Biznews

“กทม” จับมือ “หมอแล็บแพนด้า” ตรวจกลุ่มเสี่ยงโควิดถึงบ้าน

จากสถิติของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด -19 ในประเทศไทย พื้นที่ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่และมีการแพร่ระบาดสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ก็คือกรุงเทพมหานคร และวันนี้ กรุงเทพมหานครได้เริ่มใช้ระบบคัดกรองผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ด้วยบริการ “รถโฮมโควิด”

พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ได้ร่วมมือกับหมอแล็บแพนด้า ตรวจโควิด-19 ถึงบ้าน เพื่อเป็นการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดและดูแลชาวกรุงเทพฯ  ด้วยการจัดทำเว็บไซต์ http://bkkcovid19.bangkok.go.th สำหรับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้มีผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก

และเพื่อเป็นการต่อยอดการดูแลประชาชนให้ครบสมบูรณ์มากขึ้น ล่าสุด กทม. ได้ร่วมมือกับ เพจหมอแล็บแพนด้า ของ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ประจำศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้บริการตรวจวินิจฉัยกับผู้ที่มีผลการคัดกรองเบื้องต้นเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยส่งหน่วยเคลื่อนที่ออกไป SWAB หรือ เก็บสารคัดหลั่งจากหลังโพรงจมูก ให้ถึงที่บ้าน หรือสถานที่ที่ผู้รับการตรวจสะดวก ซึ่งหากผลการ SWAB ออกมาเป็น positive หรือติดเชื้อ กทม. จะส่งเข้าสู่ระบบเพื่อรับการรักษาทันที

นอกจากนั้น ยังจะขยายพื้นที่ในการ SWAB ออกไปให้ครอบคลุมพื้นที่ กทม. มากที่สุด เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อด้วยการดึงผู้ป่วยออกมาจากชุมชนและส่งเข้าสู่ระบบการรักษา ซึ่งนอกจากจะเป็นการดูแลผู้ที่ติดเชื้อแล้วได้อย่างทันท่วงที

 

สำหรับขั้นตอนแรก ก็คือการเข้าไปตอบคำถามประเมินความเสี่ยง ทางเว็บไซต์ BKK COVID-19 กรอกข้อมูลตามความจริงเท่านั้น เพื่อให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากเป็นอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ก็จะต้องส่งข้อมูลส่วนตัวให้กับเจ้าหน้าที่

เมื่อเจ้าหน้าที่รับข้อมูลแล้ว พบว่าเข้าเกณฑ์จะต้องตรวจ ก็จะติดต่อกลับเพื่อส่งรถ “โฮมโควิด” ไปที่บ้านหรือจุดนัดหมาย เพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งที่โพรงจมูกและลำคอ ใช้เวลาไม่นาน จากนั้นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะกลับไปกักตัวยังที่พักได้ต่อขั้นตอนนี้ช่วยลดการเดินทางไปยังโรงพยาบาล ลดโอกาสการแพร่เชื้อ หรือรับเชื้อเพิ่มด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะนำตัวอย่างสารคัดหลั่ง ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ แล้วแจ้งผลตรวจ หากติดเชื้อกรุงเทพมหานครก็จะส่งรถพยาบาลรับเข้ารักษา แต่ถ้าไม่ติดเชื้อ ก็จะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว

 

”โฮมโควิด” แต่ละคันใช้เจ้าหน้าที่รวมกับคนขับรถเพียงแค่ 2-3 คนเท่านั้นและใช้เวลาตรวจกลุ่มเสี่ยง เฉลี่ยเพียงแค่คนละประมาณ 15 นาที

โดยมีจุดสำคัญคือการทำให้รถคันนี้ปลอดภัยกับตัวบุคลากรทางการแพทย์ที่สุด ด้วยการจำลอง ปรับให้ภายในรถตู้ เป็นลักษณะของห้องความดันลบ หรือ negative pressure room เพื่อไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อ และไม่ให้เชื้อจากด้านนอกเข้าไปส่วนตัวอย่างสารคัดหลั่งก็จะนำเก็บในอุปกรณ์ส่งต่อไปยังห้องปฏิบัติการมาตรฐาน

Related Articles

Back to top button