ด่วน! นายกฯประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดีเดย์ 26 มี.ค คุมโควิด-19 แพร่เชื้อ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขออำนาจคณะรัฐมนตรีออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 26 มีนาคม 2563 นี้ ไปจนถึงปลายเดือนเมษายน เป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยเบื้องต้นจะใช้ 14 มาตรการ เพื่อจำกัดการเดินทางเคลื่อนย้ายของประชาชนซึ่งจะทำให้เชื้อยิ่งแพร่กระจาย เพื่อควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
ส่วนข้อกำหนดต่างๆจะมีทั้งขอความร่วมมือ อาจบังคับบ้าง ส่วนจะปิดหรือเปิดเป็นระยะต่อไป ไม่อยากให้ปชช.เดือดร้อน
นายกฯ ระบุหลังจากประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน 26 มี.ค. ปชช.อาจจะเจอการตั้งด่านตรวจ จุดสกัดมากขึ้น ขอให้ร่วมมือ และระมัดระวังการใช้สื่อโซเชียล การใช้กฎหมายจะเข้มงวดมากขึ้น
ทั้งนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุมสถานการโควิด -19 จะทำการตั้งศูนย์อำนวยการฉุกเฉิน ประกอบด้วย นายกเป็นประธาน รองนายกฯทำหน้าที่รองประธานตามลำดับ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) รับผิดชอบงานด้าน การแพทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย(มท.) แก้ไขสถานการฉุกเฉินด้านสังคม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ(กต.) เรื่องงานตปท. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เรื่องควบคุมสินค้า ผบ.ทบ. รับผิดชอบทั้ง ตำรวจ ทหาร รับเหตุฉุกเฉิน ด้านความมั่นคง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนจะประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในวันมะรืน (26 มี.ค.) เกี่ยวกับการควบคุมการระบาดโควิด ส่วนข้อกำหนดนั้น เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สาระสำคัญจะมีการจัดตั้งผู้รับผิดชอบ และข้อกำหนดต่างๆ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งข้อกำหนดสามารถออกได้ตลอด โดยระยะที่ 1 จะประกาศวันที่ 26 มี.ค. จะทำอย่างไรให้ลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะเน้นขอความร่วมมือเป็นหลัก ทั้งอย่าเพิ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา เพราะหากกลับก็จะเจอมาตรการต่างๆ ระหว่างทางมากมาย โดยจะให้เวลาประชาชนในการปรับตัว และเน้นให้ประชาชนกักตัวที่บ้าน หากจำเป็นเราจะมีสถานที่ของรัฐรองรับ และหากมีผู้ป่วยเพิ่ม ก็จะต้องมีโรงพยาบาลเพิ่ม ทั้งรพ.ต่างๆ รพ.สนาม เราก็ต้องจัดหาให้เพียงพอ ซึ่งวันนี้มีการช่วยเหลือจากหลายประเทศเข้ามา แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
สำหรับสาระสำคัญของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีทั้งหมด 19 มาตรา
มาตรา 4 ในพระราชกำหนดนี้ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” หมายความว่า สถานการณ์อันกระทบ หรือ อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ อาจทำให้ประเทศ หรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือ การกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบ หรือ การสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้นครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือ การป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง
มาตรา 5 วรรคสอง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด “แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ”
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราว ๆ คราวละไม่เกินสามเดือน
มาตรา 5 วรรคสาม เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือ เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ หรือ สิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น
มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
มาตรา 9 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือ ป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด
(1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ เป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น
(2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
(5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ
(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด
มาตรา 18 ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทำความเข้าใจ เคอร์ฟิว คืออะไร
การประกาศ “พรก.ฉุกเฉิน” หรือ “เคอร์ฟิว” คือ การประกาศห้ามประชาชนออกจากเคหสถานในบริเวณพื้นที่ที่กำหนด ตามระยะเวลาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน และ จะเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ภายใต้บังคับของกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงอื่นๆ ในเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะไม่ปกติ เช่นอยู่ในภาวะสงครามหรือมีเหตุกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการประกาศ “เคอร์ฟิว” มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพลเมืองอย่างรุนแรง จึงเป็นมาตรการที่หยิบออกมาใช้ในฐานะตัวเลือกสุดท้าย (The last resort) ทั้งนี้ การคงอยู่ของเคอร์ฟิวก็ควรจะสั้นที่สุดเพื่อให้กระทบต่อเสรีภาพของพลเมืองให้น้อยที่สุด
ข้อสังเกตจากการประกาศเคอร์ฟิวของไทยในอดีตที่ผ่านมา อาจแบ่งประเภทตามเหตุปัจจัยที่นำไปสู่การประกาศออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ การประกาศเคอร์ฟิวอันเป็นผลสืบเนื่องการทำรัฐประหาร การประกาศเคอร์ฟิวอันเนื่องมาจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง และการประกาศเคอร์ฟิวอันเนื่องมาจากปัญหาด้านความมั่นคง
ทั้งนี้ ILaw.com ให้ข้อมูลว่าการประกาศเคอร์ฟิวในประเภทที่ 3 ซึ่งเป็นการประกาศเคอร์ฟิวเนื่องมาจากปัญหาด้านความมั่นคงนั้น ไม่ต้องเผชิญแรงต้านเท่าการประกาศใช้เคอร์ฟิวในสองประเภทแรก
การเคอร์ฟิวในอดีตที่ผ่านมา
การประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 โดยนายกรัฐมนตรีสุจินดา คราประยูร ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี
การประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาประมาณสามเดือน
การประกาศเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 โดยแม่ทัพภาคที่สี่ประกาศห้ามออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 20.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. ในเขตท้องที่ อำเภอยะหา และอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา หลังจากมีเหตุลอบวางระเบิดและลอบยิงประชาชนอย่างต่อเนื่อง



