Biznews

สมาคมศูนย์การค้าไทย ดันนโยบาย 3 ด้าน เสริมแกร่ง Sustainable Ecosystem

สมาคมศูนย์การค้าไทย (ThaiShopping Centre Association) หรือ TSCA ผลักดันนโยบาย 3 ด้านสำคัญครอบคลุม ‘เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม-สังคม’ในการเสริมความแข็งแกร่ง Sustainable Ecosystem ผ่านการชู‘ธุรกิจศูนย์การค้า’ เป็น Key Driving Forceกระตุ้นเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งพร้อมโชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งการผนึกกำลังของสมาชิกสมาคมจากธุรกิจศูนย์การค้าชั้นนำของเมืองไทยทั้งหมด 12 บริษัท เพื่อเชื่อมต่อและพันธมิตรร้านค้าในการร่วมยกระดับมาตรฐานสังคมและประเทศโดยเฉพาะด้าน ‘สิ่งแวดล้อม’เพื่อเสริมการเติบโตของประเทศในทุกมิติอย่างยั่งยืน

นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย กล่าวว่า“ศูนย์การค้าเป็นธุรกิจที่สำคัญและมีบทบาทเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเราจึงตระหนักถึงความสำคัญในการผนึกกำลังกันเพื่อสร้าง SustainableEcosystem ที่แข็งแกร่ง สร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนรวมไปถึงบทบาทการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากการสร้างสรรค์สังคมผ่านการสร้าง Shared Valued Creationโดยใช้พื้นที่ศูนย์การค้าของเราให้เป็นประโยชน์เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ, เกษตรกร และชุมชนมาอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังเล็งเห็นร่วมกันถึงการผลักดันนโยบายด้าน‘สิ่งแวดล้อม’ อย่างเป็นรูปธรรม
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสนับสนุนประเทศชาติสู่ Net Zero โดยในปีนี้ได้ออกนโยบายสนับสนุนให้ศูนย์การค้าร่วมกัน‘ปรับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นเพียง 1°Cเพื่อประหยัดพลังงานช่วยชาติ’และยังขอเชิญชวนไปยังภาคประชาชนอีกด้วยสำหรับด้านการจัดการขยะยังได้จับมือกับ กทม. เข้าร่วมโครงการ‘ห้างนี้…ไม่เทรวม’ โดยเริ่มต้นที่การจัดการขยะอาหาร
และทำให้ธุรกิจศูนย์การค้าเป็นต้นแบบให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่อื่นๆต่อไปอีกด้วย”

สมาคมศูนย์การค้าผลักดันนโยบาย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. Empowering Economy:
การลงทุนใน ‘ธุรกิจศูนย์การค้า’ ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจกระตุ้นการจ้างงาน สร้างอาชีพโดยปัจจุบันหากนับเฉพาะสมาชิกสมาคมฯ มีธุรกิจศูนย์การค้ารวม 90แห่งทั่วประเทศ นับเป็นพื้นที่รวมทั้งหมด 15 ล้านตารางเมตรเทียบเป็นสัดส่วน 50% ธุรกิจศูนย์การค้าในประเทศไทย มีพนักงาน(รวมร้านค้า) กว่า 220,000 คน และสร้างงานในอุตสาหกรรมราว500,000 คน ทั้งนี้สมาคมฯ มีแผนขยายในอนาคตถึงปี 2030 เพิ่มอีก 18โครงการ รวมมูลค่ากว่า 152,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน การสนับสนุน ‘การจับจ่าย’ & ‘กำลังซื้อประชาชน’ผ่านการสร้างสรรค์แคมเปญการตลาด สอดรับนโยบายภาครัฐอย่างมาตรการ Easy e-Receiptจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่ดีซึ่งมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีเงินสะพัดกว่า 5 หมื่นล้านบาท

สมาคมฯ เสนอภาครัฐในการสร้าง Multiplier Effectในการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อให้ประชาชนเพื่อเป็นการเพิ่มอุปสงค์การซื้อสินค้าและบริการนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยการใช้จ่ายแต่ละรอบจะกลายเป็นรายได้ของผู้อื่นต่อเนื่องกันไปส่งผลให้มีการจับจ่ายและการลงทุนเพิ่มขึ้นนำไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่เพิ่มขึ้นทวีคูณพร้อมกับเสนอเพิ่มความถี่มาตรการ Easy e-Receipt มากกว่า 1ครั้งต่อปี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

