Biznews

“COVID-19 จะจบลงเมื่อไหร่ และ นักลงทุนจะรับมืออย่างไร”

ณ ตอนนี้ เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจ มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องไวรัสโควิด-19 ที่ในช่วงแรกดูเหมือนจะแพร่ระบาดแค่ในจีนและภูมิภาคเอเชีย แต่สถานการณ์ปัจจุบันไวรัสดังกล่าวได้แพร่กระจายไปทั่วโลกและควบคุมผู้ติดเชื้อได้ยาก ปัจจุบันเกิดภาวะการแพร่ระบาดทั่วโลก (Pandemic) มีผู้ติดเชื้อใน 148 ประเทศ จำนวนกว่า 169,387 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตรวม 6,513 ราย และรักษาหายแล้วกว่าครึ่งเป็นจำนวน 77,257 ราย (ณ 16 มี.ค. 2020)

                

บรรดานักวิเคราะห์และหน่วยงานต่างๆ ที่เคยประเมินไว้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่มาก และจบได้รวดเร็วเหมือนช่วง SARS ที่แพร่ระบาดช่วงปี 2003 จึงต้องทำการประเมินสถานการณ์ใหม่ เนื่องจาก สถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาด อีกทั้งส่งผลกระทบต่อ Demand และ Supply ของสินค้าและบริการทั่วโลก ทำให้เม็ดเงินที่เคยถูกใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคกับการลงทุน ปัจจุบันต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันไวรัส ดูแลผู้ป่วยและค้นคว้าวิธีรักษาแทน

SCB CIO มองว่าปัจจุบันเราคงหลีกเลี่ยง เศรษฐกิจชะลอตัว ไม่ได้อีกต่อไป และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” ในหลายประเทศ โดยมองว่ามีโอกาสเกิดได้ 2 รูปแบบ โดยเหตุการณ์ในแต่ละกรณีจะเป็น ดังนี้

Base Case – Slow down

Worst Case – Recession

Q1/2020

– จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นน้อยลงมากในจีน  ผู้ป่วยในจีนรักษาหายเป็นจำนวนมากเศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว

– ทั่วโลกยังมีการแพร่กระจายไวรัสเพิ่มขึ้นสูง ตัวเลขเศรษฐกิจฝั่งเอเชียและยุโรปออกมาแย่

– จีนเกิดการแพร่ระบาดเป็นรอบที่ 2

Q2/2020

– จีนกลับมาดำเนินธุรกิจได้ปกติในเดือน เมษายน

– ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนเมษายน หลังจากนั้นจึงค่อยปรับตัวลดลง ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกออกมาย่ำแย่

– ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมได้

– ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกออกมาย่ำแย่

เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)

Q3/2020

– ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกลดลงและมีผู้รักษาหายเป็นจำนวนมาก

 Demand ของผู้บริโภคกลับมาอีกครั้ง โดยเริ่มต้นที่ประเทศจีน และทั่วโลกเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020

– ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเป็นช่วงที่มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุด

 Demand ทั่วโลกหดตัว ผู้บริโภคเกิดภาวะกลัวและขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย

Q4/2020

– เศรษฐกิจทั่วโลกสามารถกลับมาดำเนินได้ปกติ

– เศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2021

                โดยหากเราใช้สมมติฐาน ให้อัตราติดเชื้อของจีนในช่วงที่เพิ่มขึ้น มาใช้กับประเทศอื่นทั่วโลกนั้น เราจะเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงกว่าจำนวนปัจจุบันมาก โดยอาจสูงถึง 270,000 ราย ในช่วงกลางเดือนเมษายน เนื่องจากเรามองว่าประเทศอื่นมีมาตราการกักตัวและปิดเมืองได้ไม่ดีเทียบเท่าจีน และอุณหภูมิในช่วงเวลาดังกล่าวเชื้อไวรัสยังแพร่ระบาดได้อีก โดยสมมติฐานที่เรานำมาประมาณการนั้นมาจากงานวิจัย 2 ด้าน  ดังนี้.-

 

1. อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการแพร่กระจายไวรัส

งานวิจัยของ Sajadi , Mao Wing และ Jingyuan Wang ได้ออกงานวิจัยและมีหลักฐานว่าเรื่องอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นมีผลต่อการที่ไวรัสแพร่กระจาย โดยผลลัพธ์พบว่า อุณหภูมิที่ไวรัสแพร่ได้เร็วที่สุดคือ 8.72 องศาเซลเซียส และช่วงที่ไวรัสแพร่กระจายได้ดี คือช่วงอุณหภูมิ 6-12 องศาเซลเซียส

