อิปซอสส์ เผยชุดการศึกษา ชี้ 9 เทรนด์ ที่นำไปสู่ 4S เจาะลึกอินไซด์ผู้บริโภคไทย

อิปซอสส์ ชี้ ผู้บริโภคกำลังพัฒนา สู่ยุค SELF-sumerใส่ใจกับปัจจุบัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน และคนไทยตื่นตัวกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลกและกังวลใจกับข้อมูลส่วนตัวบนออนไลน์ที่จะถูกบริษัทนำไปใช้ประโยชน์ในทางผิดเผยรายงานการศึกษาชุดใหญ่ ครบรอบ 10 ปี “Ipsos GlobalTrends” เผย “9 เทรนด์โลก” ที่นำไปสู่ “4S”เจาะลึกอินไซต์ผู้บริโภคไทย – SELFsumer SeamlessnessSecurity และ Sustainability
บริษัทอิปซอสส์ จำกัด (Ipsos Ltd.) ผู้นำระดับโลกด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค โดย นางสาวอุษณา จันทร์กล่ำ (Usana Chantarklum) กรรมการผู้จัดการพร้อมกับ นางสาว พิมพ์ทัย สุวรรณศุขผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และ นาย ฉันท์ชนิตร พันธุมสุตCountry Service Line Leader, Brand Health Tracking ได้เปิด9 เทรนด์โลกจากรายงานการศึกษาชุดใหญ่ ครบรอบ 10 ปี
“อิปซอสส์ โกลบอล เทรนด์ 2024” (Ipsos Global Trends 2024)โดยสรุปเทรนด์ออกมาเป็น “4S” (SELFsumer Seamlessness
Security และ Sustainability) ที่มีผลต่อผู้บริโภคไทยและกำลังขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์In search of a new consensus: From tension tointention สู่ฉันทามติใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดและสับสนผู้บริโภคต่างแสดงความตั้งใจที่จะควบคุมอนาคตของตนเอง
สำหรับ 9 เทรนด์โลก ที่มีการอัปเดตใหม่ในปีนี้เป็นผลการศึกษาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนจำนวนกว่า50,000 คนใน 50 ประเทศ นับเป็นร้อยละ 74 ของประชากรโลกและร้อยละ 90 ของ GDP โลก ประกอบ ด้วย อลหม่านโลกาภิวัตน์(Globalisation Fractures) สังคมที่แตกแยก (ของฉัน-ของเธอ-ไม่ใช่ของเรา) (Splintered Societies) เพราะโลกนี้มีใบเดียว
(Climate Convergence) เทคโนโลยีมหัศจรรย์ -ตื่นเต้นหรือกังวลใจ (Technowonder)
การสร้างสุขภาพที่ดีอย่างมีจิตสำนึก (Conscientious Health)
ย้อนเวลาหาอดีต (Retreat to Old Systems)ชีวิตไม่มีความหมายตายตัว ปัจจุบันสร้างสุข (Nouveau Nihilism)พลังแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา (The Power of Trust)
ปัจเจกนิยมในโลกอันวุ่นวาย (Escape to Individualism)ซึ่งจากการวิเคราะห์พบธีมหลักในปีนี้คือท่ามกลางความตึงเครียดและความสับสนเหล่านี้ผู้คนต่างแสดงความตั้งใจที่จะควบคุมอนาคตของตนเอง
โดยสามารถขมวดประเด็นหลักมาเป็น “4S”ที่เจาะลึกอินไซต์ของผู้บริโภคไทย หรือก็คือ SELFsumerSeamlessness Security และ Sustainability โดย SELF-sumer ที่ต้องการประสบการณ์ไร้รอยต่อจากเทคโนโลยีใหม่ๆ(Seamlessness) แต่ก็ยังกังวลใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล(Security) และ ความยั่งยืน (Sustainability)
SELFsumer ผู้บริโภคกำลังพัฒนา –
ตอนนี้พวกเขาใสใจกับปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกเสมือน และเลือกที่จะพึ่งพาตัวเองมากขึ้น
การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจอย่างต่อเนื่องชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของผู้บริโภคที่มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจความสุขของตัวเอง ณ ปัจจุบันมากขึ้น
ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 72ของคนไทยเลือกใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ร้อยละ 66) และ ร้อยละ84 มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้ เพราะอนาคตไม่แน่นอนโดยประเทศไทยอยู่อันดับสูงสุดในบรรดา 50 ประเทศที่ทำการสำรวจ
ผู้บริโภคยังเน้นให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองทั้งบนโลกความจริงและออนไลน์ โดยร้อยละ 65ของคนไทยชอบซื้อสินค้าหรือประสบการณ์ที่คิดว่าจะทำให้พวกเขาดูดีในรูปที่โพสต์ออนไลน์
