‘ทนายตั้ม’จากจุดเริ่มสู่จุดจบ บุคคลที่สุดแห่งปี 2567

ถ้าปี 2567 จะเป็นปีที่มีแต่เรื่องซวยๆของใครสักคน คนๆนั้นต้องเป็น “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความที่มีแฟนคลับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กติดตามกว่า 2 ล้านคน
นักกฎหมายที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นทนายประชาชน สร้างชื่อออกสื่อจนได้ชื่อว่า “ทนายคนดัง” ระยะหลังๆสนิทสนมกับนายตำรวจระดับบิ๊ก แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ จนมีคนเรียกว่า “ทนายไฮโซ”
ทุกครั้งที่ “นายษิทรา” ปรากฏตัวออกสื่อจะต้องเป็นข่าวดังที่มีคนสนใจทั้งประเทศ มีเรตราคาค่าปรึกษากฎหมายทางโทรศัพท์คิดราคา 20 นาที 1,500 บาท ซึ่งประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึง
หลายปีที่ทนายตั้มพยายามเลี้ยงกระแสด้วยการออกมาอยู่ที่สว่างกลางแสงไฟ อาศัยพื้นที่สื่อเอาชื่อเสียงของตัวเองไปดีลงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย บางครั้งมีคนพบเห็นพฤติกรรมเบื้องหลังเป็นล็อบบี้ยิสต์ พร้อมๆกับการใช้เฟซบุ๊กสร้างตัวตนว่าเป็นคนจริงจังมีความน่าเชื่อถือ
ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2567 มีสัญญาณเตือนบางอย่างจากการโพสต์เฟซบุ๊กของทนายตั้ม ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตย้อนแย้งกับการกระทำมากเกินไป เหมือนสภาวะที่คนโกหกตัวเองจนแยกไม่ออกว่าเรื่องไหนคือเรื่องจริง
นี่คือ Timeline ในปี 2567 ของทนายตั้มที่ออกมาเคลื่อนไหวและเป็นข่าว ซึ่งเมื่อใช้หลักพฤติกรรมศาสตร์รวบรวมวิเคราะห์แล้วเราจะเห็นสัญญาณเตือนดังกล่าวเป็นระยะๆ
ต้องย้อนกลับไปกลางดึกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ทนายตั้มกับนายอาคม คงสวัสดิ์ เพื่อนทนายความ ถูกจับตามหมายศาลมีนบุรี ในความผิด 2 ข้อหา จากการใช้มาตรา 100/2 พรบ.ยาเสพติด อันเป็นเท็จ ได้แก่
1.ร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
2. ร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา
ซึ่งนายษิทราและนายอาคม ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นเงินสดคนละ 1.5 แสนบาท สาเหตุมาจากการเข้าไปเป็นทนายความให้เอมี่ อดีตนักแสดงที่ถูกจับเกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติด
ถ้าการรับเป็นทนายความในคดีนี้คือการแจ้งเกิดส่งผลให้ชื่อของนายษิทรา เริ่มปรากฏอยู่บนสื่อบ่อยขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น และทำให้วันนี้คนไทยรู้จัก “ทนายประชาชน” ก็ต้องบอกว่านี่คือการติดกระดุมเม็ดแรกผิด
เพราะหลายๆคดีต่อมาที่นายษิทรารับเป็นทนายความ การออกมาให้ความเห็นทางกฎหมายของทนายตั้ม มักทำให้นักกฎหมายออกมาค้านอยู่เสมอ และถูกต่อยอดจนกลายเป็นภาพความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมวิชาชีพทนายความเป็นประจำ
8 มกราคม 2566 เฟซบุ๊ก ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน โพสต์ภาพข้อความในไลน์ ระบุว่า
“คดีนี้มาปรึกษาผมตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมก็ทำเรื่องฟ้องหย่าภรรยา ฟ้องชู้ที่เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ปรากฎว่าได้มีการข่มขู่ คุกคามคุณ ก. มาตลอด คุณ ก.เลยอยากจะให้เรื่องนี้ออกสู่สาธารณะ เพื่อป้องกันตัวหากเป็นอะไร และอยากให้ประชาชนได้รู้พฤติกรรมของนักการเมืองใหญ่คนนี้ จึงขอให้ผมช่วยดำเนินการให้ เรื่องนี้ค่อนข้างจะเสี่ยงกับผม จึงไม่อาจทำอะไรให้ถูกใจทุกคนได้ ผมเลยต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง และพยายามให้กระทบกับพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด แต่ทุกคนจะได้รู้แน่นอนครับ”
พร้อมกับตั้งคำถามว่า #ถ้าเปิดไลน์คนที่เรารักแล้วเจอแชทแบบนี้เป็นคุณจะรู้สึกอย่างไรครับ?
