ถอดบทเรียนสำคัญ หลังสหรัฐฯ สั่งปิดธนาคาร ‘Silicon Valley Bank’

จากกรณีสหรัฐฯ สั่งปิดกิจการ Silicon Valley Bank (SVB) ซึ่งเป็นธนาคารที่เน้นให้บริการเงินกู้ให้แก่บริษัทสตาร์ทอัป หลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรงจนลูกค้าแห่ถอนเงิน นับเป็นการล่มสลายของสถาบันการเงินใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008
หน่วยงานกำกับการเงินแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียได้แต่งตั้งให้ Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) เป็นสถาบันของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ประกันเงินฝากจากความล้มเหลวของธนาคารเข้ามาเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ของ SVB โดย FDIC จะทำการขายสินทรัพย์ (liquidate) ของธนาคารเพื่อจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ฝากเงิน และบรรดาเจ้าหนี้ธนาคาร
สำนักงานใหญ่ และสาขาต่างๆ ของ SVB จะกลับมาเปิดให้บริการในวันที่ 13 มี.ค. โดยผู้ฝากเงินที่มีประกันจะสามารถเข้าถึงเงินฝากส่วนที่ได้รับความคุ้มครอง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บัญชี ไม่เกินเช้าวันจันทร์ (13) และจะจ่ายดอกเบี้ยล่วงหน้าให้แก่ผู้ฝากเงินที่ไม่มีประกันภายในสัปดาห์หน้า
สัญญาณการล่มสลายของ SVB เริ่มปรากฏชัดขึ้นในวันพุธ (8) หลังจากที่ธนาคารเทขายพันธบัตรและสินทรัพย์ในราคาขาดทุน 1,800 ล้านดอลลาร์ และประกาศขายหุ้นเพิ่มทุน 2,225 ล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งทำให้บรรดาลูกค้าเกิดความตื่นตระหนกจนแห่ถอนเงินออกอย่างรวดเร็ว
SVB ถือเป็นสถาบันการเงินหลักที่ปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจสตาร์ทอัปมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 และกลายมาเป็นสถาบันการเงินใหญ่อันดับที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา โดยข้อมูลในช่วงสิ้นปี 2022 พบว่าธนาคารมีมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 209,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเงินฝาก 175,400 ล้านดอลลาร์
การสั่งปิดธนาคารแห่งนี้ไม่เพียงถือเป็นการล่มสลายของสถาบันการเงินใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่กรณีธนาคาร Washington Mutual ล้มเมื่อปี 2008 แต่ยังถือเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย (retail bank) ใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่ต้องปิดตัวลง
ความคืบหน้าล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ ประกาศคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนของลูกค้าใน SVB แต่ผู้ถือหุ้น และตราสารหนี้ไม่มีหลักประกันไม่ได้รับความคุ้มครอง
การล่มสลายของ SVB ยังทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องเช่นกัน สืบเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูง
ล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ได้โพสต์ Facebook ส่วนตัวระบุว่า วันพุธที่ 8 มีนาคม ธนาคาร Silicon Valley ประกาศผลขาดทุนจากการขายพันธบัตรร่วม 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ วันถัดมาราคาหุ้นของธนาคาร Silicon Valley ร่วงลงอย่างหนักกว่า 60% จนเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม จึงถูกสั่งปิด ตัวเลขความเสียหายนับว่าใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดกับธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกเมื่อปี พ.ศ. 2551 หลังจากที่ถูกสั่งปิด สินทรัพย์รวม 209 พันล้านเหรียญสหรัฐและยอดเงินฝากรวม 175 ล้านเหรียญสหรัฐตกอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทประกันภัยเงินฝากหรือ FDIC ซึ่งนำไปไว้ที่ธนาคารที่ตั้งขึ้นมาใหม่ชื่อ National Bank of Santa Clara
