เปิดที่มา ประท้วงที่ฮ่องกง สะเทือนถึง “ซีพี”
ภาพชาวฮ่องกงเรือนแสนคนรวมตัวประท้วงจนลุกลามบานปลายมาหลายเดือนและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติคงปรากฏสู่สายตาทุกท่านมาแล้ว สาเหตุของการประท้วงหลักๆ คือ ต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในฮ่องกง นับตั้งแต่ปี 2557 ที่มีการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งเป้าหมายของการประท้วงในครั้งนี้ เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งหากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะส่งผลให้ฮ่องกงสามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศที่ไม่ได้ทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันได้ ซึ่งรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ โดยจะใช้วิธีพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
ร่างกฎหมายนี้สร้างความกังวลว่าอาจกลายเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลจีน ใช้เล่นงานกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีน ขณะที่คณะผู้บริหารเกาะฮ่องกงมองว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยปิดช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้ฮ่องกงเป็นแหล่งกบดานของผู้ร้ายข้ามแดน

ทั้งนี้ ที่มาของร่างกฎหมายดังกล่าวเกิดจากคดีฆาตกรรม ที่สามีชาวฮ่องกงสังหารภรรยาชาวฮ่องกงที่ไต้หวัน ซึ่งตำรวจฮ่องกงจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว แต่ทางการฮ่องกงไม่สามารถตั้งข้อหาฆาตกรรมได้ เนื่องจากเหตุเกิดในไต้หวัน และทางการฮ่องกงไม่สามารถส่งตัวผู้ก่อเหตุให้ไต้หวันได้ เนื่องจากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันจนล่าสุด ความไม่พอใจนั้นสูงขึ้น นำมาสู่การนัดประท้วงครั้งใหญ่อย่างที่เห็นในข่าว
แล้วการประท้วงที่ฮ่องกงเกี่ยวอะไรกับซีพี ที่ล่าสุด เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในฐานะตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ได้ซื้อโฆษณาหน้า 1 ของบรรดาหนังสือพิมพ์ชั้นนำในฮ่องกง ได้แก่ โอเรียนทัล เดลี นิวส์, ชิงเต่า เดลี และหมิงเป้า เพื่อเรียกร้องให้เกิดสันติภาพและคืนความสงบในฮ่องกงอีกครั้ง ส่วนชื่อที่ใช้ในการซื้อสื่อโฆษณานั้นก็น่าสนใจ เพราะเป็นการใช้ชื่อจีนของเจ้าสัวธนินท์เองในชื่อ Chia Kok Min (เจีย ก๊ก มิน)

สื่อจีนอย่าง South China Morning Post มีการรายงานด้วยว่า เจ้าสัวธนินท์ มหาเศรษฐีชาวไทยที่ปัจจุบันอายุ 80 ปีรายนี้ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับชาวฮ่องกงแต่อย่างใด เนื่องจากเขามีการลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกงเป็นจำนวนมาก
แม้นายธนินท์เป็นนักธุรกิจชาวไทย แต่ก็มีความสำคัญต่อฮ่องกงเช่นกัน เพราะ ซีพี โภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการถือหุ้น ในเครือซีพีกรุ๊ป จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงมาตั้งแต่ปี 2531 ไม่ใช่แค่นั้น เครือซีพียังถือหุ้นบริษัทหลายแห่งในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง อย่างเช่น ผิงอัน อันชัวรันซ์ กรุ๊ป บริษัทประกันภัยอันดับ 1 ของจีน ที่เครือซีพีเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ที่ 23.3% อีกทั้งยังมีเจ๋ยไต๋ ไบร์ท บริษัทลูกที่เกิดจากการร่วมทุนกับอิโตชู คอร์ปอเรชั่น ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นที่เข้าไปลงทุนใน ซิติค อีกหนึ่งธุรกิจรายใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนอยู่ใสตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงอีกด้วย
นอกจากนี้ บริษัท ซีพีโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPP ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านการลงทุนที่จดทะเบียนตั้งบริษัทใยเบอร์มิวดา และเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงตั้งแต่ปี 2531 ที่ผ่านมาครอบคลุมธุรกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ การเพาะพันธ์การเลี้ยงและขายสัตว์ โดยที่ CPP เข้าไปดำเนินธุรกิจในจีนตั้งแต่ปี 2522
บริษัทการวิจัย Capital Economics ได้ทำรายงานว่า การประท้วงจะผลักฮ่องกงสู่ภาวะถดถอยและเสี่ยงต่อกระแสเงินทุนไหลออก ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดที่มูลค่าสูงสุดในโลกจะเสียหายอย่างหนัก.

ฮ่องกง เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเขตปกครองตนเองริมฝั่งทางใต้ของประเทศจีน ในทางภูมิศาสตร์มีสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงและทะเลจีนใต้โอบรอบ ฮ่องกงเป็นที่รู้จักในสกายไลน์ (skyline) ขยายและท่าเรือธรรมชาติลึก มีเนื้อที่ 1,104 กม.2 และประชากรกว่าเจ็ดล้านคน เป็นเขตที่มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดเขตหนึ่งในโลก ประชากรฮ่องกง 93.6% มีเชื้อชาติจีน และ 6.4% มาจากกลุ่มอื่น ประชากรส่วนใหญ่ที่พูดภาษากวางตุ้งของฮ่องกงกำเนิดจากมณฑลกวางตุ้งที่อยู่ติด ซึ่งประชากรจำนวนมากหนีสงครามและการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ในจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1930
รายงาน Euromonitor International ระบุว่า กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ในการสำรวจ “100 เมืองจุดหมายปลายทางยอดนิยม 2018” ขณะที่ ฮ่องกง เป็นปีที่แปดติดต่อกันที่ครองอันดับหนึ่งเมืองที่มีผู้เดินทางมาเที่ยวมากที่สุดในโลก กลบรัศมี กรุงลอนดอน ปารีส และนิวยอร์ก
การสำรวจครั้งใหม่ได้ให้ความสำคัญกับ 100 อันดับเมืองที่มีนักเดินทางขาเข้าสูงที่สุดในโลก โดยอาศัยข้อมูลจากประเทศต่าง ๆ ในปีพ.ศ. 2560 และหมายถึงบุคคลที่เดินทางไปประเทศอื่นอย่างน้อย 24 ชั่วโมงในระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงเจ้าสัวธนินท์เท่านั้นที่ออกมาเรียกร้องความสงบให้คืนสู่เกาะฮ่องกงผ่านการซื้อโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ ก่อนหน้านี้ มีมหาเศรษฐี ลีกาชิง (Li-Ka shing) ก็เคยทำแบบนี้เช่นกันด้วยการลงทุนซื้อโฆษณาบนหนังสือพิมพ์หลายฉบับพร้อมถ่ายทอดข้อความขอให้สถานการณ์กลับคืนความสงบด้วยดี
นอกจากนี้ ธุรกิจภาคบริการอย่างธนาคารก็มีความเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวด้วยเช่นกันอย่างธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง HSBC, Standard Chartered และ Bank of China (Hong Kong) ก็มีการซื้อพื้นที่โฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อขอให้เกาะฮ่องกงกลับสู่ความสงบอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
ต้องมาลุ้นกันว่า พลังแห่งการโฆษณาในการเรียกร้องจากเหล่าผู้ท่เกี่ยวข้องดังกล่าวจะได้รับการตอบรับอย่างไร บอกได้คำเดียวว่ายาก เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจฮ่องกงไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนในอดีตเสียแล้ว ซ้ำร้ายผลพวงมหากาพย์จากสงครามการค้าระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่มหาอำนาจของโลกระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกากลับมาปะทุระลอกใหม่ จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ฮ่องกง ดินแดนขวัญใจนักช้อปชาวไทยกลับมาสงบอีกครั้ง…..