ซึ่งการนำหลักฐานทางคดีที่ตกลงรับงานเป็นทนายความให้แล้วมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้นักกฎหมายหลายคนมองว่านำความลับของลูกความมาสร้างความนิยมในโซเชียลให้ตัวเองแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง
อีก 1 สัปดาห์ต่อมา 15 มกราคม 2566 นายษิทรา โพสต์ภาพถ่ายคู่กับ “จิ๊บ คีตภัทร” โดยมีข้อความ #พร้อมดำเนินคดีข่าวปลอมคลิปปลอม แม้จะเล่าถึงคดีที่รับงานทนายความ แต่โพสต์นี้คือต้นเรื่องที่ทำให้วันนี้ทนายตั้มต้องติดคุก
“เมื่อคืนนี้ผมกำลังจะบินไปทำสัญญาให้ลูกความที่ฝรั่งเศส คุณจิ๊บ คีตภัทร ได้รีบกลับจากอเมริกาเพื่อมาหาผมก่อนเดินทางที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยปรึกษาเรื่องที่มีสื่อออนไลน์กุเรื่องและพยายามโยง คุณจิ๊บ กับข่าวคลิปหลุดซื้อบริการทางเพศแล้วโดนแบล็คเมล์ซึ่งไม่มีมูลความจริง เพราะไม่มีคลิปอยู่จริงและคุณจิ๊บอยู่กับครอบครัวที่สหรัฐอเมริกามา 3 เดือนแล้ว ข่าวดังกล่าวทำให้คุณจิ๊บเสื่อมเสีย โดยให้ดำเนินคดีผู้ใช้ TIKTOK ต้นเรื่อง และคนที่แชร์ หรือคอมเม้นในทางเสียหาย ผมได้มอบหมายให้ทนายความในสำนักงาน Sittra Law Firm พาคุณจิ๊บ แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดฐานนำความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต่อไปครับ”
“บินไปทำสัญญาให้ลูกความที่ฝรั่งเศส” ใครจะไปคิดว่าโพสต์นี้ จะกลายเป็นหลักฐานเชื่อมโยงคดีฉ้อโกง “เจ๊อ้อย” ในอนาคตอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า
หลังจากนั้นนายษิทรา ตกเป็นคู่ขัดแย้งกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ประเด็นรับส่วย ต่างคนต่างใช้แหล่งข่าวใต้ดินขุดข้อมูลออกมาแฉกันอย่างดุเดือด
25 มีนาคม 2566 นายษิทรา โพสต์ภาพพร้อมข้อความทางเฟซบุ๊กว่า
“วันนี้มาทำบุญไม่ขออะไรมาก ขอสาบแช่งใครที่เคยรับเงินชั่วของแก๊งสารวัตรซัว แสร้งทำเป็นโจรกลับใจ รับผลกรรมโดนยึดทรัพย์หมดตัวทั้งตระกูล กลายเป็นคนไร้ต้นทุนจริงๆ สมพรปากทีเถอะสาธุ”
โพสต์นี้มีคำว่า #รับเงินชั่ว #โจรกลับใจ #ยึดทรัพย์ #หมดตัวทั้งตระกูล และ #คนไร้ต้นทุน คำสาปที่วันนี้ถูกนำมาเป็น Digital Footprint ว่าย้อนกลับเข้าตัวเอง
การที่นายษิทรา ออกมาท้าชนกับนายชูวิทย์ ทำให้แฟนคลับทนายตั้มชื่นชมว่าเป็นคนหนุ่มที่มีเครือข่ายความลับ แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่คือการปะทะกันของนักมวยกระดูกคนละเบอร์ หมัดของนายชูวิทย์ที่ชกออกมาแต่ละครั้งสร้างทั้งความบอบช้ำและบาดแผลให้กับนายษิทรา กินเวลาล่วงเลยมาจนถึงต้นปี 2567 ก่อนที่นายชูวิทย์จะขอเลิกแล้วต่อกันเพราะต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำการรักษามะเร็งไม่อยากมีเรื่องค้างคาใจกับใครอีก
หนึ่งในความบอบช้ำที่นายษิทรา โดนเจ้าพ่อแฉทิ้งระเบิดไว้จนพังพินาศคือ ความร่ำรวยที่เพิ่มมากขึ้นแต่ผลประกอบการของบริษัทไม่ปรากฏกำไรสอดคล้องตามรสนิยมการใช้ของแบรนด์เนมราคาแพง
จบจากชูวิทย์ ทนายตั้มเดินหน้าชนกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ซึ่งนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. ขณะนั้น ปรากฏเป็นข่าวว่ากำลังมีประเด็นเข้าใจผิดกับ “บิ๊กโจ๊ก” โดยออกมาแฉข้อมูลการรับส่วย และเส้นทางการโอนเงินเกี่ยวพันกับนักข่าว ซึ่งการออกมาชนครั้งนี้ยิ่งทำให้นายษิทรามีสภาพพังพินาศ กระแสโซเชียลตีกลับจนต้องหายไปจากโลกโซเชียลหลายเดือน
25 เม.ย. 2567 นายษิทรา มีความเคลื่อนไหวหลังจากหายไปนานด้วยการโพสต์เฟซบุ๊กว่า
“ตัวผมเองปลอดภัยดีและไม่ได้คิดจะย้ายไปไหนนะครับ แต่เพื่ออนาคตที่ดีของลูกผมและน่าจะปลอดภัยกว่าสำหรับพวกเขา เลยคิดจะส่งลูกๆไปเรียนเมืองนอกในเร็ววันนี้ ตอนนี้ก็แพลนมาดูสถานที่เรียนกันครับ ฝากเป็นกำลังใจให้เด็กๆด้วยนะครับผม ส่วนตัวผมเองปักหลักอยู่นี่ ไม่หนีไปไหน ยังอยู่สู้กับความอยุติธรรมในสังคมจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ผมไม่ได้หิวแสงนะครับ แต่หิวข้าวและประกอบอาชีพเป็นทนายเนติบัณฑิตที่สู้เพื่อประชาชนต่อไปครับ”
เดือนต่อมานายษิทรา ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผลออกมาติดสำรองลำดับที่ 14 โดยออกมาขอบคุณคะแนนเสียงที่ได้เชื่อว่ามีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งอยู่เบื้องหลังในการจัดตั้ง
ตลอดทั้งปี 2567 นายษิทราเก็บตัวเงียบแทบไม่ได้เป็นข่าวออกสื่อเลย และชีวิตก็เหมือนจะสุขสงบเพราะไม่ต้องรบกับใคร
จนกระทั่ง บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป ตกเป็นข่าวอื้อฉาวคดีฉ้อโกงดังระดับประเทศ มีดารานักแสดงเข้าไปเกี่ยวพัน ผู้เสียหายจำนวนมาก ในช่วงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มบรรดาบอสต่างเพลี่ยงพล้ำตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจติดคุกกันหมด
บรรยากาศของวิกฤตมันไปปลุกเร้าให้ทนายตั้มไม่สามารถยับยั้งได้ การปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับประกาศยืนอยู่ฝั่งผู้เสียหาย เหมือนจะบอกกลายๆว่ากลับมารันวงการอีกครั้งหนึ่งแล้ว
แต่เพราะการเดินสายล็อบบี้ยิสต์ที่ทนายตั้มคุ้นเคย ในเวลาที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับดิไอคอนกำลังหนีตาย เหตุไม่คาดฝันจึงเกิดขึ้น
11 ตุลาคม 2567 1 เดือนก่อนถูกจับ นายษิทรา แจ้งในไลน์กลุ่มข่าวทนายประชาชน โดยแคปยอดใบเสร็จรับเงินจำนวน 263,090.50 บาท พร้อมข้อความว่า
“บอสบอล ติดต่อคืนเงินให้ผู้เสียหายของผมทุกคนเลยครับืบางคนยอด 263,090 บางคนยอด 220,000 ที่ราคาไม่เท่ากัน เพราะไม่ได้ไปเที่ยว ตปท.กับบริษัท ติดต่อมาเองว่าจะคืน เดี๋ยวผมถามเย็นนี้ว่าได้คืนหรือยัง เพราะส่วนมากชาวบ้านที่ไปให้ข้อมูลจะไม่ถึงตัวบอสพอล แต่สายของผมได้เจอได้ถูกชักชวนโดยตรง”
วันเดียวกันนี้ นายษิทรา และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรมพร้อมผู้ช่วย เข้าแจ้งความกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เอาผิดผู้บริหารบริษัทชื่อดัง รวมไปถึงดารานักแสดงพิธีกรหลายราย ข้อหาแชร์ลูกโซ่ ฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน
