Bizlifestyle

น้อมรำลึก 110 ปีที่แล้ว ก่อน ร.5 สวรรคต

ไกรฤกษ์ นานา นักวิชาการอิสระ เรียบเรียงเวลาก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สวรรคตไว้ดังนี้

วันอาทิตย์ที่ 16 ต.ค.2453 ทรงขับรถไฟฟ้าออกไปประพาสฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ทุ่งพญาไท แต่มิได้เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง รับสั่งว่า “ท้องไม่ค่อยสบายจะรีบกลับ”

17-19 ต.ค. มีงานบำเพ็ญพระราชกุศลประจำปีถวายรัชกาลที่ 4 ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากพระนาภี (ท้อง) ยังไม่ปกติ โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯ เสด็จแทน

20 ต.ค. พระอาการกำเริบหนักขึ้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ รับสั่งให้ตามหมอฝรั่ง มีนายแพทย์เบอร์เมอร์ นายแพทย์ไรเตอร์ และ นายแพทย์ปัวซ์ เข้ามารักษาและอยู่เฝ้าอาการประจำ

21 ต.ค. ย่ำรุ่งบรรทมตื่น ตรัสว่าพระศอแห้ง แล้วเสวยพระสาธุรสเย็น รับสั่งว่าอยากจะเสวยอะไรให้ชุ่มพระศอ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ถวายน้ำเงาะคั้น 1 ลูก พอเสวยได้ครู่เดียวก็ทรงพระอาเจียนออกมาหมด

ตอนค่ำมีพระบังคนเบา (ปัสสาวะ) ประมาณ 1 ช้อนชาและเป็นครั้งสุดท้าย

 

22 ต.ค. พิษของพระบังคนเบาซึมไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ ทำให้มีพระอาการเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ

พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ แพทย์แผนไทยมาเข้าเฝ้าเพื่อตรวจพระอาการ ทรงพระราชดำรัสเป้นครั้งสุดท้ายว่า “หมอมาหรือ” แล้วมิได้รับสั่งอะไรอีกต่อไป

ตกช่วงเย็นพระหทัยเต้นอ่อนลง ลืมพระเนตรได้แต่หายพระทัยทางพระโอษฐ์พ่นแรงๆจนเห็นพระมัสสุ (หนวด) ไหวได้แต่ไกล

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ กราบทูว่าเสวยน้ำ ยังทรงพยักพระพักตร์ได้ แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดน้ำพระเนตร คล้ายทรงพระกันแสง

หลัง 2 ยามเพียง 45 นาที เสด็จสวรรคต ในลักษณะที่ยังบรรทมหลับ

ประวัติบันทึกว่าสวรรคตด้วยพระโรคพระวักกะ (ไต) พิการ บนชั้นที่ 3 พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

นายแพทย์วิบูล วิจิตรวาทการ นักเขียนเชิงประวัติศาสตร์ ได้ให้ความเห็นระบุโรคที่เป็นไปได้ คือ โรคนิ่วในไต, โรคไตอักเสบ จากการติดเชื้อ และโรคไตชนิด Chronic Glomerulonephritis อันเกิดจากต่อมทอนซิลอักเสบฉับพลัน อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นโรคไตชนิดใด

นอกจากพระองค์จะได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช” แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก แล้ว ยังทรงมีพระราชสมัญญานาม “พระพุทธเจ้าหลวง”, พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย และ พระบิดาแห่งการถ่ายภาพไทย

หนังสือพิมพ์ ลอนดอนเทเลกราฟฟิค กล่าวว่า “…พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างพิสูจน์สำหรับกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชที่มีพระทัยบุญ  กอบด้วยพระเมตตากรุณาล้นเกล้า ฯ พระองค์หนึ่ง”

 

หลังจากสวรรคต หนังสือพิมพ์ ปีนัง กเชตตุ รายงานว่า “สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ได้ทรงประกอบการเป็นผลสำเร็จอย่างน่าประหลาดไม่เฉพาะแต่จะเลิกทาสในพระราชอาณาจักรเท่านั้น ยังได้ทรงรักษาน้ำใจแห่งบรรดาประชาชนพลเมืองให้มีความรักใคร่อย่างสูงสุด และให้มีความรักชาติประเทศของตนโดยแท้จริง  ย่อมไม่เป็นการเกินควรไปเลยที่จะกล่าวว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงองค์นี้ ทรงเป็นที่นิยมรักใคร่แห่งอาณาประชาราษฎรทุกคนอย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าชนชั้นสูงหรือต่ำ นับตั้งแต่พระนครหลวงไปจนจดหัวเมืองภายนอกซึ่งอยู่ภายในขอบเขตอันมีนามว่า  “ราชอาณาจักร แห่งกาสาวพัสตร์”  (Kingdom of Yellow  Robe) ต่างมีความเคารพรักใคร่จงรักภักดีในพระองค์ถ้วนหน้า อันความจงรักภักดีของชาวสยามซึ่งมีอยู่พระองค์นั้นย่อมประจักษ์อยู่แล้วในคราวที่พระองค์ทรงกระทำพระราชพิธีฉลองเฉลิมพระชนม์พรรษาครบรอบ 50 ปีบริบูรณ์ ซึ่งผู้เขียนรู้สึกไม่น่าเชื่อเลยว่า ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราษฎจะพากันมีความจงรักภักดีในพระมหากษัตริย์มากถึงเพียงนี้”

W.D. Graham, M.R.D.S เขียนถึงความรู้สึกเผยแพร่ในหนังสือ SIAM ว่า “การที่พระองค์ทรงเอาพระทัยฝักใฝ่ในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร ด้วยพระวิริยะอุตสาหะอันแรงกล้าซึ่งยังไม่เคยปรากฏเลยว่าจะมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงสมบูรณาญาสิทธิราชพระองค์ใดในภาคตะวันออกทำได้ถึงเพียงนี้เพราะเหตุนี้เอง  น่าจะกล่าวได้ว่าทำให้พระชนมายุ ของพระองค์สั้นไป”

ทั้งนี้ ทรงครองสิริราชสมบัติอยู่เป็นเวลานานถึง 42 ปี และเสด็จสวรรคต ณ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน ๒๓๙๖ และเสวยราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ ณ พระวิมาน พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สิริพระชนมพรรษา ๕๗ พรรษา ๓๓ วัน เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ ๔๒ ปี ๒๒ วัน

วันปิยมหาราชตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ ๒๓ ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมปวงข้าพระพุทธเจ้าอย่างหาที่สุดมิได้

////////////////////

อ้างอิง จาก

1.       ศิลปวัฒนธรรรม https://www.matichon.co.th/education/news_332919

2.       http://www.memohall.chula.ac.th/article/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0/

Related Articles

Back to top button
X