“ด้วยใจจงรักและภักดี”
ในช่วงระยะเวลา 337 วันที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนได้เข้ากราบพระบรมศพพระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หนึ่งในจำนวนพสกนิกรที่มีความเพียรพยายามในการเข้ากราบตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย รวมจำนวน 90 ครั้งคือเธอคนนี้ “จะเรียม สำรวจ” นักข่าวสาวผู้ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเพียรพยายาม
ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้ากราบจำนวน 90 ครั้ง เธอได้เห็นพฤติกรรมต่างๆของผู้คนมากมาย ทั้งคนที่มีน้ำใจ คนที่เห็นแก่ตัว คนที่พูดจาดี และคนที่พูดจาไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนที่มาเข้ากราบพระบรมศพ หรือ เจ้าหน้าที่ ทุกเหตการณ์ที่ได้พบได้เห็นล้วนเป็นประสบการณ์ในชีวิตให้นำมาปรับใช้
แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เธอได้เข้าไปอยู่เบื้องหน้าในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้ว่าทุกครั้งที่ได้ไปจะเป็นเพียงเศษเสี้ยววินาที แต่ถ้านำจำนวนเศษเสี้ยววินาทีที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน จำนวน 90 ครั้งที่ได้ทำก็นับรวมเป็นชั่วโมงแล้วที่ได้ใกล้ชิดพระองค์

จนกระทั่งใกล้ถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใจที่มุ่งมั่นของผู้หญิงคนนี้ก็บอกตัวเอง ต้องเข้าไปร่วมพิธีครั้งนี้ให้ได้ เธอเดินทางเข้าไปต่อคิวตั้งแต่คืนวันที่ 24 ต.ค.2560 กับเพื่อนอีก 3 คน เริ่มต้น โดยตัดสินใจเลือกรอต่อคิวเข้าจุดตัดกรองพระแม่ธรณีบีบมวยผม ตั้งต้นตั้งแต่บริเวณถนนราชดำเนินกลางใกล้กับเมธาวลัย เวลา 20.00 น.ของวันที่ 24 ต.ค.ซึ่ง ณ ขณะนั้นถือว่าคนยังไม่เยอะมาก พวกเธอจึงเต็มไปด้วยความหวังว่าต้องได้เข้าแน่นอน
เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงแถวเริ่มเพิ่มขึ้นจากต่อกันเป็นกลุ่มแถวละประมาณ 3-4 คน เพิ่มมาเป็น 6 ก็ยังไม่เอะใจ ต่อคิวรอไปเรื่อยๆ ช่วงระหว่างรอก็มีฝนถล่มลงมา ทำเอาคนที่มาต่อคิวแตกฮือบางส่วนยืนอยู่กับที่ บางส่วนทิ้งแถวไปเข้าร่ม เพื่อหลบฝน หลังฝนตกไปประมาณ 1 ชั่วโมงก็เริ่มซาทุกคนเริ่มกลับมาเข้าแถวเหมือนเดิม พร้อมพักผ่อนนอนหลับ เพื่อรอเดินเข้าจุดคัดกรองที่เปิดในเวลา 05.00 น.ของวันที่ 25 ต.ค. เวลาผ่านไปถึง 04.00 น.เริ่มมีสัญญาณให้ขยับแถว พวกเธอได้เริ่มเดินขยับมาอยู่บริเวณใกล้แยกคอกวัว
เมื่อเวลาผ่านไปถึงเกือบ 08.00 น.พวกเธอยังอยู่ที่เดิม แถวขยับทีละ 2 ก้าว 3 ก้าว ผ่านไป 10.00 น.ยังอยู่ที่เดิม ประมาณเที่ยงวันได้ขยับเลยแยก หลังจากนั้นก็ขยับทีละ 2-3 ก้าวเหมือนเดิม พวกเธอเริ่มอยู่ไม่นิ่งพยายามเช็คข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น ไลน์ถามเพื่อน โทรถามเพื่อนว่าควรจะเปลี่ยนจุดรอมั้ย บางคนบอกให้อยู่ที่เดิม และให้อดทน เพราะจุดนี้เป็นจุดที่ดีที่สุดในการชมริ้วขบวนบริเวณแถวศาลฎีกา ซึ่งจุดคัดกรองจะเปิดให้เข้าอีกทีช่วง 20.00 น.พวกเธอก็ใจชื้นอยู่รอต่อ เวลาผ่านไปเกือบ 18.00 น.เธอเริ่มเช็คความเคลื่อนไหวของจุดต่างๆ อีกครั้ง เนื่องจากมีกระแสข่าวออกมาบอกว่าข้างในเต็มหมดแล้ว

ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเชื่อ App Zone ซึ่งบอกว่าจุดคัดกรองที่ท่าเตียนแถวสั้นยังรับคนได้อีก จึงตัดสินใจเปลี่ยนจุดไปท่าเตียนในเวลาประมาณ 19.00 น. เพราะจุดเดิมความหวังริบหรี่มาก เดินถามทางลัดเลาะไปตามซอยต่างๆพักใหญ่เวลาใกล้ 20.00 น. ซึ่งหลายคนบอกว่าจะมีการเปิดจุดคัดกรองอีกครั้ง พวกเธอก็มาถึงจุดคัดกรองท่าเตียนนั่งๆ นอนๆ กันพักใหญ่ สถานการณ์เริ่มเหมือนเดิมคือ นิ่งไม่ขยับ มีขยับเดินมาได้ประมาณ 5 เมตรตอนเกือบเที่ยงคืน เพื่อนเริ่มเช็คเพื่อเปลี่ยนจุดคัดกรองอีกครั้ง และในที่สุดเพื่อนอีก 2 คนก็เปลี่ยนใจไปรอที่จุดคัดกรองแถวมหาดไทย ขณะที่เธอกับเพื่อนอีกคนขออยู่จุดเดิม
รอไปจนถึงตีเวลา 04.00 น.ของวันที่ 26 ต.ค.แถวเริ่มขยับอีกครั้งเธอกับเพื่อนอีกคนเริ่มมีความหวัง เดินมาได้ 20 เมตร ก็ต้องผิดหวัง เพราะเจ้าหน้าที่ประกาศว่าข้างในเต็มแล้วไม่เปิดให้เข้าแล้ว หลายคนเริ่มทยอยเดินออกมาจากแถว หลายคนยังรออยู่ เธอกับเพื่อนเลือกเดินออก เพราะคงไม่ได้เข้าแล้วจริงๆ เลยเปลี่ยนแผนไปดูซุ้มดอกไม้ปากคลองตลาด และไปวางดอกไม้จันทร์ที่สะพานพุทธแทน
ที่สะพานพุธ เธอและเพื่อนเริ่มต่อคิววางดอกไม้จันทร์ตอนเวลา 05.00 น.ได้เข้าจุดคัดกรองประมาณ 06.00 น.กินข้าวกินน้ำรอในโรงเรียนสวนกุหลาบ เวลา 09.00 น.เจ้าหน้าที่เริ่มเรียกคิวแรกจำนวน 180 คนไปวางดอกไม้จันทน์ พวกเธอได้วางตอน 10.00 น.หลังจากวางดอกไม้จันทน์เสร็จ จึงตัดสินใจเดินย้อนกลับไปจุดคัดกรองท่าเตียน และมหาดไทย และมีโอกาสได้เห็นริ้วขบวนในระยะไกลแค่นั้นก็มีความสุขและไม่เคยเสียใจที่ได้มาแม้จะไม่มีโอกาสเข้าไปในบริเวณงานราชพิธีก็ตาม

หลังจากผิดหวังกับการรอมา 2 วัน 2 คืน เช้าวันที่ 27 ต.ค.เธอตัดสินใจกลับไปสนามหลวงอีกครั้ง โดยเริ่มการเดินทางอีกครั้งในเวลา 05.00 น.ของวันที่ 27 ต.ค.เพื่อเข้าชมริ้วขบวนเชิญพระบรมอัฐิ เวลาประมาณ 06.00 น.เธอได้เดินผ่านจุดคัดกรองตรงบริเวณวงเวียน รด. ความรู้สึก
ณ ตอนนั้นคือ ดีใจจนน้ำตาซึมว่าความพยายามสำเร็จแล้ว เดินมาเรื่อยๆจนถึงศาลหลักเมือง เธอเลือกทำเลตรงนี้ในการรอรับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ และชมริ้วขบวนการเชิญบรมอัฐิ เวลาประมาณ 11.00 น.ความฝันเป็นจริง เธอได้ชมริ้วขบวนเชิญพระบรมอัฐิและได้เห็นพระบรมศานุวงศ์ทุกพระองค์แบบใกล้ชิด รู้สึกเป็นบุญเหลือเกินจนน้ำตาไหลไม่หยุด