“แม่ข่ายต่างๆ ที่คิดว่าตัวเองจะซวยแน่ ออกมาให้ข้อมูลกับเรา ออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจสอบสวนกลางนะครับ ไม่อย่างนั้นพวกคุณจะเป็นแพะ ตามสโลแกนของเขา ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เอามาเป็นผู้ต้องหาร่วมด้วยทั้งหมด แม้แต่ตัวดาราต่างๆ เอง”
ระหว่างที่ทนายตั้มกำลังยืนอยู่กลางแสงไฟสปอตไลท์สาดส่องอยู่นั้น “เจ๊อ้อย” น.ส.จตุพร อุบลเลิศ ที่อยู่ประเทศฝรั่งเศส ก็ออกมาเปิดเผยว่าได้โอนเงินให้ทนายตั้มเดือนละ 3 แสนบาท 1 ปีติดต่อกัน จากนั้นก็โอนเงินก้อนใหญ่ อีก 71 ล้านบาท (2 ล้านยูโร)
“เจ๊อ้อย” เคยถูกแจ็คพ็อตล็อตโต้ ได้เงิน 157 ล้านยูโร หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท อยู่ดีๆก็กลายเป็นเศรษฐีนี อาศัยอยู่กับสามีที่ฝรั่งเศส ซึ่งทนายตั้มบอกว่า สนิทสนมกับเจ๊อ้อยเป็นอย่างดี โอนเงินให้กันไม่แปลก เรื่องนี้ถูกเปิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567
23 ตุลาคม 2567 ทนายตั้มออกรายการโหนกระแสชี้แจงที่มาของเงิน 71 ล้านบาท
26 ตุลาคม 2567 ทนายตั้ม ไปออกรายการ ”คนดังนั่งเคลียร์” เปิดเผยว่าเตรียมฟ้องคดีปมเงิน 71 ล้าน พร้อมนำหลักฐานสำคัญออกมายืนยัน
28 ตุลาคม 2567 นายษิทรา กล่าวถึงการถูก “เจ๊อ้อย” แจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเงิน จำนวน 71 ล้านบาท ว่าเป็นการให้โดยเสน่หา
5 พฤศจิกายน 2567 ทนายตั้ม เข้าพบตำรวจ ยืนยันได้เงินมาด้วยความเสน่หา หากฉ้อโกงพร้อมจะคืน แต่หากไม่ใช่ก็ต้องว่ากันไปตามกฏหมาย
7 พฤศจิกายน 2567 พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม จับนายษิทราในข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ ขออำนาจศาลออกหมายจับนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยาของทนายตั้ม ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยจับกุมทั้ง 2 คนได้ที่ แยก อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
จากการสอบปากคำเจ๊อ้อย ตำรวจได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหากับนายษิทราไปแล้ว 7 คดี โดยคดีที่ 8 ตำรวจกำลังรอมอบอำนาจแล้วจะแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากทนายตั้ม ได้มีการทำลายพินัยกรรมของ นางจตุพร มีโทษจำคุก 5 ปี
ช่วง 2-3 ปีหลังนี้ ทนายตั้มปรากฏตัวหน้าสื่อบ่อยครั้ง จากเดิมเคยนำผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจหลายคดีเป็นที่สนใจของคนในสังคม แล้วอำนาจหน้าที่จากทนายความก็ค่อยๆขยับขึ้นมาเป็นคู่ขัดแย้ง เป็นทนายคนดังมีแฟนคลับติดตาม เป็นคนเปิดประเด็น กระทั่งล่าสุดนายษิทราเปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งไปเป็นผู้ต้องหา
จริงๆแล้วตอนที่กระแสโซเชียลฟาดกลับ ส่งผลทำให้ปีนี้นายษิทราเก็บตัวเงียบมาโดยตลอดไม่ค่อยเป็นข่าว ซึ่งนายษิทราเหมือนจะรู้ตัวว่ามีแผลที่ต้องระวังถูกเปิด การเลือกที่อยู่เงียบๆจึงเป็นผลดีที่สุด แต่เพราะคดีดิไอคอนซึ่งทำให้ทนายตั้มออกมาทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนถูกเจ๊อ้อยเช็คบิลทีเดียวจบ
เหตุการณ์นี้จึงทำให้ข่าวทนายตั้ม ถูกจับคดีฉ้อโกง เป็นข่าว #บุคคลที่สุดแห่งปี 2567