นอกจากนั้นยังมีคนบางกลุ่มยังเลือกที่จะหลีกหนีความวุ่นวายบนโลกแห่งความจริง ไปใช้ชีวิตในโลกเสมือนจริงแทน และที่น่าสนใจคือในโลกเสมือนจริง คนเหล่านั้นก็ยังสนใจภาพลักษณ์ของตัวอวตาร(avatar)และยินดีจ่ายเงินเพื่อให้ตัวอวตารของตนมีภาพลักษณ์ที่ดีด้วยเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์ที่จะตอบสนองการที่ผู้บริโภคแสวงหา “ความสุข” ในปัจจุบันเชื่อมโยงโลกเสมือนจริงเข้ากับผลิตภัณฑ์/ร้านค้าเป็นโอกาสสำหรับการใช้กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ และสร้างช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้เพิ่มเติมบนโลกเสมือนจริงที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่โฆษณาอีกต่อไปนอกจากนั้นผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มหันมาเชื่อตนเองหรือแวดวงออนไลน์ของตนเองมากกว่าที่จะเชื่อแบรนด์หรือผู้เชี่ยวชาญและการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผู้คนถึงร้อยละ 84ต้องการควบคุมการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองมากขึ้นและร้อยละ 82มักจะพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยตัวเองอยู่เสมอ แทนที่จะอาศัยเพียงสิ่งที่แพทย์บอก
ปัจจุบัน “อินฟลูเอนเซอร์”มีบทบาทมากขึ้นในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทั้งทางกายภาพและโลกเสมือน โดยที่ 58%ของผู้บริโภคคนไทยมักซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยอิงจาก“อินฟลูเอนเซอร์” ที่เขาชื่นชอบและติดตามบน โซเชียล มีเดียเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยเพียง 44% ของ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
Seamlessness ประสบการณ์ไร้รอยต่อ –
คนไทยตื่นตัวกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AIมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกผลสำรวจพบว่าคนไทยมีความตื่นตัวและสนใจเกี่ยวกับการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AIมาใช้ในผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆเป็นอันดับสามของโลกรองจากจีนและอินโดนีเซียผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 73 กล่าวว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างมากในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาและคนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI หลายคนเชื่อว่า AIจะเข้ามาปรับปรุงในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้าโดยเฉพาะในด้านความบันเทิงและการประหยัดเวลาโดยเป็นสัดส่วนของความรู้สึกที่ว่า ดีขึ้น / เหมือนเดิม / แย่ลง
ดังนี้ งาน 52% 33% 12%
ปริมาณข้อมูลเท็จบนอินเทอร์เน็ต 47% 28% 18%
ตลาดงาน 51% 21% 23%
เศรษฐกิจในประเทศไทย 53% 29% 14%
ตัวเลือกความบันเทิง 67% 23% 8%
เวลาที่ใช้ในการทำงาน 65% 24% 9%
สุขภาพ 51% 37% 10%

แต่ถึงแม้ว่าผู้บริโภคต้องการความสะดวก รวดเร็ว ว่องไวผู้คนยังคงมองหาปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ชอบการบริการจากคนมากกว่าจากแชทบอท โดยเฉพาะกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์และคนไทยกว่าครึ่งรู้สึกว่าบริษัทต่างๆไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ในขณะเดียวกัน เมื่อติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะรอเจ้าหน้าที่ มากกว่าที่จะคุยกับ AI
Chatbot ทั้งนี้ร้อยละ 73 ของคนไทยรู้สึกว่า การบริการลูกค้า(Customer Service) ถูกปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติมากเกินไป โดย
กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomers) เป็นกลุ่มที่คิดเช่นนี้มากที่สุด(ร้อยละ 81) เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ – Gen X (ร้อยละ 75),
Millennials (ร้อยละ74) และ Gen Z (ร้อยละ 66)
นอกจากนี้ คนไทยกว่าครึ่ง (ร้อยละ 55) กล่าวว่าบริษัทต่างๆไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้
และร้อยละ 74 พร้อมที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่าความสำเร็จที่แท้จริงในการออกแบบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและน่าจดจำจึงขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจผู้คนและการสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์

