เจ้าสัว”ไทยเบฟ”ยกทัพผู้บริหารเปิดวิชั่น 2025 ไล่ต่อจิ๊กซอว์ขึ้นแท่นผู้นำเครื่องดื่มอาเซียน
เป็นประจำทุกปีๆละครั้ง ที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินงาน และทิศทางธุรกิจที่เติบโต มั่นคง ยั่งยืน พร้อมโชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งด้านการลงทุน และขยายเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงทุกมิติ ตอกย้ำผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน และการก้าวสู่ผู้นำระดับโลก ที่นำโดยแม่ทัพใหญ่ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารสูงสุด ทุกกลุ่มธุรกิจ
ฐาปน นำร่องว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่เข้าสู่ปีสุดท้ายของวิสัยทัศน์ 2020 ที่เราได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเป็นแผนธุรกิจ ระยะ 3 ปี 2 แผนติดต่อกัน ซึ่งได้บรรลุเป้าของแผนที่หนึ่งไปแล้วตั้งแต่ปี 2017 ขณะนี้กำลังขับเคลื่อนและผลักดันเข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งความฝันไว้ที่จะเข้าสู่การเข้าไปยืนอยู่ได้อย่างสง่างามในฐานะ Stable and Sustainable Asean Leader เป็นบริษัทไทยที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืนอยู่ในภูมิภาคอาเซียน โดยผลประกอบการ 9 เดือน ของปี 2019 ถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ ยอดขายรวมอยู่ที่ 205,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.2% EBITDA เพิ่มขึ้น 21.0% เป็น 36,265 ล้านบาท และ Net profit อยู่ที่ 21,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1%

จากวิสัยทัศน์ 2020 กำหนดเรื่องสำคัญไว้ 5 เรื่อง โดยในช่วง 3 ปีแรก เน้นเรื่องของ Growth การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และ Diversity ความหลากหลายของสินค้าและตลาด ซึ่งได้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทย ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดสำคัญ เช่น เวียดนาม และเมียนมาร์ และช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้เน้นในเรื่อง Brand และ Reach ซึ่งก็คือ ฝ่ายการตลาด (Marketing) และการขาย (Sale) ให้ทำงานควบคู่กันไปอย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้าใจผู้บริโภค และการเข้าถึงลูกค้า ทำให้สามารถผลักดันผลประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง
อีกเรื่องสำคัญคือ Professionalism ความเป็นมืออาชีพด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร เป็นเรื่องที่ไทยเบฟให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก พนักงานกว่า 60,000 คน เราพยายามที่จะให้โอกาส และให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการค้นหาให้มีคนที่มีศักยภาพให้เติบโตควบคู่ไปกับธุรกิจไร้ขีดจำกัด และยังได้ผลักดันให้มีระบบการสร้างคน ทำ IDP Individual Development Program เป็นรายบุคคล และจัดให้มี Talent Management and Succession Plan programs เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนของเราได้โอกาสในการพัฒนาหน้าที่การงาน ยิ่งธุรกิจเติบโตไปเท่าไหร่โอกาสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยความเชื่อของเรา และหน้าที่ CEO ก็คือการสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ให้กับพนักงาน ผู้บริหาร จนถึงคู่ค้าและพันธมิตรทุกภาคส่วน
สรุปภาพรวมในวิสัยทัศน์ 2020 ถือว่าสามารถขับเคลื่อนและประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งทำให้เรามีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ส่งต่อให้สามารถพัฒนาแผนธุรกิจให้เป็น Business plan ที่มองไปไกลถึง 2025 ซึ่งจะเป็นแผน 3 ปี อีก 2 แผนของเรา เริ่มนับที่ 2020 – 2022 เป็นแผน 3 ปีแรก และ 2022-2025 เป็นแผน 3 ปี ที่สอง จะเห็นความเชื่อมโยงก้าวข้ามระหว่างปี 2020 ไปยัง 2025 ซึ่งในปี 2020 นี้จะทำพร้อมกันคือการปิด Budget Plan ของแผน 2020 พร้อมกับสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้ก้าวไปสู่ผลสำเร็จที่วางไว้ในปี 2025

แต่การที่จะไปถึง 2025 ได้นั้น มีเรื่องสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิตอลซึ่งวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีสิ่งใหม่ๆ ที่ให้โอกาสทางธุรกิจ และสามารถพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานในเรื่องที่จะเข้าสู่โลกของ Digital Age จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะว่าคนของเราต้องมีความพร้อม จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องวางแผนด้านไอทีของเราไปถึง ปี 2030 และกำหนดแผนพัฒนาคนไปถึงปี 2050 เพราะคนที่จะเป็นผู้บริหารในปี 2050 นับไปจากปีนี้ 30 ปี ก็คือคนที่เข้ามาทำงานในไทยเบฟ อายุ 20 ปี ที่ในปี 2050 เขาก็จะอายุ 50 ปี จึงจำเป็นต้องเฟ้นหาคนที่เหมาะสมกับสิ่งที่จะทำ
นอกจากนั้นก็ยังมีคน 60,000 คน ที่จะต้องเตรียมรองรับกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาในระบบงาน จะมีคนบางส่วนที่ต้องส่งเสริมเรื่องทักษะ และศักยภาพ Upskill บางส่วนต้อง Reskill เพราะงานที่เขาทำอยู่ เช่นขับรถ Forklift ในโกดัง วันข้างหน้ารถ Forklift อาจกลายเป็น Self-driving ทำให้พนักงาน ซึ่งอยู่มานานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ จึงต้องพัฒนาทักษะด้านอื่นให้เขายังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมองให้ไกลไปถึงปี 2030, 2040 และ 2050 คือการเตรียมคนให้พร้อม การมองทั้งโอกาสในด้านการตลาด และการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้สอดคล้องกับโลกที่จะเปลี่ยนไป ซึ่งการมองแบบนี้เรามองไปในตลาดที่อยู่ในปัจจุบันไม่น่าจะเพียงพอ เมื่อมีโอกาส และประสิทธิภาพจึงไม่ได้มองเพียงเรื่องของอาเซียน ซึ่งจะมีประชากรสูง 700 ล้านคน ภายในปี 2025 รวมถึงนักท่องเที่ยวอีกกว่า 120 ล้านคน เหมือนใน Vision 2020 แต่ในปี 2025 แต่มองไปถึงอาเซียน+6 ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก มีประเทศที่มีอัตราการโตของเศรษฐกิจสูง เช่น เมียนมาร์ 7.4 % กัมพูชา 7.2 % ลาว 7.1 % และเวียดนาม 6.2% กลุ่มประเทศที่เป็นที่จับตามองในปัจจุบันคือ MTV (เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม) นอกจากนี้ เรามองไปข้างหน้าเห็นโอกาสที่น่าตื่นเต้น ผมเห็นว่าเรายังมีโอกาสจากการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของโลกผ่านโครงการสำคัญ เช่น Belt Road Initiative ของประเทศจีน

ประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางการจำหน่าย เผยว่า “กลุ่มธุรกิจสุรา ในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณท์อย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจในประเทศไทย เราได้เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์สุราขาวรวงข้าวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนมาใช้ขวดใหม่ที่มีการพิมพ์นูนคำว่า “รวงข้าว” ลงไปบนขวด เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเพิ่มขึ้น ในส่วนของสุราสีหงส์ทอง เราจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ขนาดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สุราหงส์ทองขนาด 1 ลิตรในเดือนนี้ นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มตราสินค้า Kulov ในช่วงต้นปีงบประมาณที่ผ่านมา ได้แก่ KULOV Red Blast RTD และ KULOV Vodka ขนาด 700 ml และในปีงบประมาณหน้าจะเปิดตัวสินค้าใหม่สู่ตลาด ได้แก่ KULOV Lemon Pop RTD และ KULOV Vodka ขนาด 1 ลิตร ในส่วนตลาดเมียนมาร์ เรามีความภาคภูมิใจที่ Grand Royal มียอดขายทะลุ 10 ล้านลัง ในปีล่าสุด อันเป็นความสำเร็จจากการที่บริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันสำหรับตลาดสุราพรีเมี่ยมจากสกอตแลนด์ บริษัท Inver House ได้ทำการปรับโฉมสุราซิงเกิ้ลมอลต์ Balblair ให้มีความทันสมัยและพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นด้วย

โฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศ ไทย และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง เผยว่า “ก้าวที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงของไทยเบฟฯ สู่ปี 2020 สู่การเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยและอาเซียนดูจะไม่ไกล เมื่อตัวเลขภาพรวมตลาดเบียร์ในประเทศไทยปี 2019 เติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทำกิจกรรมการตลาดบนแพลตฟอร์มที่หลากหลายตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
อีกทั้งผลสำรวจล่าสุดจาก IPSOS ยังพบว่า เบียร์ช้าง เป็นแบรนด์เบียร์อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ผู้บริโภคจะเลือกดื่ม (FIRST BEER BRAND CONSIDERATION AMONGST CONSUMERS IN THAILAND) ล่าสุด “เครื่องดื่มตราช้าง” ยังได้สร้างกระแส ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เขย่าวงการลูกหนังไทย ทุ่มงบกว่า 1,100 ล้านบาท สนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยยาวนาน 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2559 จนถึง ปี 2568) ปลุกกระแสช้างศึก #เล่นไม่เลิก ชวนคนไทยส่งใจเชียร์ทีมชาติไทยเข้าไปลุ้นบอลโลก พร้อมเตรียมเซอร์ไพรส์กับกิจกรรมเฉลิมฉลองช้างครบรอบ 25 ปี เปิดตัวเบียร์ “ช้าง 25 ปี โคลด์ บริว ลาเกอร์ (Chang 25th Anniversary Cold Brew Lager)” กับนวัตกรรมการกรองเบียร์โดยใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศา (Sub-Zero Filtration) ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษที่ดึงรสชาติและกลิ่นของมอลต์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ที่จะมาสร้างความคึกคักให้ตลาดเบียร์ไทย และจะยังคงเดินหน้าลุยธุรกิจเบียร์และสานต่อกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย เผยว่า กลุ่มธุรกิจอาหารยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับไทยเบฟ เพื่อมุ่งสู้เป้าหมาย “วิสัยทัศน์ 2020” โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา (YTD 9 เดือน : ต.ค 61 – มิ.ย. 62) ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยอดขายและกำไร โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต ได้แก่
(1) การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ซึ่งในปีนี้กลุ่มธุรกิจอาหารเปิดสาขาใหม่ไปทั้งสิ้น 59 สาขา (ต.ค 61 – ก.ย.62)
(2) การทำการตลาดและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมอาหาร ที่สร้างความแปลกใหม่ ตื่นเต้นให้กับผู้บริโภค
(3) การให้ความคุ้มค่ากับผู้บริโภค โดยคำนึงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการที่เรามอบให้ผู้บริโภคเป็นลำดับแรกๆ
(4) การให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล พร้อมรองรับการขยายตัวของตลาดเดลิเวอรี่กลุ่มธุรกิจอาหารที่ตอบสนองความต้องการด้านความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคในยุคนี้
(5) การมุ่งเน้นพัฒนาด้านต่าง ๆ ภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ของงานให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งหมดคือเส้นทางที่ไทยเบฟ อาณาจักรเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยที่ปูทางเดินพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนแบบครบวงจร



