Biznews

เกมเศรษฐี!เจ้าสัวเจริญเร่งปักธงร้าน ‘โดนใจ’ 30,000 สาขาทั่วไทย ดับเครื่องชน ‘เซเว่น-อีเลฟเว่น’

ธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ หรือ Convenient Store ในไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง จากการส่งสัญญาณเชิงรุกที่ชัดเจนของเจ้าสัวเจริญ ศิริวัฒนภักดี ที่มีความร่ำรวยสูงถึง 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 425,500 ล้านบาทต้องการขยายธุรกิจขายปลีกร้านสะดวกซื้อที่มีชื่อร้านว่า ‘โดนใจ’ โดยตั้งเป้าหมายให้ครบ 30,000 สาขาภายในปี 2027 หรือ 5 ปีนับจากนี้

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 66 ว่า เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งเครือไทยเบฟ (ThaiBev) มีแผนทำธุรกิจโมเดลใหม่ โดยเดินหน้าปรับโฉมร้านโชห่วย หรือ ค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) 30,000 ร้านค้า เป็นร้านสะดวกซื้อ (Modern Trade) รูปแบบ one-stop-service

จากก่อนหน้านี้กลุ่มไทยเบฟ มีค้าปลีกรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ต คือ บิ๊กซี โดย เบอร์ลี่ยุคเกอร์ หรือ BJC ซึ่งบลูมเบิร์กยังระบุด้วยว่า ร้านสะดวกซื้อโมเดลใหม่จะดำเนินธุรกิจภายใต้ BJC เช่นกัน

ทั้งนี้ BJC จะรับหน้าที่ด้านการขนส่งโลจิสติกส์ การตลาด และข้อมูลทางธุรกิจของร้านสะดวกซื้อ แลกเปลี่ยนกับการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับไทยเบฟและบิ๊กซี

ทั้งนี้ บลูมเบิร์ก ยังวิเคราะห์อีกว่า ธุรกิจการแข่งขันของร้านสะดวกซื้อในไทย มีแนวโน้มค่อนข้างดุเดือด จากเจ้าตลาดอย่าง 7-11 ของเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ กลุ่มซีพี ที่ประสบความสำเร็จ มีสาขามากกว่า 14,000 แห่ง คิดเป็น 75% ของร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ

บริษัทซีพี ออลล์ ประกาศชัดเจนว่าปีนี้จะลงทุนสูงถึง 13,000 ล้านบาท ในการขยายเครือข่ายกิจการรวมถึงการเปิดร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น อีกอย่างน้อย 700 สาขา โดยในปีผ่านมาซีพี ออลล์ มีรายได้เติบโตถึง 22% ด้วยมูลค่าถึง 354,000 ล้านบาท มาจากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 74% ของยอดขายในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า สมรภูมิขายปลีกในกลุ่มร้านสะดวกซื้อในไทยมีรายใหญ่ที่สุด ได้แก่ บริษัทซีพี ออลล์ เป็นเจ้าของร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ที่มีความร่ำรวยมากถึง 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.04 ล้านล้านบาท

ซีบีอาร์อี (CBRE) กรุ๊ป อินคอร์ปอเรชั่น รายงานว่า ปัจจุบันร้านเซเว่น-อีแลฟเว่น ในประเทศไทยมีสาขาราว 14,000 แห่งทั่วประเทศ หรือเกือบ 3 ใน 4 หรือ 75% ของร้านสะดวกซื้อในประเทศ ตามด้วยโลตัส บิ๊กซีมินิ ท็อปส์ และลอว์สัน ตามลำดับ

กลุ่มเซ็นทรัลซึ่งเป็นของตระกูลจิราธิวัฒน์ เจ้าของความร่ำรวยมากถึง 13,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 510,600 ล้านบาทจากธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรมและรีสอร์ต ค้าปลีก รวมถึงค้าส่งนั้น เมื่อเดือนสิงหาคมผ่านมา ได้เข้าเปลี่ยนชื่อร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท เป็น ท็อปส์เดลี่ ทำให้มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเกือบ 300 แห่งเริ่มจากซุปเปอร์มาร์เก็ตมาถึงร้านสะดวกซื้อ เมื่อรวมทั้ง 2 ประเภท ส่งผลให้สร้างยอดขายในปีผ่านมาสูงถึง 43,000 ล้านบาท

อีกรายที่น่าสนใจ คีรี กาญจนภาสน์ หนึ่งในมหาเศรษฐีที่กำลังมองหาช่องทางในการเพิ่มมูลค่าเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพมหานครที่บุกเบิกมาเป็นเวลาถึง 30 ปี ภายในปีนี้ บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เตรียมเปิดร้านค้าปลีกสะดวกซื้อมีชื่อว่า เทอร์เทิล บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสในย่านสำคัญๆ 

ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คาดการณ์ว่าธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อในไทยปีนี้จะขยายตัวอีก 5.4% มีมูลค่าตลาดแตะ 428,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เป็นการขยายตัวที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2022 ที่ธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อในไทยพุ่งทะยานถึง 18%การขยายตัวของธุรกิจดังกล่าวในไทย ยังได้รับการประเมินว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.5% ถึงปี 2025 หรือในปี 2568

นอกจากนี้ โยบายรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารของ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี มีแผนแจกดิจิทัลวอลเลต มูลค่า 10,000 บาท โดยใช้งบประมาณรวม 560,000 ล้านบาท ยิ่งจะเป็นผลบวกต่อการลงทุนธุรกิจดังกล่าวให้ทวีความร้อนแรงอีกหลายเท่าตัว

Related Articles

Back to top button