BiznewsSME

ทำ SOCIAL MARKETING ยุค 2019 อย่างไรให้ปัง

“แม้ Facebook จะลดอัตราการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องยอมรับว่า Facebook ยังเป็นช่องทางค้าขายหลักบนออนไลน์ แล้วควรจะทำการตลาดอย่างไรให้มัดใจลูกค้าให้อยู่หมัด”

 

Facebook ถือเป็นช่องทางค้าขายบนออนไลน์ที่ทั้งผู้ประกอบการและลูกค้าให้ความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึม (Algorithm) อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังถือเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถช่วยให้ธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ เข้าถึงคนได้มากขึ้น ซึ่ง กัญญาณัฐ ปิติเจริญ Facebook Thailand Client Solutions Manager ได้มาให้เคล็ดลับทำการตลาดเด็ดๆ บน Facebook ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ไม่ควรพลาด

 

  1. ใช้ฟีเจอร์ เพิ่มความง่ายในการทำธุรกิจ

Facebook สังเกตเห็นถึงพฤติกรรมของคนไทยที่มีนิสัยชอบขายของบนแพลตฟอร์มนี้ในลักษณะของการเป็น Social Commerce หรือการแชท (Chat) เพื่อซื้อ เลยทำการคิดค้นฟีเจอร์ต่างๆ ขึ้นมา เพื่อรองรับความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ฟีเจอร์ต่อไปนี้ที่จะเข้ามาช่วยให้การค้าขายเป็นไปอย่างคล่องตัว

  • Facebook Shop

ทำการเปิดตัวไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว Facebook Shop จะเป็นเหมือนส่วนร้านค้าของเพจนั้นๆ ให้ผู้ใช้สามารถนำสินค้ามาวางเรียงกันได้ พร้อมใส่คำบรรยาย ราคา รูปภาพ ซึ่งพร้อมที่จะทำการซื้อขายได้เลยทันที ฟีเจอร์นี้มีขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้ง่ายมากขึ้น ขจัดอุปสรรคอย่างการไม่มีหน้าเว็บไซต์ที่เป็นปัญหาของคนทำธุรกิจหลายคน ดังนั้น ผู้ช่วยนี้จะเป็นเหมือนเว็บไซต์ง่ายๆที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้างหน้าเพจวางสินค้าขึ้นมาได้

  • Messenger Payment

เพื่อให้การทำธุรกรรมบนโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ค้าขายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ทาง Facebook ก็ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์ Messenger Payment ไปแล้ว ซึ่งจะเข้ามาช่วยให้การส่งบิลของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และการโอนชำระเงินของลูกค้าเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น โดยลูกค้าสามารถกดเลือกชำระผ่านทางธนาคารที่เป็นพันธมิตรได้เลย เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย โดยฟีเจอร์จะทำการส่งใบชำระให้ทาง Messenger ที่สำคัญลืมเรื่องของการโอนเงินผิดไปได้เลย เมื่อฟีเจอร์ตัวนี้จะทำการบอกราคาของสินค้านั้นจนถึงหน่วยสตางค์ตามที่ทางร้านได้กำหนดไว้ เพื่อให้การชำระเงินนั้นถูกต้องที่สุด

  • Marketplace

อีกขั้นของการทำธุรกิจ เมื่อ Facebook ปล่อยฟีเจอร์ Marketplace ออกมาเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมสินค้า ซึ่งผู้ใช้สามารถประกาศขายสินค้าและหาซื้อสินค้าผ่านทาง Facebook ได้เลย เป็นการดึงสินค้าที่ผู้ใช้ต่างๆ ได้วางไว้ใน Facebook Shop มารวบรวมไว้ที่เดียวใน Marketplace ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่เปิดตัวให้ 2 หมวดหมู่ ได้แก่ รถยนต์และที่ดินได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการประกาศขายสินค้า

