Biznews

แนะวิธีป้องกัน เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก ‘ภัยเงียบ’ ที่คร่าชีวิตคนไทย

ความดันโลหิตสูง (Hypertension: HTN)เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลกและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและโรคไต รวมถึงการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคเหล่านี้

ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) คนไทยวัยผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 4มีภาวะความดันโลหิตสูง แต่มีเพียง 30%เท่านั้นที่สามารถควบคุมความดันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรคนี้จึงนับว่าเป็น “ภัยเงียบ”เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่แสดงอาการใด ๆ

โดยจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายแห่งชาติ (NationalHealth Examination Survey)พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ชาวไทยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและไม่ทราบว่าตนเองกำลังเผชิญกับโรคนี้เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU)ประเทศเกรนาดา หมู่เกาะเวสต์อินดิสได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจพบโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่เนิ่น ๆรวมถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันอย่างเหมาะสม

อาหารและความเครียดคือปัจจัยสำคัญ
การบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยวแปรรูป เครื่องดื่มชูกำลังและอาหารที่มีเนื้อแดงสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำให้รูปแบบการกินแบบดั้งเดิมถูกเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว องค์การอนามัยโลก (WHO)รายงานว่า คนไทยบริโภคโซเดียมมากกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวันซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำถึงสองเท่าความดันโลหิตสูง (HTN) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านโภชนาการเท่านั้นแต่ยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความกดดันในชีวิตและความเครียดทางจิตใจทั้งค่าครองชีพที่สูง การจราจรติดขัด การใช้เทคโนโลยีมากเกินไป
และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพเหล่านี้

ลักษณะภัยเงียบของความดันโลหิตสูง
ความละเอียดอ่อนของความดันโลหิตสูง (HTN)นับว่าเป็นหนึ่งในลักษณะอันตรายที่สุดของโรคนี้ซึ่งหลายคนอาจมีภาวะนี้มาหลายปีโดยไม่มีอาการชัดเจนและมีการทำลายระบบหลอดเลือดหัวใจที่อาจเกิดขึ้นแล้วก่อนที่จะมีอาการ เช่นปวดหัวรุนแรง เวียนศีรษะ หรือปัญหาด้านการมองเห็นการตรวจพบแต่เนิ่น ๆ ไม่เพียงแต่สำคัญเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยชีวิตได้

ซึ่งการตรวจสุขภาพเป็นประจำยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มักมองว่าโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคของผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม ความดันโลหิตสูงกำลังถูกวินิจฉัยเพิ่มมากขึ้นในผู้ที่มีอายุช่วงปลาย 20ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงอย่างโรคอ้วน การสูบบุหรี่ และความเครียดเรื้อรัง

การป้องกันคือกุญแจสำคัญ
1. การสร้างความตระหนักรู้ในสาธารณชน:
กระทรวงสาธารณสุขของไทยกำลังดำเนินโครงการระดับชาติ (พ.ศ. 2559–2568)เพื่อลดการบริโภคโซเดียมในประชากรไทย โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการเฝ้าระวังการให้ความรู้แก่ประชาชน การกำหนดกฎระเบียบด้านฉลากอาหารการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหาร การวิจัย รวมถึงการเน้นการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

2. การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น:
การตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอควรกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรโดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยไม่ละเลยการตรวจความดันขณะเดียวกันก็สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัล โปรแกรมสุขภาพในที่ทำงานหรือหน่วยตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน:
การป้องกันโรคความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับกิจวัตรประจำวัน เช่นลดการบริโภคขนมขบเคี้ยวที่มีรสเค็ม หันมารับประทานผักและผลไม้ลดการกินเนื้อแดง ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
และหาวิธีลดความเครียด เช่น การฝึกโยคะหรือสติ (mindfulness)ความร่วมมือระหว่างประชาชน ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ภาครัฐและสถาบันการศึกษาคือกุญแจสำคัญในการพลิกสถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทยให้ดีขึ้น

ซึ่งทุกครั้งที่เลือกของว่างที่ดีต่อสุขภาพแทนของเค็มทุกก้าวที่เดินออกกำลังกาย และทุกครั้งที่เข้ารับการตรวจสุขภาพล้วนเป็นอีกหนึ่งก้าวที่พาเราทุกคนเข้าใกล้สุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น

Related Articles

Back to top button