ทำให้เราคาดการณ์ว่าไวรัสโควิด-19 จะยังแพร่กระจายในยุโรปและสหรัฐฯ ในไตรมาส 1 และจะเริ่มชะลอลงในปลายไตรมาส 2 จากการที่อุณหภูมิในประเทศเหล่านั้นสูงขึ้น

2. วิธีการรับมือการแพร่ระบาด

สำนักพิมพ์ Washington post ได้ศึกษาจากจากข้อมูลของ WHO และ NCBI และทำการจำลองการแพร่กระจายไวรัส โดย กรณีที่มีการกักตัว (Quarantine) ทันทีไวรัสจะแพร่กระจายจะมีผู้ติดเชื้อ 193 เสียชีวิต 7 คน และจบลงเพียง 7 สัปดาห์ สำหรับกรณีที่ไม่มีการกักตัว แต่ใส่หน้ากากและถุงมือจะมีผู้ติดเชื้อ 784 เสียชีวิต 14 คน และจบลงเพียง 18 สัปดาห์

                ซึ่งประเทศจีนมีการใช้มาตรการทั้ง 2 ด้านนี้สำหรับเมืองอู่ฮั่น โดยใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์จึงสามารถควบคุมโรคได้ โดยเรามองว่าสำหรับต่างประเทศนั้นไม่สามารถทำการกักตัวหรือปิดเมืองได้มีประสิทธิภาพเท่ากับประเทศจีน จึงคาดการณ์ว่าจะมีแพร่ระบาดประมาณ 14 สัปดาห์

                ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือการที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายไวรัสได้ หรือกรณีที่ประเทศจีนมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกย่ำแย่ โดยปัจจุบันเราจะเห็นธนาคารกลางทั่วโลก เช่น Fed ใช้นโยบายการเงิน โดยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1% เหลือ 0-0.25% และอัดฉีดเงินเข้าระบบกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อที่จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

การดำเนินนโยบายดังกล่าวแม้จะไม่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคหรือฝั่ง Demand ที่เกิดจากความกังวลของไวรัสโควิด-19 แต่จะช่วยไม่ให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่องในกิจการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านเครดิต Default ส่งผลต่อการปิดกิจการ และเป็นไฟลามทุ่ง Financial Crisis เหมือนช่วงปี 2008 อีกครั้ง

                เมื่อเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะฟื้นตัวได้เร็วก่อนกลุ่มอื่นนั้นจะเป็น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จากการที่สายการผลิตหยุดชะงักจากผลกระทบ Supply chain ที่มีการปิดเมืองและโรงงานบางแห่ง ตามมาด้วย กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวกลับมา ทำให้กลับมาใช้จ่าย และบริโภคเช่นเดิม ส่วนในกลุ่มของสายการบิน การท่องเที่ยวและโรงแรมนั้น จะเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวช้าที่สุด เนื่องจากแม้โรคจะสงบลงแต่ความเชื่อมั่นในการเดินทางไปท่องเที่ยวนั้นต้องใช้เวลาจนกว่าจะกลับมา

สำหรับมุมมองการลงทุนนั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวและรับความผันผวนได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก ทำให้ Valuation อยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูกในช่วงหลายปี ควรทยอยเข้าลงทุน แม้ว่า Earning จะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี โดยเน้นลงทุนไปยังบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี หรือกลุ่ม REITs ที่มีกระแสเงินสดจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เป็นทางเลือกแรกๆ

แต่สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ไม่มาก ควรลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือตราสารหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือสูง และควรรอจังหวะเข้าลงทุนต่อไปเมื่อความกลัวหายไปหลังไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

เนื่องจากไตรมาส 1 และ 2 นี้ตลาดมีความผันผวนและอาจปรับตัวลดลงได้เป็นระยะเนื่องจากไวรัสโควิด-19 ยังหาจุดจบไม่ได้ แต่เรามองว่าในระยะยาวการลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันสูง และเป็นบริษัทที่เคยผ่านบททดสอบช่วงวิกฤตมาได้นั้น จะต้องสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในท้ายที่สุดครับ

เขียนโดย SCB Chief Investment Office

นายศรชัย สุเนต์ตา  – กรรมการผู้จัดการ Chief Investment Office บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด

นายภาณุวัฒน์ อิงคะสุวณิชย์ – ผู้จัดการ สายงาน Chief Investment Office บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด

Related Articles

Back to top button