  1. อย่าแคร์ Like, Comment และ Share เพราะไม่ใช่คำตอบ

Like, Comment และ Share ไม่ใช่เครื่องชี้วัดที่ถูกต้องในการทำธุรกิจและไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคนที่ทำการกด Like, Comment หรือ Share จะเป็นลูกค้าของเรา เพราะลองคิดดูว่าการที่เราซื้อสินค้าอย่างหนึ่งนั้น ไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องกด Like, Comment หรือ Share ให้กับสินค้านั้น นอกจากนี้ คนที่เล่น Facebook นั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทที่ Like, Comment และ Share ทุกอย่าง และประเภทที่ 2 คือไม่ Like, Comment หรือ Share อะไรเลย ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเป็นประเภทหลังมากกว่า อีกทั้งยังให้ความสำคัญไปที่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ในการทำคอนเทนต์

ดังนั้น ถ้าไม่ใช้ Like, Comment หรือ Share เป็นตัวชี้วัด กัญญาณัฐ บอกว่า ทาง Facebook มีแคมเปญต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ เช่น การสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness Campaign) ผ่านการใช้แคมเปญอย่าง Click to Messenger คือโฆษณาที่แสดงให้ผู้ใช้เห็นโดยจะมีปุ่มด้านล่างว่า เรียนรู้เพิ่มเติม (Learn More) หรือ ส่งข้อความ (Send Message) และเมื่อคนสนใจหยุดดูจะสามารถกดเข้ามาพูดคุยต่อได้เลยใน Messenger หรือแคมเปญ Sponsored Messages ซึ่งเป็นการที่แบรนด์สามารถส่งโฆษณา ข้อความหรือโปรโมชั่นพิเศษถึงกลุ่มคนที่เคยทักเข้ามาพูดคุยหรือทำการ Inbox กับเพจมาแล้ว

 

 

  1. หัดใช้ Stories แชร์เรื่องราว

เพราะทุกช่วงเวลามันน่าแชร์ Facebook จึงทำ Facebook Stories ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางให้คนได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าต้องเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดถึงจะโพสต์ได้ ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นจะอยู่บนหน้าเพจแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนจะหายไปโดยอัตโนมัติ เครื่องมือนี้นับเป็นการตอบสนองพฤติกรรมด้านความสนใจของผู้ใช้ที่ย้ายออกจากหน้าฟีด (Feed) ไปอยู่ใน Stories แทน ที่สำคัญการลงโฆษณาใน Stories นั้นจะเป็นแบบเต็มจอโทรศัพท์มือถือ ทำให้การแสดงผลของภาพหรือคอนเทนต์ต่างๆนั้นมีมิติทางการนำเสนอมากขึ้น

 

  1. มองช่องทางอย่าง Facebook Watch ในการโฆษณา

เครื่องมืออย่าง Facebook Watch นั้นจะช่วยให้คนทำคอนเทนต์สามารถขายโฆษณาในช่วงพักเบรคของวิดีโอได้ ซึ่งประเทศไทยเองก็ติดอันดับท็อป 3 ของโลกที่มีคนเล่นและดู Facebook Watch โดยทางแบรนด์สามารถเข้าไปทำโฆษณาในช่วงหยุดพักนี้ได้ ซึ่งทาง Facebook เองจะคิดเงินค่าบริการก็ต่อเมื่อมีคนเห็นโฆษณานั้นเท่านั้น และสิ่งที่ทำให้ผู้ช่วยนี้พิเศษก็คือ โฆษณาที่เล่นขึ้นมาในแต่ละวิดีโอนั้น แม้จะเล่นพร้อมกันแต่จะแตกต่างไปตามความสนใจของผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งพอเล่นจบก็จะกลับไปที่คอนเทนต์เดียวกันเช่นเดิม

 

 

  1. คอนเทนต์ที่ดีต้อง Creative

ทุกวันนี้คนใช้เวลาเพียง 1.7 วินาทีในการตัดสินใจว่าจะดูคอนเทนต์นั้นต่อหรือไม่ และสมาธิของคนไทยที่ดูวิดีโอบน Facebook นั้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6 วินาที ดังนั้น ผู้ค้าขายบนแพลตฟอร์มนี้ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เล่าเรื่องให้สั้น กระชับและได้ใจความ ถึงจะสามารถดึงดูดความสนใจของคนได้

ข้อมูล  THAILANDPOSTPRIVILEGE.COM

Related Articles

Back to top button