ส่องอีเวนท์การเมือง
“วิ่งไล่-เดินเชียร์”
ลุง… ในทุ่งลาเวนเดอร์
ธนก บังผล
กิจกรรมทางการเมืองของกองเชี ยร์กองแข่งที่มี “ลุง” เป็นผู้จุดประกายให้คนออกมา ทั้ง “วิ่งไล่ลุง” ที่สวนรถไฟรวมถึงบางจังหวัด ประชันกับ “เดินเชียร์ลุง” ที่สวนลุมฯ ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้ นนะครับว่าแฟนพันธุ์แท้ของแต่ ละฝ่ายนั้นเป็นกลุ่มคนช่วงอายุ เท่าไร การแสดงออกเป็นอย่างไร และวิธีการระดมพล-ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อโซเชียลเป็นรูปแบบไหน
แต่ที่สำคัญที่สุดผมคิดว่า วิธีที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้ กฎหมายกับทั้ง2กลุ่มนั้นเหมื อนหรือต่างกันอย่างไร เพราะมันเป็นกระจกสะท้อนให้เห็ นว่ารัฐยอมรับความคิดเห็นที่ แตกต่างด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งตรงนี้คือพื้ นฐานของระบอบประชาธิ ปไตยเลยนะครับ
กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ ยงกฎหมายที่ห้ามชุมนุมกันเกิ นกว่า5คน โดยใช้วิธีวิ่งออกกำลังกายเป็ นอีเวนท์
เท่าที่เห็นจากสื่อคนที่ ออกมาร่วมวิ่งนั้นส่วนใหญ่เป็ นกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน ซึ่งต้องการพื้นที่แสดงพลังไม่ ยอมรับลุง
เริ่มตั้งแต่ การเลือกตั้งที่ใช้วิธีคำนวณตั วเลข ส.ส. แบบพิศดารจนเกิดบัตรเขย่ง, เหมารวมคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ที่มีน้อยกว่า รวบรวมพรรคการเมืองต่างๆจนได้ เสียงข้างมาก, สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกจัดตั้งโดย คสช. 250 คน ยกมือเลือกนายกรัฐมนตรี, ความสามารถในการบริ หารประเทศของรัฐบาล ฯลฯ

โดยเฉพาะเป้าใหญ่คือ “ลุง” ที่มักให้แนะนำประชาชนในการแก้ ไขปัญหาต่างๆ จนทำให้กลุ่มคนที่ออกมาวิ่งไล่ เชื่อว่าประเทศคงพัฒนาต่อไปไม่ ได้หากยังต้องตกอยู่ภายใต้ อำนาจรัฐอย่างทุกวันนี้
กลุ่มคนวิ่งไล่ลุง ส่วนหนึ่งเป็นคนกลุ่มเสื้ อแดงเดิมซึ่งเคยถูกมองว่าเป็ นคนต่างจังหวัด แสดงออกอย่างไม่สุภาพ ยากจน รับเงินมาชุมนุม พื้นฐานแนวคิดทางการเมืองฝักใฝ่ ทักษิณ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนทำงานที่ ในอดีตนั้นเคยออกมาชุมนุมสนั บสนุนเสื้อเหลือง, กลุ่มคนรุ่นใหม่ฐานเสี ยงจากพรรคอนาคตใหม่ และกลุ่มคนที่เป็นกลางทางการเมื อง ไม่ชอบทักษิณและไม่ชอบลุง
ภาพรวมของกิจกรรมวิ่งไล่ลุงจึ งเป็นภาพของคนวัยทำงาน คนรุ่นใหม่ หรือชนชั้นกลางในเมือง
ในขณะที่กิจกรรม “เดินเชียร์ลุง” พื้นฐานมาจากกลุ่มคนที่เรียกได้ ว่าเป็นแฟนพันธ์แท้เสื้อเหลือง ตั้งแต่ยึดทำเนียบรัฐบาลปี 2549 ขับไล่อดีตนายกฯทักษิณ เรื่อยมาจนม็อบ กปปส. กระทั่งรัฐประหารครั้งล่าสุด
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้จงรักภั กดีปกป้องสถาบัน ซึ่งแม้ว่าจะมีทัศนคติเป็ นกลางทางการเมือง ไม่ชอบทั้งลุงและทักษิณ แต่ยึดมั่นในสถาบันมากกว่าสิ่ งอื่นใด

