ในวันที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ไม่ทำกำไร
ธนก บังผล
เรียกได้ว่าการประกาศปิดหนังสือพิมพ์ “โพสต์ทูเดย์” สร้างแรงสะเทือนต่อวงการสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในข่าย “สื่อหลัก” จนทำให้ความมั่นคงในอาชีพของนักข่าวหลายๆคนต้องกลับมาอยู่บนเส้นด้ายอีกครั้ง
กว่า 16 ปีเต็มที่ชื่อเสียงของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ถูกยอมรับทั้งจากผู้อ่านและคนสื่อด้วยกันว่ามีคุณภาพ เนื้อหาหลากหลาย สั้นกระชับ รูปแบบการนำเสนอทันสมัย แม้จะเน้นข่าวเศรษฐกิจเป็นหลักแต่ข่าวการเมืองและข่าวทั่วไปก็เข้มข้นครบทุกประเด็นเช่นกัน
ใครจะไปคิดว่าธุรกิจสื่อที่ดำเนินมาเกือบ 2 ทศวรรษ ภายใต้ร่มเงาเจ้าของผู้มีทรัพย์สินนับแสนล้านบาทติดอันดับมหาเศรษฐีของประเทศไทยทุกปี จะต้องถึงคราวสิ้นสุดทางข่าวด้วยเหตุผลง่ายๆว่า “ไม่ทำกำไร”

หลายท่านคงทราบข่าวคราวความเป็นไปที่หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ต้องปิดตัวลง แล้วย้ายไปอยู่ในแพลตฟอร์มดิจิทัลแล้ว ผมคงไม่กล่าวถึงประเด็นนั้น
แต่ในฐานะ “คนเคยอยู่” รู้จักและรักหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไม่น้อยกว่าคนกองบรรณาธิการคนอื่นๆเช่นผม ต้องการจะบอกเล่านั้น เป็นเรื่องของคนที่ต้องตกงานกว่า 100 ชีวิตหลังจากนี้
ใช่ครับ….งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่มันก็ไม่ควรเลิกราด้วยคำว่า “ไม่ทำกำไร” เพราะชีวิตคนไม่มีกำไร ไม่มีขาดทุน ทั้งๆที่เราทำหนังสือพิมพ์ที่เน้นเศรษฐกิจปากท้องกันมมาเกือบ 2 ทศวรรษ และเราก็ตระหนักดีว่าวันนี้อาจจะต้องมาถึงในสักวัน ซึ่งไม่มีใครอยากให้มันมาเร็วขนาดนี้

ครั้งหนึ่งช่วงที่การเมืองไทยตึงเครียด ผมถูกมอบหมายให้เข้าเวรกะดึกคอยดูสถานการณ์ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่แยกราชประสงค์ กับเพื่อนอีกหนึ่งคนโดยมีเสื้อเกราะให้คนละตัว คืนนั้นผมขอสัมภาษณ์ “อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง” ในเวลา ตี 2 กว่าๆ หลังเวทีปราศรัย
บทสัมภาษณ์ครั้งนั้น “โพสต์ทูเดย์” ได้เพียงฉบับเดียว เพราะไม่มีใครคิดว่าแกนนำจะให้สัมภาษณ์แบบเดี่ยวฉบับเดียวในเวลาดึกขนาดนั้น ในเวลาที่ทุกคนหมดแรงกันแล้ว
ไม่ใช่ว่าเก่ง หรือเหนือกว่าใคร แต่ถ้าหากจะ “ไม่เหมือนใคร” ผมคิดเสมอว่าต้องรอโอกาส
และเป็นไปตามคาดไม่นานหลังจากนั้น “อริสมันต์” นักร้องที่ผมชื่นชมในช่วงวัยรุ่นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะในที่สุดแล้วไอดอลของผมก็หายเข้ากลีบเมฆก่อนสถานการณ์จะถึงจุดเดือดที่สุด หรือที่เราเรียกว่า “กระชับพื้นที่” นั่นทำให้บทสัมภาษณ์เดี่ยวของผมและเพื่อนที่อดตาหลับขับตานอนถูกนำกลับมาขยายอีกครั้ง
ในวันที่ไฟจะท่วมกรุง ผมได้รับมอบหมายให้ไปอยู่ “บ่อนไก่” ย่านคลองเตย หลบกระสุนวันละครั้ง 2 ครั้งให้ในกระปรี้กระเปร่าไม่ง่วงเหงาหาวนอน เด็กๆบางคนเห็นผมใส่เสื้อเกราะก็อยากจะมาอยู่ใกล้ๆ คงคิดว่าปลอดภัย แต่สุดท้ายเพราะกระสุนถูกยิงมาจากทิศไหนบ้างก็ไม่รู้ ต่างคนต่างก็ต้องหนีเอาตัวรอด
ความทรงจำในการทำงานวันนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เมื่อผมต้องลาออกจากงานที่รัก วันนั้นคล้ายกับวันนี้คือวันที่กองบรรณาธิการของพวกเรายกขบวนไปฉลองกันที่อัมพวา ผมพยายามคิดว่ามันไม่จริงและประวิงเวลาไม่ขึ้นรถไปร่วมด้วย เพราะไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรว่าไม่เสียใจ ตกสายจึงนั่งรถตู้ตามไปด้วยใจเหงาๆ ทันเล่นกีฬาและทานอาหารกลางวันก่อนจะสังสรรค์ในช่วงดึก
เสียงหัวเราะอันแหบแห้งกลบเกลื่อนความเศร้าคงอยู่ได้ไม่นาน ในที่สุดน้ำตาผมก็ไหลบนโต๊ะอาหาร มันทั้งเก็บกด มันทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ มันทั้งเสียดาย
ทั้งหมดนั้นผมไม่ได้โกรธใครเลย ผมเพียงแต่ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรกิน

วันนี้ วันที่หนังสือพิมพ์ต้องปิดตัวลงด้วยอารมณ์อันหลากหลายของเพื่อนพี่น้องในกองบรรณาธิการ ผมเข้าใจความรู้สึกของหลายคนเป็นอย่างดี มันคือความเคว้งคว้างที่ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากในการที่จะทำใจให้ยอมรับว่า เราจะไม่ได้ทำงานที่นี่อีกแล้ว
หลายชีวิตที่ผมรู้จัก น้องบางคนเพิ่งแต่งงาน บางคนเพิ่งสร้างครอบครัว บางคนลูกกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย บางคนลูกเพิ่งโตขึ้นชั้นประถม บางคนเพิ่งซื้อบ้าน ฯลฯ ภาระต่างๆเหล่านี้ถูกตั้งคำถามว่า
ธุรกิจที่ไม่มีกำไร คืออะไร?
ใช่ครับ เมื่อมองในแง่ธุรกิจ อะไรก็ตามที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือกำไร เจ้าของธุรกิจต้องเด็ดขาด คือตัดมันทิ้งให้เร็วที่สุดก่อนจะกลายเป็นเนื้อร้าย หรือภาระที่ต้องแบกโดยไม่เกิดประโยชน์

แต่ในความเป็นคน …คนซึ่งทุ่มเทชีวิตในแต่ละวันกว่า 10 ชั่วโมงให้กับงานที่พวกเขารัก ข่าวที่เขายินดีเอาชีวิตเข้าแลก ชีวิตที่หวังจะฝากความมั่นคงให้กับเจ้าของผู้มีธุรกิจนับพันนับหมื่นล้านบาท หากไม่เรียกว่าพื้นฐานของหนังสือพิมพ์ได้สร้างความมั่นใจว่าชีวิตจะมั่นคงให้กับพวกเขาในอนาคต เราคงไม่ได้เห็นมดงานที่ทุ่มความสามารถอย่างเต็มกำลังบนหน้ากระดาษจนได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้อ่านและเพื่อนร่วมวิชาชีพมากขนาดนี้
มันเป็นชีวิตที่ไม่คิดถึง “กำไร”
มันเป็นชีวิตที่คนทำงานข่าวถวายหัวเพราะความรักในอาชีพล้วนๆ
แล้วคนที่ต้องถูกบังคับให้เลิกจากสิ่งที่รักนั้น มันไม่มีคำศัพท์ใดในทางธุรกิจที่จะบัญญัติความรู้สึกนั้นได้
แม้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานจะสามารถประทังชีวิตพวกเขาไปได้ไกล และคงจะลืมไปได้สักวันหนึ่งว่า วันนี้เคยกังวลกับอนาคตมากแค่ไหน
ผมมั่นใจเหลือเกินว่าเราต่างก็จะมีทางเป็นของตัวเองในสักวันหนึ่ง มันอาจเป็นก้าวแรกให้เราเดินออกจากชั้น 2 อาคารบางกอกโพสต์เพื่อไปเจอโลกกว้าง
แต่เชื่อเถอะครับ เรายังเป็น “โพสต์ทูเดย์” และจะไม่มีวันลืมคำว่า “กำไร” ของนักธุรกิจนั้นมันโหดร้ายแค่ไหน
เราจะเป็นพี่น้อง จะเป็นเพื่อน
ถึงเวลาแล้วที่นกจะต้องโบยบิน แล้วเจอกันบนฟ้าครับ