“วัยเก๋า”ขุมทองตลาดแรงงานใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม
ปัจจุบันโลกเราต่างก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มากขึ้นทุกวัน ทั่วโลกต่างกำลังตื่นตัวในการรับมือกับสถานการณ์นี้ สำหรับประเทศไทยภาครัฐต่างก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
เมื่อก่อน อายุอาจเป็นข้อจำกัดในการทำงาน หลายคนคิดว่าพอเราแก่ตัวขึ้น อายุครบ 60 ปี ก็ได้เวลาต้องผันตัวเองไปอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้สูงอายุอาจจะยังไม่คิดว่าตัวเองหมดสภาพขนาดนั้น บางคนยังเปี่ยมไปด้วยไฟแรงกล้าไม่แพ้เด็กจบใหม่ บางคนยังอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ บางคนยังแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพียงแค่เราต้องเปิดใจยอมรับพวกเขาคืนสู่สังเวียนการทำงานอีกครั้งเท่านั้นเอง
ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว ตามหลังประเทศญี่ปุ่นที่เป็นสังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว จากฐานข้อมูลประชากรของประเทศไทยล่าสุดได้พบว่ามีจำนวนผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปประมาณ 11.3 ล้านคน หรือ 16.7% นอกจากนี้ทาง สสช. ได้คาดการณ์ว่าในปี 2564 จะมีผู้สูงอายุประมาณ 20% เลยทีเดียว แต่สิ่งสำคัญของเราในตอนนี้คืองานส่วนใหญ่ไม่รองรับกับศักยภาพของผู้สูงอายุ มีองค์กรแค่ส่วนน้อยที่เปิดรับผู้สูงอายุเข้าไปทำงานแบบจริงจัง

จากข้อมูลของ Cogito Study ในปี 2010 ที่ได้ศึกษาการทำงานของคนรุ่นใหม่จำนวน 101 คน (20-31 ปี) กับผู้สูงอายุ 103 คน (65-80 ปี) ด้วยการให้พวกเขาทำงานที่มีลักษณะแตกต่างกันถึง 12 อย่างใน 100 วัน โดยจะเป็นการทดสอบทักษะต่างๆ เช่น ความเข้าใจ, การรับรู้, ความเร็วไปจนถึงความจำในด้านต่างๆ นักวิจัยได้คาดการณ์ว่าคนทำงานที่อายุระหว่าง 20-31 ปีน่าจะมีการทำงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความสม่ำเสมอมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ แต่หลังจากที่ได้ทดลองเสร็จผลปรากฏคือสิ่งที่พวกเขาคิดมันกลับตรงกันข้าม เพราะว่ากลุ่มผู้สูงอายุกลับมีการทำงานที่ดีกว่า มีความผันผวนน้อยกว่ากลุ่มวัยรุ่น นอกจากนี้ยังพบอีกว่ากลุ่มผู้สูงอายุมักจะมีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีกว่าเนื่องจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา พวกเขามักจะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าอีกทั้งยังมีแรงจูงใจในการทำงานมากอีกด้วย
แต่แน่นอนสิ่งที่พวกเขาเสียเปรียบคนรุ่นใหม่อาจเป็นพละกำลังที่เสื่อมไปตามวัยรวมถึงเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ ที่ยังสู่คนรุ่นใหม่ไม่ได้ แต่หากลองเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ รับรองว่าเหล่าผู้สูงอายุจะสามารถครีเอทอะไรใหม่ๆ ไม่แพ้คนรุ่นใหม่เลยทีเดียว
ในขณะที่อีกมุมหนึ่งแม้วันนี้คนจะบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี ขายของไม่ได้แต่ก็มีเสียงบ่นจากผู้ประกอบการว่า ขาดแคลนแรงงานพนักงานลาออกบ่อยโดยเฉพาะพนักงานในส่วนของการบริการไม่ว่าจะเป็นพนักงานตามร้านอาหาร ร้านค้าปลีกทั่วไปคนหนุ่มสาวเบื่อง่าย และรู้สึกว่างานแบบนี้หาไม่ยาก
หลายองค์กรจึงเริ่มหันมาจับตลาดแรงงานใหม่นั่นคือ คนที่เกษียณอายุโดยเฉพาะในด้านการบริการคนหนุ่มสาวอาจแข็งแรง คล่องแคล่วแต่ประสบการณ์การดูแลคน หรือความใจเย็นสู้ผู้อาวุโสไม่ได้ซึ่งบ้านเรามีหลายองค์กรเริ่มต้นแล้ว อาทิ
ธนาคารไทยพาณิชย์ เริ่มในส่วนของ “คอลเซ็นเตอร์” ที่ประกาศรับสมัครพนักงานประจำ อายุ 21 ปีขึ้นไป (ยินดีรับผู้สูงอายุ)
รายได้รวมสวัสดิการเฉลี่ย 20,000 บาท/เดือนขึ้นไป ปรับขึ้นเงินเดือนรายปี มีประกันสุขภาพ และสวัสดิการอื่นๆ กู้บ้าน, กู้รถ, กู้ฉุกเฉิน ฯลฯ

