ดีต่อใจ ! “สตาร์บัคส์”เตรียมใช้แก้วกระดาษย่อยสลายได้
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ ตระหนักและให้ความสำคัญต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยการหันมาพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่เพิ่มปัญหาขยะล้นเมือง โดยเฉพาะในวงการร้านกาแฟ เมนูเครื่องดื่มยอดนิยมของคนไทยและคนทั่วโลกก็ว่าได้ที่เริ่มหันมาปรับเปลี่ยนภาชนะภายในร้านให้สามารถย่อยสลายได้ง่ายขึ้น
ยกตัวอย่างที่ผ่านมาหากเป็นในประเทศไทยคือ ร้าน “อินทนิล” แบรนด์ที่ใช้ไบโอพลาสติกมากที่สุดในไทยพร้อมปรับใช้แก้ว BioPBS สำหรับเครื่องดื่มร้อนและงดใช้หลอดพลาสติกเปลี่ยนเป็นฝายกดื่มสำหรับเครื่องดื่มเย็น โดยตั้งเป้าครอบคลุมทุกสาขากว่า 500 แห่งภายในปีนี้
นอกจากร้านอินทนิล แบรนด์กาแฟรายใหญ่ในไทยแล้ว ล่าสุด “สตาร์บัคส์” ร้านกาแฟชื่อดังระดับโลกเล็งเห็นความสำคัญในการร่วมอนรุักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการเริ่มทดลองใช้แก้วกระดาษแบบใหม่ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ นำร่องใช้ในสตาร์บัคหลายสาขาใน 5 เมืองใหญ่ อย่าง นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก ซีแอตเทิล แวนคูเวอร์ และเมืองลอนดอน
.
ที่น่าสนใจคือหนึ่งในบริษัทผู้ชนะการประกวด NextGen Cup Challenge คือบริษัท PTT MCC Biochem Company Limited ของไทย ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีสารเคลือบถ้วยกระดาษแบบย่อยสลายได้ ซึ่งทำให้ถ้วยกระดาษแบบใหม่นี้สามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้เองตามธรรมชาติ น่าจะแบบเดียวกับที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำมาใช้ในโครงการ Chula Zero Waste

รายงานระบุว่า แก้วแบบใหม่ของสตาร์บัคส์นี้จะมีลักษณะไม่ต่างไปจากแก้วกระดาษในปัจจุบัน แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่ภายในแก้วกระดาษทั่วไปจะเคลือบสารพลาสติกไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวรั่วออกมารวมถึงไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อโดนน้ำ
โดยเทคนิคแลวแก้วกระดาษทั่วไปสามารถรีไซเคิลได้แต่ในทางปฏิบัติแก้วเหล่านี้จะถูกส่งไปยังโรงงานรีไซเคิลกระดาษก็จะแยกออกมาแล้วถูกส่งไปทิ้งยังกองขยะ เนื่องจากพบว่าการแยกสารพลาสติออกจากแก้วนั้นไม่คุ้มค่า

จากปัญหาดังกล่าวทำให้ในปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ออกแคมเปญรณรงค์หาวัสดุแบบใหม่มาใช้ในแก้วผลิตภัณฑ์ภายได้ NextGen Cup Challenge และได้ผู้ชนะการคิดค้นและใช้เทคโนโลยีแก้วย่อยสลายได้ทั้ง 12 บริษัท หนึ่งในนั้นคือ บริษัท PTT MCC Biochem Company Limited ของคนไทย ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีสารเคลือบถ้วยกระดาษแบบ BIODEGRADABILITY ที่ทำให้ถ้วยกระดาษแบบใหม่นี้สามารถย่อยสลายเป็นปุ่๋ยได้เองตามธรรมชาติ
นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าชื่นชมและเป็นอีกหนึ่งทางออก แต่เชื่อว่าการรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักด้วยตัวเองด้วยการพกพาแก้วส่วนตัวให้เป็นนิสัยน่าจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้มากกว่า
ซึ่งคงต้องใช้เวลา ….




