่ปีที่ 2 ของสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ ยังไม่หยุดพัฒนาในการสรรหาสินค้าลักชัวรี่แบรนด์ระดับเวิลด์คลาส และอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ เข้ามาเพิ่มความหลากหลาย การหาพันธมิตรใหม่ ๆ มาช่วยเติมเต็มประสบการณ์ช้อปปิ้งให้แก่ลูกค้า โดยมุ่งมั่นในการเชื่อมต่อการช้อปปิ้งทั้งออฟไลน์สู่ออนไลน์ ไม่เพียงรองรับยุคดิจิทัล แต่ยังเป็นการรับวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริโภค เดินหน้าสร้างสรรค์กลยุทธ์การตลาด จัดโปรโมชั่นที่โดนใจ ทั้งหมดเพื่อมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้แก่กลุ่มเป้าหมายทุกคน
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าเมื่อเข้ามาช้อปปิ้งที่สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพ เราจึงมีนโยบายตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าใช้บริการอย่างเข้มข้น มีบริการ แอลกอฮอล์เจลสำหรับทำความสะอาดมือ มาตรการรักษาระยะห่าง ดำเนินการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ดูแลสุขอนามัยของพนักงานทุกภาคส่วน และทำความสะอาดเป็นพิเศษในพื้นที่สาธารณะ เช่น บริเวณส่วนกลางต่าง ๆ รวมไปถึงการให้พนักงานมีการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนให้พนักงานได้รับวัคซีนโควิด-19 และการคัดกรองพนักงานจากบริษัทคู่ค้าที่เข้ามาทำงานในพื้นที่อย่างเข้มข้น ฯลฯ

‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ ชูกลยุทธ์ Intensive Omnichannel ตอกย้ำตัวจริงเดสติเนชั่นช้อปปิ้งแบรนด์เนม
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย ประกาศความสำเร็จ เดินหน้าฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยกลยุทธ์ Intensive Omnichannel ปรับตัวเร็ว รุกเร็ว พร้อมชูจุดแข็งด้วยสาขาของศูนย์
ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล วิลเลจ ได้บุกเบิกตลาดลักชูรี่เอาท์เล็

ถอดความสำเร็จของกลยุทธ์ Intensive Omnichannel ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ได้แก่
1. ดันยอดขาย Online Shopping Platform พุ่ง ด้วยการเป็นผู้นำ Outlet Shopping ผ่านLive streaming และ ครั้งแรกของไทยกับ ‘Luxury Outlet Chat & Shop On Demand’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เซ็นทรัล วิลเลจ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากการปรับตัวเร็ว รุกตลาดออนไลน์ สามารถสร้างยอดขายออนไลน์เติ
· เอาท์เล็ตรายแรกที่ทำ Live streaming และมีช่วงเวลา ‘Golden time’ ที่มีกระแสตอบรับถล่มทลาย สร้างปรากฏการณ์มีคนรอคอยมากที่
· ครั้งแรกของ “Luxury Outlet Chat & Shop On Demand” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยช่องทางอำนวยความสะดวกที่
2. Unbeatable advantage ด้วยจุดแข็งของ platform ศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่มี
โดย CHAT & SHOP ถือเป็น ‘Perfect combination’ ที่ลงตัวเมื่อจับคู่กับศูนย์

3. สร้างลักชูรี่เอาท์เล็ตที่เป็
· กลุ่ม Affluent Family จากผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านระดั
· กลุ่ม Urban Sports จับกระแสเทรนด์ไลฟ์สไตล์การเล่
· กลุ่ม Luxurious Lifestyle อาทิ การเป็นจุด Meeting และปล่อยรถของกลุ่ม Super car จับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรู
4. การกลับมาอีกครั้
‘เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่