เท่าที่ผมดูภาพในสื่อโซเชี ยลรวมถึงการแสดงความคิดเห็น เดินเชียร์ลุงจะเป็นกลุ่มผู้สู งอายุกว่าวิ่งไล่ลุง เป็นไปได้ว่ามีคนจำนวนมากที่มี ประสบการ์ผ่านร้อนหนาวทางการชุ มนุมมาตั้งแต่วัยกลางคน
การออกมาร่วมกิจกรรมของคนทั้ง 2 กลุ่ม วันเดียวกันเช่นนี้น่ าสนใจมากครับเมื่อนำมาเปรียบเที ยบกันในเชิงสัญลักษณ์
คือกลุ่มหนึ่งเคยถูกมองว่าพฤติ กรรมเถื่อน เป็นม็อบเติมเงินมาจากต่างจั งหวัด ป้ายและอุปกรณ์ใช้วัสดุที่หาได้ ง่ายๆตามข้างทาง เขียนข้อความแรง ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง
อีกกลุ่มหนึ่งจากเคยเป็นม็ อบคนชั้นกลางในเมือง วัยทำงาน วัยรุ่นหัวสมัยใหม่ ต่อต้านการคอร์รัปชั่น ชุมนุมด้วยความสงบ ทุกวันนี้ คือกลุ่มคนเดินเชียร์ลุง
เหมือนวิญญาณสลับร่างกันเลยครั บ
ทั้ง2 กิจกรรมยังชัดเจนในตัวมั นเองอีกว่า ปัญหาความแตกแยกทางการเมืองที่ ผ่านมานานกว่า 13 ปี ไม่ได้ถูกแก้ไขเลยแม้แต่นิดเดี ยว โดยรัฐบาลที่อาสาถือปืนเข้ ามาให้สัญญาว่าอีกไม่ นานคนในชาติจะรักกัน… ทุกวันนี้คงไม่มีใครอยากได้ยิ นเพลงนั้นอีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นคือปั ญหาความแตกแยก ยังถูกเจาะลึกเข้าไปสู่ วาทะกรรม “ชังชาติ” ซึ่งต่อยอดมาจากประเด็นนั กโทษหนีคดีทางการเมืองไปต่ างประเทศ
ซึ่งตรงนี้ผมมองว่า กลุ่มเดินเชียร์ลุง พยายามกอดรัดเป็นเจ้าของความรั กชาติไว้กับตัวเองเพียงฝ่ายเดี ยว ใครที่มีความคิดเห็นแตกต่ างจากรัฐบาลกลายเป็นพวกชังชาติ ทันที ซึ่งไม่น่าจะเป็นรูปแบบที่แก้ปั ญหาความแตกแยกได้
การปกป้องสถาบันก็เช่นเดียวกั นครับ ผมเห็นด้วยว่าเราควรเทิดทู นสถาบัน แต่…
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ปกป้ องสถาบันนั่นคือเครื่องหมายว่ าเป็นคนดีทุกคน หรือเป็นคนมีความสามารถในการบริ หารประเทศ

ในฐานะที่ผมไม่ได้ไปร่วมวิ่งไล่ ลุง แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าความจงรักภั กดีจะเป็นเรื่องเดียวกั บความสามารถในการบริหารประเทศ นะครับ
ที่ผ่านมา มีความพยายามอย่างมากที่จะเบี่ ยงประเด็น เวลาที่ลุงถูกตั้งข้อสงสัยถึ งความสามารถ คนรอบตัวลุงถูกตั้งคำถามถึ งความซื่อสัตย์ แต่สุดท้ายแล้วทุกครั้งมั กจบลงที่ว่าลุงรักสถาบัน ซี่งคนละเรื่องเลยครับ ถ้ามัวแต่ตกร่องอยู่ว่าคนนั้นชั งชาติ คนนี้รักสถาบัน ก็เหมือนคุยกันคนละเรื่อง
หลังจากจัดงานวิ่งไล่ลุง วันรุ่งขึ้น (13ม.ค.) มีข่าวว่าถูกดำเนินคดีแล้ว 3 ราย ในภาคอีสาน จ.สุรินทร์ ถูกเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่ าวหาในวันที่ 17 ม.ค. ส่วนอีกสองราย คือที่ จ.บุรีรัมย์และ จ.ยโสธร ทั้ง 3 ราย โดนข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมฯ นอกเหนือจากนี้ ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ จะถูกดำเนินคดี
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มเดินเชียร์ลุง ซึ่งตามภาพที่ได้เห็นมีลั กษณะคล้ายการชุมนุมทางการเมื องมากกว่าการทำกิจกรรมนั้น
ผมบอกได้คำเดียวเลยครับประวัติ ศาสตร์ประเทศไทยยังไม่เคยถู กจารึกแม้แต่ครั้งเดียวว่ าใครเชียร์รัฐบาลจะถูกดำเนินคดี
และประเด็นนี้จะอ่ อนไหวมากสำหรับอารมณ์ของสั งคมหากคนหนึ่งโดนกฎหมายบังคั บใช้แต่อีกคนไม่โดน
ลองย้อนกลับไปดู ส.ส.ท่านหนึ่งพกวัตถุระเบิดเข้ าสภา หรือ ส.ส.อีกคนหนึ่งเจอข้อหารุกป่า ถ้าเป็นคนทั่วไปคงติดคุกทั้งคู่ แล้วครับ แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบ ยกตัวอย่างแค่นี้คนจัดวิ่งไล่ลุ งก็คงรู้แล้วว่าโอกาสรอดมีมากน้ อยแค่ไหน
“ลุง” คนนี้ถูกทั้งวิ่งไล่และเดินเชี ยร์ ผู้เป็นดั่งมาสคอตรักชาติ ไม่มีใครสงสัยในความจงรักภักดี ของลุง แต่สงสัยในความสามารถครับ
คนในโซเชียลเขาแซวกันเกลื่อนว่ าเดินเชียร์ลุง เหมือนม็อบมารับเบี้ยผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมชนกันแบบนี้ ก็ยังไปเอารูปคนอื่นมาโพสต์ ลงโซเชียล กลายเป็น ” โป๊ะแตก” เพียงแค่ต้องการโชว์ว่าคนมาเชี ยร์ลุงกันเยอะ
ถ้าคนไล่ลุงโดนจับ แต่คนเชียร์ลุงรอด ผมว่าลุงต้องไปอยู่ที่ทุ่ งลาเวนเดอร์ครับ