หรือจะเป็นร้านหนังสือ SE-ED Book Center ที่รับสมัคร เจ้าหน้าที่หนังสือ อายุ 60 ปี ขึ้นไป โดยลงประกาศใจความโดนใจว่า

นอกจากนี้ ยังโดนัทเจ้าดัง “คริสปี้ครีม” ที่ให้โอกาสคนสูงวัยโดยลงประกาศรับสมัครงานเน้นคุณสมบัติต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ยังมีไฟในการทำงาน ในตำแหน่งพนักงานหน้าร้านแบบพาร์ทไทม์รายวัน สาขาสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 2 (ทางเชื่อม BTS) โดยระบุรายได้ 80 บาท/ชั่วโมง และไม่จำกัดชั่วโมงการทำงานอีกด้วย


ไปดูฝังค้าปลีกกันบ้าง “เทสโก้ โลตัส” ก็ทำชื่อโครงการ “60 ยังแจ๋ว” โดยเปิดรับคนวัยเกษียณเข้าทำงาน โดยสามารถเลือกทำในสาขาใกล้บ้าน และเลือกตารางการทำงานที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งทางเทสโก้ โลตัส ตั้งเป้าไว้ว่า จะรับ 5,000 ตำแหน่งใน 3 ปีในสาขาของ เทสโก้ โลตัส กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ แบบไม่จำกัดจำนวน

สำหรับค่าตอบแทนนั้น ผู้สูงวัยที่ร่วมโครงการนี้ จะได้รับค่าตอบแทน พร้อมกับมีสวัสดิการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่เหมาะกับผู้สูงวัย อาทิ ตรวจสุขภาพประจำปี และรับเงินสมทบค่ารักษาพยาบาลเมื่อทำงานครบตามกำหนด รวมไปถึงได้รับคูปองส่วนลดสินค้า , การได้ร่วมกิจกรรมของพนักงานที่บริษัทจัดขึ้นในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะต่างๆ

ล่าสุดคือ “โฮมโปร” ที่เล็งเห็นว่าประสบการณ์สำคัญกว่าอายุ จึงเกิดโครงการ YOUNG SMART โดยอ้างอิงข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย พบว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2546 โดยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 6.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าปี 2564 ไทยจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 20 และในปี 2574 จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28 จากอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุดังกล่าวส่งผลให้ภาครัฐ และภาคเอกชน อย่าง “โฮมโปร” ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้สูงอายุเหล่านี้ ด้วยการสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ ผ่านโครงการYOUNG SMART หรือ “ยังสามารถ”เพราะเชื่อว่า ประสบการณ์ สำคัญกว่า อายุ
การคัดเลือกทีมงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเพื่อนำเสนอประสบการณ์ด้านชีวิตความเป็นอยู่ในบ้านที่ดีให้แก่ลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ โฮมโปรไม่ได้เพียงแต่ให้โอกาสรับสมัครพนักงานรุ่นใหม่เพื่อเป็นครอบครัวของโฮมโปรเท่านั้น แต่ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพ ความสามารถของผู้สูงอายุ จึงเปิดโอกาสให้แก่ผู้สูงอายุเข้าร่วมทำงานกับโฮมโปร เพื่อเป็นการสร้างคุณค่า และพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น

โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่ร่วมงานในโครงการ YOUNG SMART หรือ ยังสามารถ กับเราแล้วกว่า 36 คน โดยคาดว่าในปี 2562 นี้จะมีผู้สูงอายุที่ร่วมงานกับเรากว่า 50 คน ใน 91 สาขาทั่วประเทศ และปี 2563 จะเพิ่มเป็น 70 คน ตามลำดับ
จะเห็นได้ว่า การรับผู้สูงวัยมาทำงานพาร์ตไทม์ หรือพนักงานประจำนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานได้แล้ว ข้อดี ที่สุดที่เหนือกว่าคนหนุ่มสาวก็คือ อัตราการลาออกน้อยมาก เพราะคนกลุ่มนี้มีความมุ่งมั่นอยากทำงานหารายได้ และไม่อยากเปลี่ยนงาน
ที่สำคัญที่สุดในการเปิดใจรับพนักงานสูงวัยในการทำงานคือช่วยวัยเก๋าเหล่านั้นให้มีความสุขในชีวิตได้อีกครั้ง