สาเหตุที่ธนาคาร Silicon Valley ต้องขายพันธบัตรที่ราคาขาดทุนมากขนาดนั้นก็เพราะ
1. ช่วงที่ธุรกิจสตาร์ตอัปได้รับความสนใจสูง มีเงินฝากเข้ามาเป็นจำนวนมาก ธนาคารได้นำเงินฝากไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี
2. ช่วงสองปีที่ผ่านมา เฟด ใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ เลยส่งผลให้มูลค่าพันธบัตรรัฐบาลที่ธนาคารถือไว้ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง
3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ทำให้ลูกค้าเงินฝากต่างพากันทยอยถอนเงินออกจากธนาคาร
4. ธนาคารจึงต้องขายพันธบัตรที่ราคาขาดทุนเพื่อนำเงินมาให้ลูกค้าที่ต้องการถอนเงิน
5. เมื่อประกาศผลขาดทุนจากการขายพันธบัตรสูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งทำให้ลูกค้าแห่ถอนเงินกันหนักจนธนาคารขาดสภาพคล่อง และถูกสั่งปิดระหว่างวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถึงแม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธนาคาร Silicon Valley จะมีลักษณะเฉพาะตามที่เล่ามา และนักวิเคราะห์ต่างเชื่อมั่นว่าความเสียหายน่าจะไม่ขยายวงกว้างจนนำไปสู่วิกฤติการเงินรอบใหม่ แต่ทุกองค์กรแม้แต่ในไทย ควรหันมาตรวจสอบสินทรัพย์ในมือที่ถือกันอยู่ว่ากระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ประเภทใดมากเกินไปหรือไม่ แม้แต่พันธบัตรรัฐบาลที่เดิมเชื่อกันว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่เหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นว่าปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ คือ ดอกเบี้ยขาขึ้นทำให้มูลค่าพันธบัตรร่วงลงมาก เมื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องขายเพื่อชดใช้หนี้ ก็สามารถทำให้ขาดทุนจนขาดสภาพคล่องและล้มละลายได้ในที่สุด
ขณะที่ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว กอบศักดิ์ ภูตระกูล ระบุว่า
ยอมจำนน !!!
เมื่อคืนนี้ ทางการสหรัฐ ประกาศ ยอมจำนน
1.อุ้มผู้ฝากเงินของ Silicon Valley Bank (เงินฝาก 175,4000 ล้านดอลลาร์) ทั้งที่มีการค้ำประกันจากสถาบันประกันเงินฝาก FDIC หรือไม่มีค้ำประกัน หมายความว่า คนที่ฝากเกิน $250,000 ก็จะได้เงินคืนตั้งแต่เช้าวันจันทร์เป็นต้นไป ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาผู้ฝากเงินทั่วสหรัฐเริ่มไปถอนเงินจากแบงก์เล็กๆ ตามชุมชน และแบงก์ท้องถิ่นต่างๆจากความกังวลใจว่าจะไม่ได้เงินคืน ทำให้เกิดแรงกดดันต่อสภาพคล่องของแบงก์ต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น Signature Bank ที่ New York (เงินฝาก 89,000 ล้านดอลลาร์) ถูกสั่งปิดเป็นรายที่ 2 กลายเป็นกรณีแบงก์ล้มที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ รองจาก Silicon Valley Bank ที่เป็นอันดับ 2 และ Washington Mutual ที่เป็นอันดับ 1 ที่ล้มไปช่วงวิกฤต Hamberger !!!
2.ช่วยสภาพคล่องแบงก์ที่เหลือ โดยเฟดประกาศ Bank Term Funding Program ขนาด 25,000 ล้านดอลลาร์ให้ธนาคารสามารถเอา พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือ ตราสาร Mortgage backed securities มาแลกเป็นสภาพคล่องได้ที่ราคาหน้าพันธบัตร ทั้งนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องจบลงแบบ Silicon Valley Bank ที่ต้องขายออกไปแลกสภาพคล่องที่ราคาขาดทุน ทั้งหมด คงเพราะเห็นแล้วว่า ปล่อยไปคงล้มอีกหลายธนาคาร และอาจจะลุกลามไปมากกว่านี้
ยอมทำผิดตำราที่ตนเองชอบสอนคนอื่นไว้ให้ลงโทษผู้ฝากเงินด้วย เวลาแบงก์ล้ม รอบนี้ตัดสินใจ “อุ้มผู้ฝากทุกคน” “ให้ถอนได้เต็มจำนวนตั้งแต่วันจันทร์” เพื่อให้ผู้ฝากเงินสหรัฐ หยุดไปถอนเงิน เพราะ “ทางการจะเข้ามาช่วยแล้ว” โดยสหรัฐบอกว่า ถ้ายอมปล่อยให้สถานการณ์หมุนไปต่อ สุดท้ายก็อาจจะลุกลามไปกว่านี้ แล้วมาลุ้นต่อกันว่าเรื่องแบงก์ล้ม จะจบไหม เรื่องดอกเบี้ย เฟดจะเดินอย่างไรต่อ!!!
#มุมมองดรกอบ #อุ้มผู้ฝากเงิน #แบงก์สหรัฐล้ม



