เตือนซื้อขายกิจการ “เทสโก้ โลตัส” ในไทย ต้องขออนุญาต
หลังจากที่ “เทสโก้โลตัส” แจงผ่านแถลงการณ์กลุ่มเทสโก้ ค้าปลีกอันดับ 1ในอังกฤษ แบ่งรับแบ่งสู้เกี่ยวกับการขายกิจการในประเทศไทยและมาเลเซีย โดยเทสโก้ มีสาขาในไทยทั้งหมด 1,967 แห่ง และมีสาขาในมาเลเซีย 74 แห่ง
ก่อนหน้านี้ เทสโก้ขายกิจการในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ตุรกี สหรัฐ และจีน และหากบริษัทขายกิจการในไทยและมาเลเซีย เทสโก้จะเหลือแต่กิจการค้าปลีกในยุโรปเท่านั้น

ธุรกิจของเทสโก้ในภูมิภาคเอเชีย มีอัตราการเติบโตรวดเร็วกว่าธุรกิจหลักในยุโรป ทั้งยังทำกำไรได้มากกว่า โดยมีผลกำไรเฉลี่ย 6% ขณะที่ธุรกิจของเทสโก้ในอังกฤษ ไอร์แลนด์ และยุโรปตอนกลาง ซึ่งรวมถึงประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย และฮังการี มีกำไรเฉลี่ยไม่ถึง 3%
มีการประเมินมูลค่าของการซื้อขายหากเกิดขึ้นจริงน่าจะสูงกว่า 5,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท
หลายปีก่อนหน้านี้ คาร์ฟูร์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ประกาศขายกิจการในไทย ถือเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจ ไม่เฉพาะแต่ธุรกิจค้าปลีกอย่างเดียว จนทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าห้างค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างเทสโก้ในไทย อาจจะมีชะตากรรมเดียวกัน แต่ในเวลานั้นเทสโก้ยืนยันว่าไม่มีการขายธุรกิจในไทยเนื่องจากยอดขายยังอยู๋ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัส เผชิญกระแสข่าว “ขายกิจการ” อย่างต่อเนื่องแต่ทางผู้บริหาร เทสโก้ โลตัส ในไทย ยังคงยืนยันถึงความพร้อมในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
กระแสข่าวการขายกิจการของเทสโก้ โลตัส ในครั้งนี้เชื่อว่ามีนักลงทุนหลายรายให้ความสนใจ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ดูจะมีน้ำหนักมากที่สุด เนื่องจากเทสโก้ โลตัส เคยเป็นธุรกิจบุกเบิกของกลุ่มซีพีก่อนมาอยู่ในมือเทสโก้ สโตร์ ยักษ์ค้าปลีกสัญชาติอังกฤษ

ล่าสุด คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ออกโรงเตือนบิ๊กค้าปลีกรายใหญ่ หากใครสนใจเข้าซื้อกิจการ “เทสโก้ โลตัส” ในไทยต้องขออนุญาตการควบรวมธุรกิจก่อน หากไม่ดำเนินการ จะมีความผิดตามกฎหมาย
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า และโฆษกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า ขอย้ำเตือนว่าการซื้อขายกิจการเทสโก้ โลตัสในประเทศไทย หากเกิดขึ้นจริงตามที่ปรากฏเป็นข่าวจะต้องดําเนินการขออนุญาต และต้องได้รับการอนุญาตจาก กขค.ก่อนจึงจะทําการรวมธุรกิจได้ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นการรวมธุรกิจตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 หากฝ่าผืนไม่ดําเนินการตามที่กฎหมายกําหนดต้องถูกลงโทษปรับสูงสุดในอัตราร้อยละ 0.5 ของมูลค่าธุรกรรมในการรวมธุรกิจ

สำหรับการรวมธุรกิจตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า กําหนดแนวปฏิบัติไว้ 2 แนวทาง คือ
1. เมื่อมีการรวมธุรกิจแล้วอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งมีอํานาจเหนือตลาด (มีส่วนแบ่งตลาดเกินร้อยละ 50 และมียอดเงินขายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นผู้ประกอบธุรกิจ 3 รายแรกในตลาดมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกินร้อยละ 75) ต้องขออนุญาตจาก กขค.ก่อน และต้องได้รับการอนุญาตจึงจะทําการรวมธุรกิจได้
2.เมื่อมีการรวมธุรกิจแล้วอาจก่อให้เกิดการแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสําคัญ ต้องแจ้งให้ กขค.ทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจ โดย กขค.ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่าเป็นการรวมธุรกิจที่มียอดเงินขายในตลาดตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป และไม่ก่อให้เกิดการผูกขาด หรือเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอํานาจเหนือตลาด
ทั้งนี้ กขค.ยังได้สั่งการให้สํานักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) เฝ้าระวัง และติดตามการรวมธุรกิจอย่างใกล้ชิด และขอแจ้งเตือนผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฎหมายการแข่งขันอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบว่ามีการกระทําที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายจะดําเนินการลงโทษอย่างเฉียบขาดทันที