ไม่หยุดเพียงเท่าน้ัน เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา เธอได้มีโอกาสไปร่วมรับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ และชมขบวนเชิญผอบพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การเดินทางของเธอเริ่มต้นที่เวลาประมาณ 07.30 น.นัดเพื่อนไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารไว้ไม่เกิน 08.00 น. ซึ่งถือว่าสายมากแล้วแต่โชคดีที่รถไม่ติด แต่แท็กซี่ที่นั่งไปพาไปหลงนิดหน่อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เธอไปถึงวัดบวรฯ เวลาประมาณ 08.30 น. ซึี่ืงเวลานั้นคนเต็มพื้นที่แล้ว เหลือเพียงบริเวณเส้นทางที่จะมาทางวัดบวรฯ เธอกับเพื่อนตัดสินใจเปลี่ยนจุดรับเสด็จและชมพิธีฯ จากวัดบวรฯ มาเป็นบริเวณสนามหลวงแทน
หลังจากนัดเจอเพื่อนๆเรียบร้อยประมาณ 09.00 น.พวกเธอพากันเดินผ่านแยกคอกวัวมายังจุดคัดกรองบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม ข้ามถนนมายังฝั่งพระเมรุมาศ เพื่อนั่งรอเฝ้ารับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ เวลาประมาณ 10.30 น.ขบวนเสด็จก็เริ่มทยอยมา ขบวนเสด็จของในหลวงรัชกาลที่ 10 ค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้า พระองค์หันพระพักตร์มาทางพวกเธอด้วย พอขบวนเสด็จผ่านไปพักหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็เริ่มให้ขยับขยายเปลี่ยนที่นั่งเดินไปยังจุดต่างๆได้ พวกเธอตัดสินใจเดินเข้ามาใกล้รั้วพระราชวังอีกนิด

เริ่มจากเดินไปสำรวจทำเลหน้าศาลหลักเมือง ซึ่งเหลือพื้นที่นั่งน้อยมาก เลยตัดสินใจข้ามมาทางฝั่งรั้วพระบรมมหาราชวังฝั่งวัดพระแก้ว เธอได้ทำเลดีพอสมควรอยู่หัวมุมแถวที่ 2 จากด้านหน้า จองพื้นที่เรียบร้อยก็หลบแดดมาหลังรั้วเหล็กติดกำแพงพระราชวัง จนประมาณบ่าย 2 กว่าๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ตะโกนเรียกพวกหลบแดดให้มานั่งประจำที่ที่จองไว้ เนื่องจากจะมีขบวนเสด็จกลับ ผ่านไปไม่กี่อึดใจก็มีขบวนเสด็จกลับพวกเธอได้เห็นทั้งพระเทพฯ และในหลวงรัชกาลที่ 10 พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์อีกครั้ง
นั่งรอกันต่อไปจนถึงเวลาประมาณ 17.00 น.ขบวนเสด็จเริ่มทยอยเสด็จกลับมายังพระบรมหาราชวังอีกครั้ง เริ่มต้นด้วยขบวนของพระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ ตามด้วยสมเด็จพระเทพฯ พระบรมวงศานุวงศ์และในหลวงรัชกาลที่ 10 เวลาประมาณ 17.30 น.เธอได้เห็นขบวนเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่ 9 เริ่มจากขบวนม้านำของพระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ และขบวนเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารโดยมีสมเด็จพระเทพฯ และในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นผู้อุ้มพระผอบพระสรีรางคาร บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นและคราบน้ำตาของผู้คนที่รอเฝ้ารับเสด็จ

ขบวนผ่านไปพักใหญ่ พวกเธอยังรออยู่ที่จุดเดิมพร้อมดูถ่ายทอดสดในมือถือว่าพิธีภายในวัดราชบพิตรเริ่มไปถึงไหนแล้ว เพื่อรอรับเสด็จอีกครั้งช่วงขากลับ ซึ่งขบวนจะเดินทางต่อไปยังวัดบวรฯ เวลา 18.00 น.กว่าๆ ขบวนก็ย้อนกลับมาพวกเธอได้รับเสด็จอีกครั้ง
ถือเป็นความภูมิใจสูงสุดในชีวิตของหญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความรักที่มีต่อในหลางรัชกาลที่ 9 และราชวงศ์ เมื่อในที่สุดมีโอกาสได้ใกล้ชิดพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์และได้ชมพระราชพิธีสุดท้ายของงานพระบรมศพฯ เธอให้คำมั่นกับตัวเองว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป