เจาะวงการ “บัญชีม้า” แก๊งต้มตุ๋น หรือ “แพะรับบาป”?
คดีหลอกลวงเด็กอายุ 12 ปี ซื้อไอโฟนผ่านอินสตาแกรม เชิดเงินหนีทำให้ผู้เสียหายเกิดอาการเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิต
ซึ่งตำรวจกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ตามจับผู้ร่วมขบวนการได้จากเส้นทางการโอนเงิน หลายคนกังวลว่าจะเป็นการจับ “แพะ” เพราะที่ผ่านมาบัญชีไอจีขบวนการฉ้อโกงนี้เปลี่ยนแอดมินมาหลายครั้ง อีกทั้งตัวการใหญ่ไหวตัวทันหลบหนีไปก่อนแล้ว
เมื่อมองว่าผู้ต้องหาทั้ง2คนอายุยังน้อย ไม่น่าจะก่อเหตุมาอย่างช่ำชองยาวนาน ซึ่งตำรวจเองก็บอกด้วยว่าเป็นเพียงแค่ “บัญชีม้า” เท่านั้น
หลายคนอาจรู้จัก “บัญชีม้า” ซึ่งในอดีตเป็นเพียงตาสีตาสาถูกลวงให้ไปธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่ งานง่ายๆเพื่อแลกกับเงิน 300-500บาท เท่านั้น
โลกเปลี่ยนไวรัสโควิดซ้ำ ธุรกรรมทางการเงินผ่านออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน… #บัญชีม้า ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
บางคนอาจเคยเห็นหน้าเว็บเพจที่โพสต์ว่า “รับจ้างเปิดบัญชี” โดยมีการให้เบอร์โทรหรือแอดไลน์เพื่อติดต่อสอบถาม หรือบางโพสต์ในสื่อโซเชียลประกาศ ซื้อ-ขายสมุดบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็ม

บัญชีม้าในปัจจุบัน จึงไม่ได้หมายถึงการตกเป็นเหยื่อให้ไปเปิดบัญชีเสมอไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะ เว็บพนันออนไลน์ หลอกซื้อสินค้าผ่านโซเชียล แก๊งหลอกกู้เงินในแอพสโตร์ โรแมนซ์สแกรม รวมถึงมิจฉาชีพชาวต่างชาติ เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีพฤติกรรมการหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงิน
ในขณะที่ธุรกิจใต้ดินบางประเภทจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ที่เป็น “บัญชีม้า” รายเดือนตกอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท หรือหากต้องการซื้อขาดก็จ่ายให้ทีเดียว 1.5หมื่นบาทถึง 3 หมื่นบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับวงเงินหมุนเวียนในบัญชีและความเสี่ยงต่อกฎหมายของธุรกิจนั้น
#สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบการกระทำความผิดกว่า 4,000 คดี โดยบัญชีที่พบความผิดปกติ มักจะมีการเปิดบัญชีด้วยวงเงินน้อย แต่ทำบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรเดบิต ให้กดเงินได้ในวงเงินสูง
ทาง ปปง. จะเชิญเจ้าของบัญชีมาให้ข้อมูล รวมทั้งนำสมุดบัญชีและเอกสารข้อมูลส่วนบุคคลมายืนยัน หากพบว่าชื่อบัญชีไม่ตรงกับหลักฐานหรือ ไม่ใช่บัญชีของตนเองก็จะสืบสวนขยายผลไปสู่แก๊งมิจฉาชีพต่อไป แต่หากยืนยันว่าใช่ แต่ไม่รู้ว่ามีการนำไปทำธุรกรรมผิดปกติ ก็จะมีการสืบสวนหาสาเหตุเพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี
ทั้งนี้ การรับซื้อ-ขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม” และ “การรับจ้างเปิดบัญชี” อาจเข้าข่ายรูปแบบหนึ่งของการหลอกลวงให้โอนเงิน ซึ่งขณะนี้พบบัญชีต้องสงสัยที่อาจเข้าข่ายเป็นการรับจ้างเปิดบัญชี หรืออาจเกี่ยวข้องการทำความผิดทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งค้ายาเสพติด การพนันออนไลน์ และอื่นๆ
นอกจากนี้ การรับจ้างเปิดบัญชีแม้จะไม่มีความผิดโดยตรง แต่หากตรวจสอบได้ว่าเป็นการให้ความร่วมมือกับมิจฉาชีพ #ผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีและใช้บัญชีอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน
หากบัญชีนั้นถูกนำไปใช้เพื่อหลอกลวงประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อให้โอนเงินก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