2. Elevating Society:
สร้างพื้นที่ศูนย์การค้าให้ SMEs โชว์ศักยภาพ ตลอดจนผู้ด้อยโอกาสได้ใช้ศักยภาพพื้นที่ในศูนย์การค้า เปิดพื้นที่ฟรีให้ผู้ระกอบการ,เกษตรกร และชุมชน ร่วม Co-Create และ Creating Shared Valueสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศในอนาคต

ยกระดับ Thainess & Soft Power ริเริ่มพื้นที่ Thainess Stationสินค้าไทย ร่วมใจเพื่อชุมชนผลักดันและยกระดับสินค้าท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลกผ่านการนำมาจัดแสดงและจัดจำหน่ายในพื้นที่ศูนย์การค้า เช่นสินค้าไทย สินค้าพื้นเมือง OTOP ผลงานของนักออกแบบไทยเมนูอาหารไทย เมนูอาหารเพื่อสุขภาพถ่ายทอดวัตถุดิบจากภาคต่างๆรวมถึงจัด Cultural Event ครบทุกมิติ ชูความโดดเด่นของไทยทั้งด้านFood, Fashion, Fighting, และ Festival อาทิ Fashion Showกางเกงช้าง ผ้าไทย กิจกรรมมวยไทย ประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทงการจัดโขน การแสดงดนตรีไทย การนวดไทย และอื่นๆ เป็นต้นซึ่งเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในการมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกด้วย

3. Encouraging Efforts to Protect Environment:
ผลักดันศูนย์การค้าจัดการพลังงาน ‘เพิ่ม 1 ลด 4’ หมายถึง เพิ่มอุณหภูมิ1 องศา ลดความเสี่ยง sudden changeของอุณหภูมิจากอากาศร้อนเจออากาศเย็น ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดโลกร้อนซึ่งจุดเปลี่ยนของการปรับเพิ่มอุณหภูมิ 1 องศาสามารถลดการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 2.54% นับเฉพาะสมาชิกสมาคมฯลดการใช้พลังงานได้ 25 ล้านหน่วยต่อปี เป็นเงิน 113 ล้านบาทต่อปีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 12,527 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 1.3ล้านต้นราว 7,000 ไร่ และหากทั้งอุตสาหกรรมร่วมมือกันจะลดได้ราว 53  ล้านหน่วย เท่ากับ 238 ล้านบาทต่อปี

สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคบริการ โดยติดตั้ง Solar roofรวมกำลังการผลิตแล้วกว่า 66 MWp มากกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่ได้จากพลังงานน้ำและพลังงานจากแผงโซล่าร์รวมกันที่ 34%ซึ่งประมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของหลังคาศูนย์การค้านับเฉพาะสมาชิกฯ อยู่ที่ 86 ล้านหน่วยคิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นร่วม 1,700 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่ใช้ลดพลังงานอื่นๆ เช่น Machine efficiencyปรับเปลี่ยนใช้เครื่องทำความเย็น (Chiller) ประสิทธิภาพสูงเปลี่ยนหลอดไฟ LED

ในปี 2567 สมาคมศูนย์การค้าไทยยังเพิ่มมาตรการในธุรกิจศูนย์การค้าเพื่อดูแล ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่มากยิ่งขึ้นโดยจับมือกับ กรุงเทพมหานคร เสริมมาตรการจัดการขยะ ในโครงการ“ห้างนี้…ไม่เทรวม” จัดการขยะแบบพุ่งเป้า เป้าแรกคือ ขยะอาหาร
เป้าสองคือกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่อื่นๆ ต่อไปซึ่งจัดการให้ศูนย์การค้ามีระบบการบริหารจัดการขยะที่ต้นทางลดปริมาณขยะที่ส่งไปจำกัด สร้างวัฒนธรรมและวิถีปลอดขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดี และสมาชิกสมาคมฯยังมีเป้าหมายด้านการคัดแยกขยะ เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็น Zero Wasteซึ่งมีทางเลือกมาตรการจัดการแยกขยะที่หลากหลาย

ปัจจุบันสมาคมศูนย์การค้าไทยประกอบด้วยผู้ประกอบการธุรกิจศูนย์การค้าทั้งหมด12 ราย ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), บริษัทเดอะมอลล์ชอปปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด, บริษัทแพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), บริษัทสยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อัลไล รีท แมนเนจเมนท์จำกัด, บริษัท วัน แบงค็อก จำกัด, บริษัท แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา จำกัด,และบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน)

Related Articles

Back to top button