‘หมอจุฬา’ เปิดบัญญัติ 10 ประการ ท้าชนสู้ โควิด-19
นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวย้ำถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า แก้ปัญหาให้ได้ต้องอยู่ที่การยอมรับก่อน
โดยบัญญัติ 10 ประการ ท้าชนสู้ “โควิด-19” เริ่มจาก…ยอมรับว่ามีผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการแต่แพร่เชื้อได้มีอยู่มาตลอดตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน
ถัดมา…ผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวที่มีปริมาณเข้มข้นขึ้นเหล่านี้ เมื่อเข้าไปในสถานบริการที่เปรียบเสมือนเป็น “หม้อเพาะเชื้อ” ยกตัวอย่างใน 100 คน กรณีในสถานบริการที่ไม่มีวินัยใดๆทั้งสิ้น มีผู้ที่แพร่เชื้ออยู่ได้ในนั้นสี่ถึงห้าคน ไม่ใช่คนเดียว ประสิทธิภาพในการแพร่จะยิ่งเก่งเป็นทวีคูณและเหตุการณ์ที่ผ่านมา สถานบันเทิงเป็นแค่ “หม้อเพาะเชื้อ” ให้เพิ่มปริมาณและกระจายไปทุกพื้นที่ในประเทศไทย…
ข้อที่สาม เชื้อไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดั้งเดิม เป็นกลุ่มใหม่ ไม่ว่าในทางทฤษฎีจะแพร่เร็วกว่าหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ “การหยุด” การแพร่เชื้อให้ได้โดยเร็วที่สุด
ข้อที่สี่…การหยุดการแพร่เชื้อในส่วนที่ทางการต้องทำคือการตรวจคัดกรองที่สมาร์ท
คำว่า “คัดกรอง” คือหลุดไม่ได้ เป้าหมายคือแม้แต่คนเดียวก็ตาม และคำว่า “สมาร์ท” คือต้องมีความสะดวก เข้าถึงราคาถูกประหยัด ง่าย รู้ผลเร็ว
ข้อที่ห้า…ต้องยอมรับว่าการแยงจมูกกระทำได้ด้วยความยากลำบาก ทั้งคนปฏิบัติหน้างาน และในห้องแล็บ ต้องมีเจ้าหน้าที่ประกบกันอย่างน้อยสองถึงสี่คนขึ้นไป แต่กว่าจะทราบผลขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอย่าง ความสามารถของห้องปฏิบัติการ ของคนทำ ของเครื่องมือ ของน้ำยานับรวมไปถึงความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นและความเร็ว จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้…ให้รู้ว่าเครื่องอัตโนมัติทำได้วันละ 1,000 ตัวอย่างดี แต่ถ้าน้ำยาไม่ส่งเครื่องหยุดทำงานระบบสายพานจะสะดุดทันที
ข้อที่หก…การแยงจมูก “ครั้งเดียว” ไม่ยืนยันว่าคนนั้นไม่ได้ติดเชื้อ เพราะเชื้อในขณะที่ตรวจอาจไม่พบได้ ถามตัวเองว่า…ทำไม? คนที่มาจากต่างประเทศจึงต้องกักตัว 14 วันและต้องแยงจมูก 3 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจ และขณะนี้ทำไมถ้าแยงครั้งเดียวบอกว่าไม่ติด และที่ผ่านมาจะหลุดไปเพียงใด
ข้อที่เจ็ด…ยอมรับว่าเราต้องการให้คนไทยได้วัคซีนให้มากที่สุดและกรณีของโควิด-19 ไม่ใช่เพียง 60-70% เท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะวัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมดแต่เมื่อติดเชื้อแล้วไม่ตายและโอกาสปล่อยเชื้อออกมาจากตัวจะสั้นลงและปริมาณน้อยลง เท่ากับเรา “สู้” กับ “ศัตรูโควิด” ได้เท่าเทียมกันแล้ว
ข้อที่แปด…นั่นเป็นเหตุผลว่าถ้าวัคซีนยังฉีดได้ไม่เร็วพอ ไม่ครบ และถึงแม้ครบคนไทยเกือบทุกคนแล้วก็ตาม ยังคงต้องมีวินัยส่วนตน รักษาระยะห่างอยู่เหมือนเดิมจนกว่าจะพิสูจน์แล้วว่าประเทศไทยสะอาดโดยที่ “ต้อง” มีการตรวจคัดกรองอยู่ตลอดเวลาในทุกพื้นที่
ข้อที่เก้า …ทำไมต้องตรวจตราคัดกรองตลอดเวลา นั่นคือ “แคร์คนติดเชื้อ” ที่ “ไม่มีอาการ” ก็ต้องกลับไปดูที่ข้อหนึ่งและข้อสอง ไม่เช่นนั้นก็จะวนเวียนซ้ำซากอยู่
ประการสำคัญ…ก็คือการ “ปล่อย” ให้มีการ “แพร่” ออกไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะเปิดโอกาสให้เชื้อโควิดมีการปรับตัว หลบหลีกการตรวจหาเชื้อ
แน่นอน…ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงอย่างมากมาย
ข้อสุดท้าย…ข้อที่สิบ จบที่ยอมรับ ปรับใจ ปรับตัวเพื่อการแก้ไขร่วมมือกันที่ถูกต้อง การแก้ไขไม่ใช่แก้ไขเฉพาะหน้าแต่ต้องดูมูลเหตุ กระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมา

ปิดท้ายด้วย “6 อย่า” คาถาป้องกันโควิด-19 …
“อย่า” ทะนงตนว่าเป็นหนุ่มสาวหรือไม่มีโรคประจำตัวแล้วไม่เป็นไร นอกจากจะเป็นตัวแพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังเสี่ยงอาการหนักได้
“อย่า” คิดว่าเมื่อติดเชื้อแล้วและเริ่มมีอาการ จะรักษาง่ายๆ…
“อย่า” คิดว่ามียาต้านไวรัสแค่นั้นก็พอ เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นจำเป็นต้องให้ยากดการอักเสบซึ่งทำให้ติดเชื้ออื่นได้ง่ายขึ้นจากการกดภูมิคุ้มกัน ปอดอักเสบที่เห็นนั้นจะกลายเป็นทั้งจาก “ไวรัส” และ “แบคทีเรีย” ซ้ำซ้อน
“อย่า” คิดว่าถ้าตัวเลขลดลงหมายความว่าต่อไปนี้ไม่ต้องระวังตัวแล้ว…
“อย่า” เข้าไปในสถานที่แออัด ที่อับ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก โอกาสที่จะได้รับเชื้อยิ่งสูงขึ้นและจำนวนเชื้อมากขึ้น…
“อย่า” นิ่งนอนใจในภาวะโรคประจำตัวทุกอย่าง ต้องคุมให้ได้ โรคประจำตัวจะเปิดโอกาสทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
สรุปสั้นๆว่า…ต้องรักษาตัวให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการเอาตัวเข้าไปในที่เสี่ยง “ช่วยตัวเองได้” เท่ากับ “ช่วยคนไทยทั้งประเทศ”.
ที่มา ไทยรัฐ 29/4/64 สกู๊ปหน้าหนึ่ง



