Biznews

คอน้ำอัดลมจุกซ้ำ!!! พิษภาษีน้ำหวาน “เป๊ปซี่ ” ร่อนแถลงการณ์ขอปรับราคา

ปัจจุบัน คนในโลกรวมถึงคนไทยจำนวนมากเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงกระทั่งฟันผุ องค์การอนามัยโลกจึงออกคำแนะนำว่า แต่ละคนไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 50 กรัม/วัน ปริมาณที่แนะนำจริงๆ คือไม่เกิน 25 กรัม/วัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคดังกล่าว แต่มีข้อมูลน่าตกใจว่าคนไทยปริมาณน้ำตาลโดยเฉลี่ย 100 กรัม/คน/วัน หรือมากกว่าที่ควรถึงสองเท่า.ทั้งนี้ จากการเก็บสถิติระหว่างปี 2548 – 2552 พบว่า คนไทยบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากเป็นอันดับเก้าของโลก

ปัจจัยดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอของภาครัฐที่ให้เก็บภาษี ‘น้ำหวาน’ ซึ่งจะต้องออกเป็นกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 เพื่อปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมของผู้ผลิต ให้ลดปริมาณน้ำตาลที่ผสมลงไปในเครื่องดื่ม และผู้บริโภค ให้ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีการใส่น้ำตาลปริมาณมาก โดยสินค้าที่เข้าข่ายเสียภาษีน้ำหวานมีหลายรายการ อาทิ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการภาษีน้ำหวานรอบต่อไป จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ต.ค.62 นี้

เมื่อภาษีน้ำหวานเตรียมประกาศใช้  ผู้ประกอบการในตลาดโดยเฉพาะเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่โดนสังคมเพ่งเล็งว่าเป็นสินค้าที่มีปริมาณน้ำตาลมากเกินควรจึงออกมาขยับกันอีกครั้งด้วยการประกาศขึ้นราคาสินค้ารับลูกทันที

ล่าสุด “เป๊ปซี่” แบรนด์เครื่องดื่มขวัญใจมหาชน  โดยบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ(ประเทศไทย)จำกัด หรือ SPBT ได้ออกแถลงการณ์ถึงเรื่องดังกล่าวใจความว่า บริษัทได้มีการปรับราคาสินค้าซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้าของบริษัท โดยกลยุทธ์นี้จะรวมถึงการเปิดตัวสินค้าขนาดใหม่ และการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าให้เหมาะสมตามกลไกของตลาด โดยจะมีการติดตามภาวะตลาดและพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการกำหนดราคาและขนาดของสินค้า

โดยในการปรับราคาสินค้าครั้งนี้บริษัทได้ปรับราคาสินค้าบางรายการเพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้บริษัทยังคงยึดมั่นและมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพ พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องตลอดไป

สำหรับสินค้าที่มีการปรับขึ้นราคาขายปลีกแนะนำในครั้งนี้ ประกอบด้วยเครื่องดื่มเป๊ปซี่ 3 ขนาด ได้แก่ เครื่องดื่มเป๊ปซี่ ขนาด 345 มิลลิลิตรจาก 10 บาทเป็น 12 บาท ส่วนขวดขนาด 450 มล.ปรับขึ้นจากเดิม 12 บาทเป็น 15 บาท และขนาด 640 มิลลิลิตรปรับขึ้นจากเดิม 15 บาท เป็น 17 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.62 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้กรมสรรพสามิต ได้ชี้แจงว่า กรณีที่ผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ได้มีการปรับราคาขายปลีกน้ำอัดลมชนิดขวดแก้ว และขวดใสเพิ่มขึ้นขวดละ 2 – 3 บาท โดยให้เหตุผลว่ามาจากการขึ้นภาษีความหวานที่จะมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นั้น การขึ้นราคาดังกล่าวไม่น่าจะเป็นผลจากการเก็บภาษีความหวานของกรมสรรพสามิต เพราะตอนนี้กรมฯ ยังไม่มีการขึ้นภาษีความหวานเลย และกว่าจะขึ้นภาษีรอบสองต้องรอไปถึง 1 ตุลาคม 2562

ทั้งนี้กรมฯ ยืนยันว่าจะขึ้นภาษีความหวานรอบสองตามแผนเดิมในเดือนตุลาคม 2562 นี้แน่นอนเพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจที่สร้างภาระให้ประเทศเสียค่าใช้จ่ายจากโรคเหล่านี้  อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปีอีกด้วย

 

 

Related Articles

Back to top button