แบรนด์ต้องตอบสนองและกำหนดความคาดหวังผ่านประสบการณ์ทำความเข้าใจและรวบบริบทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ประสบการณ์และใช้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)ในการออกแบบและส่งมอบประสบการณ์
ขณะที่ผู้บริโภคมองหาประสบการณ์เทคโนโลยีไร้รอยต่อ แต่Security ความปลอดภัยของข้อมูลยังคงเป็นความกังวลใหญ่ ร้อยละ82ของคนไทยให้ความเห็นว่าว่าการที่เราทุกคนจะสูญเสียความเป็นส่วนตัวในอนาคตจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุดแต่ร้อยละ 81 ยังคงมีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวที่บริษัทต่างๆเก็บรวบรวมเกี่ยวกับพวกเขาจากโลกออนไลน์นั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร โดยกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ กังวลสูงสุด ในอัตราร้อยละ 87 ตามมาด้วย Gen X ร้อยละ 84 Millennials ร้อยละ 77 และ Gen Zร้อยละ 81
การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability)มีอะไรมากกว่าแค่ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม ต้องการให้ภาครัฐหรือองค์กรโฟกัส ยุติความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำคุณภาพด้านการศึกษาการจ้างงานและสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับทุกคน
เมื่อถูกถามว่า หากนึกถึงคำว่า Sustainability หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน พวกเขาต้องการให้ภาครัฐหรือองค์กรโฟกัสกับเรื่องใดมากที่สุด คำตอบ 3อันดับแรกที่คนไทยเลือกคือ 1.การยุติความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 2.การศึกษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพสำหรับทุกคน และ 3.การจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพและการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน จะเห็นได้ว่า ประเด็น “ESG”ที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล้วนอยู่ในหมวด Social(สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล)มากกว่าในหมวด Environment (สิ่งแวดล้อม)
คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่เหนือระดับบุคคลไปแล้ว ร้อยละ 89 ของคนไทยกล่าวว่าพวกเขาได้ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ร้อยละ79คิดว่าบริษัทต่างๆ ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากพอ และร้อยละ 87ของคนไทยเชื่อว่าแบรนด์สามารถสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กับทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมได้
นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สนับสนุนร่วมดูแลสังคม แสดงความจริงใจและสื่อสารอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสังคมและธรรมาภิบาลซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสนใจในยุคของ SELF-sumer
ที่ต้องการประสบการณ์ไร้รอยต่อจากเทคโนโลยีใหม่ๆ(Seamlessness) แต่ก็ยังกังวลใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
(Security) และ ความยั่งยืน (Sustainability)

ข้อเสนอแนะสำหรับแบรนด์
ดังนั้น จากเทรนด์ 4S ที่กล่าวมา จึงเห็นได้ว่าเทรนด์โลก และเทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นแบรนด์จึงควรที่จะเตรียมพร้อมอยู่เสมอ และ มีหลัก “3 Be” เป็นที่ตั้งได้แก่ 1. Be Informedหรือการตระหนักและเข้าถึงความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่เสมอ2. Be Active หรือ การตอบสนองของแบรนด์ที่รวดเร็วต่อเทรนด์พฤติกรรม หรือ เทคโนโลยีใหม่ๆ3. Be Inclusive ซึ่งหมายถึงการย้อนกลับมามองกลุ่มผู้บริโภคหลัก และปรับระดับการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะกับผู้บริโภคของตนเพราะถ้ากลุ่มผู้บริโภคหลักไม่สามารถตามทันเทคโนโลยีที่แบรนด์นำมาใช้ได้ความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อาจจะลดลงได้
ผลสำรวจ Ipsos Global Trends 2024 เป็นการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวไทย อายุระหว่าง 20 – 74 ปี1000 คน ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน 2567และชุดใหญ่ระดับโลก ที่สำรวจกลุ่มผู้บริโภค ใน 50 ตลาด 50ประเทศ เป็นตัวแทนของ 74% ประชากรโลก และ 90% ของ GDPโลก นางสาว อุษณา กล่าวปิดท้าย