พ.ต.ท.วิชัย สุวรรณประเสริฐผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อธิบายความหมายของ “บัญชีม้า” ว่า เป็นบัญชีธนาคารรวมถึงบัตรเอทีเอ็มที่ประชาชนทั่วไปได้ทำการเปิดไว้ให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ
โดยได้รับค่าตอบแทนประมาณ 1, 000-2,000 บาทต่อ 1 บัญชีซึ่งในปัจจุบันยังนำไปเปิดใช้บริการ Mobile Bankingพร้อมซิมมือถือด้วย

เมื่อเปิดบัญชีให้แล้ว หลังจากนั้นการทำธุรกรรมผ่านบัญชีทั้งหมดก็จะอยู่ในมือของมิจฉาชีพซึ่งอาจจะมีเงินหมุนเวียนจำนวนมากหลายล้านบาท #โดยที่ผ่านมาพบว่าถูกเอาไปใช้ในการทำผิดที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการโอนเงิน เช่น คอลเซนเตอร์, เรื่องของลิขสิทธิ์, การพนันออนไลน์ หรือการกู้ยืมเงินออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องใช้บัญชีม้าในการที่จะโอนเงินหรือรับโอนเงินต่าง ๆ เพื่อไม่ให้แกะรอยติดตามเส้นทางการเงินได้
“ค่าตอบแทนที่ได้แค่พันหรือสองพันบาท มันไม่คุ้มความเสี่ยงกับการที่จะถูกดำเนินคดี แล้วต้องถูกติดคุกติดตารางหรือเราต้องมีค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีจำนวนมาก ถ้าพบว่าบัญชีที่เราเปิดให้ มิจฉาชีพไปใช้ในการทำผิดแล้วเป็นคดีสำคัญ เจ้าของบัญชีเหล่านี้อาจจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาในฐานะมีส่วนร่วมในการทำผิดด้วย”
” ซึ่งความรุนแรงของโทษในแต่ละคดีที่เจ้าของบัญชีอาจจะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับว่า มิจฉาชีพเอาบัญชีไปใช้ในการทำผิดเรื่องอะไร ถ้าคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ อาจจะมีส่วนเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์หรือสนับสนุนการละเมิดลิขสิทธิ์, เรื่องการฉ้อโกงซื้อสินค้าออนไลน์ อาจจะถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการฉ้อโกง แต่ถ้าเป็นเรื่องซื้อขายยาเสพติดอาจจะโดนเรื่องสนับสนุนยาเสพติดด้วย อย่างนี้เป็นต้น”
หากใครที่รู้ตัวว่าได้ไปเปิด “บัญชีม้า” ให้มิจฉาชีพไปแล้ว พ.ต.ท.วิชัย แนะนำให้แสดงความบริสุทธิ์ใจโดยไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจไว้เป็นหลักฐานก็ได้ว่า เราได้เปิดบัญชีไว้แล้วก็ได้มีนาย ก. นาย ข. เอาบัญชีไปใช้ เราไม่แน่ใจว่าเขาไปใช้เพื่อทำอะไร ก็จึงแจ้งไว้เป็นหลักฐานไว้ ถ้าต่อไปมีการกระทำผิดเกิดขึ้น เราจะได้เอาตรงนี้มายืนยันได้ว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือร่วมรู้เห็นกับการกระทำผิด
“นอกจากเราจะพิสูจน์ได้ว่าเราไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ในการต่อสู้คดี ก็ต้องบอกว่าเราเปิดบัญชีไว้ให้ใคร แล้วใครเอาไปใช้ แล้วเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยังไง เท่าที่สอบสวนมาแค่รับเงินอย่างเดียว แล้วจำไม่ได้เลยว่าใครรับบัญชีไป เอาบัญชีไปทำอะไรจะไม่รู้เลย เป็นหน้าที่ของเจ้าของบัญชีเองที่จะไปพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำผิด จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากแล้วก็เป็นภาระ มันไม่คุ้มค่ากับเงินที่ได้รับแค่พันหรือสองพันบาท”
“นอกจากความผิดที่เราอาจจะได้รับแล้วอาจจะต้องจ่ายภาษีจากเงินที่เข้าออกบัญชีของเราด้วย เรื่องของมาตรการด้านภาษีจากเงินที่โอนเข้าเป็นจำนวนมหาศาล สิบล้าน ยี่สิบล้าน บางรายเป็นสิบ ๆ ล้าน
อาจจะถูกประเมินเรื่องภาษีได้ด้วย เพราะมันเป็นรายได้ หากเราไม่สามารถที่จะชี้แจงหรืออธิบายได้ว่า
เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดอย่างไร” ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ กล่าว และว่า
ทางที่ดีที่สุดคือการไม่ไปเปิดบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่น ที่เราไม่รู้ว่าเขาเอาไปทำอะไรเลยเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก ๆ
เอาเข้าจริง คนที่ใช้ชื่อตัวเองเปิดบัญชีให้คนอื่นไป จะไม่รู้จริงๆเลยหรือว่ากำลังทำอะไรอยู่ ?


