มองตลาด 4 ด.สุดท้ายของปี เศรษฐกิจไทยซึมยาว กำลังซื้อซบเซาเหตุค่าครองชีพสูง

คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ช่วง 4 เดือนสุดท้าย ของปี 2567ผ่านเม็ดเงินโฆษณาและกิจกรรมการตลาด แม้ EUFA Euro และ Paris Olympic 2024ที่เพิ่งจบไปจะกระตุ้นความคึกคักของตลาดและเม็ดเงินโฆษณาได้บ้างแต่การจับจ่ายของผู้บริโภคยังซึมยาว เหตุปัจจัยค่าครองชีพพุ่งสูง รายได้หดตัวซ้ำเติมผู้ประกอบการจากการแข่งขันและปัจจัยลบรอบด้าน
Paris Olympic 2024 ที่เพิ่งจบไป ได้รับความสนใจจากผู้ติดตามชมการถ่ายทอดสดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาสำคัญๆที่นักกีฬาของไทยได้มีโอกาสเข้าชิงเหรียญในรอบลึกๆเช่นแบดมินตันเทควันโด ยกน้ำหนักและมวย เป็นต้น สร้างความคึกคักจากเงินสนับสนุนถ่ายทอดโดยสปอนเซอร์ได้เกินคาด โดย MI GROUP ประเมินเม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดในไทยของ
Paris Olympic 2024 ไม่ต่ำกว่า 500 ล้าน โดยรวมทั้งสปอนเซอร์หลักและสปอนเซอร์รายย่อยรวมถึงแบรนด์ที่เกาะกระแส Paris Olympic 2024

อัพเดทเม็ดเงินอุตสาหกรรมโฆษณาล่าสุดปีนี้ถึงเดือนกรกฏาคมอยู่ที่ 49,433 ล้านบาทหรือ+4.9% จากปี 2023
ทั้งนี้หากคำนึงถึงปัจจัยบวกและลบต่างๆตลอดทั้งปีแล้ว รวมถึงโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาทที่รัฐบาลระบุว่าจะแจกให้กับประชาชนได้ใช้จ่ายในช่วงเดือนธันวาคมปีนี้คาดเม็ดเงินโฆษณาทั้งปีจะปิดที่ 8,7617 ล้านบาท หรือ +3.3% จากปี 2023
โดยเติบโตจากสื่อดิจิทัลและสื่อนอกบ้าน(Out of Home Media)
จากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นในช่วงปีนี้การจับจ่ายของผู้บริโภคยังซึม ค่าครองชีพที่ยังคงพุ่งสูง รายได้หดตัวปัจจัยหลักส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ที่ผู้ประกอบการในไทย(ทั้งผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างชาติในไทย)ได้รับผลกระทบและการแข่งขันจากผู้ประกอบการจีน ทุนจีน ที่เข้ามาในหลากหลายอุตสาหกรรมจากนโยบายการให้สิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนของภาครัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งแน่นอนว่าส่งผลดีและผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยในหลายเรื่องแต่ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณและหลักฐานชัดในด้านผลเสีย เนื่องจากผู้ประกอบการจีนทุนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ ที่แตกต่างจากผู้ประกอบการและทุนจากชาติอื่นๆที่ผ่านมา
ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต การใช้นิเวศน์การผลิตและการดำเนินธุรกิจในสไตล์จีนไม่ค่อยส่งผลดีในภาคการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบการผลิตภายในประเทศ ซ้ำร้ายยังส่งผลต่อผู้ประกอบอื่นๆในไทยที่เสียเปรียบอยู่หลายช่วงตัว

ผู้ประกอบการหลายรายลดกำลังการผลิตเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิต บางรายปิดตัวลงลดการจ้างงาน ยกเลิกการจ้างงาน ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นทอดๆมายังแรงงานเกือบทุกประเภท(ทั้งแรงงานทักษะสูงและต่ำ)ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEsคาดหวังให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการเพื่อปกป้องลดความได้เปรียบของผู้ประกอบการและทุนจากต่างชาติและเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดที่เป็นธรรมและอยู่รอดได้ในสมรภูมิเดือ
ดนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน ไม่ว่าจะเป็น Shopee Lazadaรวมไปถึงแพลตฟอร์ม Shoppertainment อย่าง TikTokซึ่งทำให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยไม่ได้ไปต่อ และยุติกิจการลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและล่าสุด Temuแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนต่อท่อตรงสินค้าจากจีนมายังผู้บริโภคในประเทศไทย
ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวได้สั่นสะเทือนวงการอีคอมเมิร์ซของสหรัฐอเมริการและอีกหลายประเทศมาแล้วด้วยจุดขายสินค้าราคาถูก ส่งถึงมือผู้ซื้อได้เร็ว และรับประกันความพึงพอใจ
ทั้งนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่หลังวิกฤตโควิด-19 เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาตลาดและผู้บริโภคในประเทศไทยเข้าสู่ยุคSocial-Driven Society อย่างเต็มตัว (Social-Driven Society =
ยุคที่ผู้บริโภคฟังและเชื่อถือผู้บริโภคด้วยกันมากขึ้น) MI GROUPคาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซในไทยจะแตะ 1,000,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีนี้อย่างแน่นอน

ภาพรวมบรรยากาศของตลาดในประเทศเป็นที่ชัดเจนว่า Influencer Marketingกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักการตลาดและสื่อสารการตลาดในยุคที่ Influencerมีหน้าที่หลักในส่วน lower funnelเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดแอคชั่นต่อแบรนด์สินค้าและบริการนั้นๆเพื่อเพิ่มยอดขายท่ามกลางสภาวะที่กำลังซื้อยังคงซบเซาInfluencer Marketing ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักทางการตลาดดันเม็ดเงินในส่วนนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดเฉลี่ยแตะมากกว่า 30%ของงบโฆษณาในแต่ละแคมเปญ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าขนาดของแคมเปญและงบประมาณ) และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นี่ยังไม่นับรวม AffiliateMarketing (การตลาดแบบช่วยขาย แล้วแบ่งกำไร) ที่เป็นตัวผลักดันหลักให้จำนวนInfluencers ในไทยพุ่งแตะกว่า 2 ล้านราย
ท้ายสุด อีกตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้คือปัจจัยทางการเมือง ซึ่งหากวันที่ 14 สิงหาคมศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเป็นคุณต่อนายกรัฐมนตรีก็น่าจะทำให้เห็นภาพรวมเป็นไปตามที่ประเมินไว้แต่หากศาลตัดสินไม่เป็นคุณต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้อย่างแน่นอนเพราะสูญญากาศของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและครม.ทั้งคณะน่าจะกินเวลากว่า 2-3เดือนเป็นอย่างน้อย ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ซึ่งทาง MIGROUPได้ประเมินฉากทัศน์นี้ไว้ว่าอาจทำให้เม็ดเงินอุตสาหกรรมโฆษณาและสื่อสารการตลาดปิดปี 2024ไม่เติบโตหรืออาจติดลบเมื่อเทียบกับปี 2023 ที่ผ่านมา


