Biznews

ซีอีโอป้ายแดง”ซีพีเอฟ” แผลงฤทธิ์ แผน 5 ปีกวาด 8 แสนล้าน!!!

หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2562  ที่ผ่านมา “ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ” ในฐานะแม่ทัพคนใหม่ป้ายแดงมีงานใหย๋รออยู่เบื้องหน้า โดยล่าสุดได้ประกาศวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของซีพีเอฟ ในอีก 5 ปีนับจากนี้ ระหว่างพ.ศ.2562-2566  จะต้องมีผลประกอบการแตะ  8 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีรายได้ 5 แสนล้านบาท   มาดูกันว่า เขาจะมีกลยุทธ์ใดบ้างในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว 

ประสิทธิ์ ฉายภาพว่า ซีพีเอฟมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ครัวของโลก ภายใต้ความท้าทายใหม่ๆ ในการบริหารธุรกิจยุค Digital ซึ่งจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ทันสมัยที่สุด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญา 3 ประโยชน์เช่นที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรยุค 4.0 คือการนำแนวคิดนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน (Innovation towards Sustainability) เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและทุกๆผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ  โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) คลาวด์ (Cloud Computing) บิ๊กดาต้า(Big Data) ไอโอที (Internet of Thing : IOT) ตลอดจนระบบอัตโนมัติ มาใช้ในการยกระดับและเชื่อมโยงกระบวนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่ เช่น การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-โรงงานอัจฉริยะ (Smart Farm-Smart Factory) หรือ ระบบการตลาดดิจิทัลและช่องทางการจำหน่ายสินค้า e-Commerce ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพธุรกิจ สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภค

ขณะที่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สังคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซีพีเอฟจึงนำแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy เข้ามาใช้ในการผลักดันความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด รวมถึงการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้การทำธุรกิจของซีพีเอฟสร้างผลกระทบแก่ทรัพยากรโลกให้น้อยที่สุด ดังเช่น โครงการจัดหาวัตถุดิบยั่งยืน โครงการ Solar Rooftop โครงการ CPF Coal Free 2022  โครงการฟาร์มสีเขียว หรือการประกาศใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อร่วมบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

สำหรับการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ซีพีเอฟจะยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา“คน” โดยสร้างบรรยากาศให้พนักงานทุกคนมีความกล้าแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ กล้าพูด กล้าทำ และลงมือทำในสิ่งใหม่ๆที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเอง ลูกค้า ชุมชน ฯลฯ อันจะช่วยส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีความเป็นผู้นำ ภายใต้บรรยากาศการทำงานที่เรียกว่า Leadership at all level ซึ่งจะสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า พร้อมจะนำองค์กรให้เติบโตต่อไป

ด้วยความแข็งแกร่งของกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ๋การผลิต ทั้งFeed-Farm-Food ผนวกกับการที่ซีพีเอฟมีการลงทุนใน 17 ประเทศและส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เมื่อเสริมกลยุทธ์ด้านการบริหารยุคดิจิตอลเข้าด้วยกัน เชื่อว่าจะสนับสนุนให้ซีพีเอฟก้าวสู่ “ครัวของโลก” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ประสิทธิ์กล่าวอีกว่า ซีพีเอฟจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “3 ประโยชน์” ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดมั่นปฏิบัติมาโดยตลอดร่วมศตวรรษ นั่นคือ การคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของประชาชน และสุดท้ายคือประโยชน์ของบริษัท โดยมุ่งมั่นที่จะนำองค์กรให้เติบโตต่อเนื่องในเวทีโลกอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม โปร่งใสและ มีธรรมาภิบาล ซึ่งจะเอื้อให้ซีพีเอฟยืนหยัดในสังคมโลกได้อย่างสง่างามเช่นที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของซีพีเอฟคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เฉพาะผู้บริโภคไทยเท่านั้น แต่เป็นผู้บริโภคทั่วโลก ปัจจุบันซีพีเอฟลงทุนใน 17 ประเทศทั่วโลกที่มีสำนักงานของบริษัท และมีสำนักงานขายใน 19 ประเทศทั่วโลก จึงต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกประเทศที่เข้าไปทำตลาด

พอร์ตของซีพีเอฟ หลักยังเป็นกลุ่มเนื้อสัตว์ ซึ่งแบ่งเป็นฟาร์ม 41% อาหารสัตว์ สัดส่วน 41% กลุ่มอาหารสัตว์  42% ขณะที่กลุ่มอาหาร สร้างสัดส่วนรายได้เพียง 17% ซึ่งนับจากนี้ ซีพีเอฟจะให้ความสำคัญและรุกสู่ธุรกิจอาหารมากขึ้นเพราะมีพื้นฐานจากการมีวัตถุดิบเนื้อสัตว์ที่ดีและสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าและรายได้เพิ่มได้ โดยจะใช้กลยุทธ์โลคอลไลซ์ให้เหมาะกับแต่ละประเทศ โดยคาดว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ สัดส่วนกลุ่มอาหารจะเพิ่มเป็น 1 ใน 3 ของรายได้รวมซีพีเอฟที่ปัจจุบันมีรายได้รวม 5 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็นส่งออก 30-33% แต่ในอีก 3 ปีจะเพิ่มเป็น 75% และรายได้จากการขายในประเทศเหลือ 25% เนื่องจากตลาดต่างประเทศยังมีโอกาสขยายธุรกิจได้อีกมากภายใต้งบลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า  3 หมื่นล้านบาทสำหรับทำตลาดทั่วโลก  โดยมีเป้าหมาย 8 แสนล้านบาทรออยู่ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ด้านประวัติส่วนตัว  ประสิทธิ์ บุญประเสริฐ จบการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจ (การเงิน) จากมหาวิทยาลัยคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านประสบการณ์การบริหารธุรกิจหลายด้าน อาทิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด,ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจไก่เนื้อ,ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นหนึ่งในกรรมการพิจารณาการ M&A ธุรกิจที่น่าสนใจในต่างประเทศให้แก่ซีพีเอฟ

 

 

Related Articles

Back to top button