Biznews

‘คาราบาวกรุ๊ป’ ไตรมาส 2 สูงสุดในรอบ 15 ไตรมาส ด้วยรายได้กว่า 5,577 ล้านกำไร 800 ล้าน

บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาส 2 ปี 2568 มีรายได้จากการขายรวมเท่ากับ 5,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% (YoY) โดยในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการดำเนินการผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเองจำนวน 3,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% (YoY) จากยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลัง “คาราบาวแดง” ในประเทศที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพิ่มขึ้น 27% (YoY) จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนให้คาราบาวแดงเป็นแบรนด์สินค้าที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี

อันเป็นผลจากการที่บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์หลัก คงราคาขายปลีกที่ 10 บาท รวมถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การกระจายสินค้าที่ละเอียดยิ่งขึ้นให้มีเครือข่ายที่กว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้นผ่านคู่ค้ารายย่อยระดับอำเภอและระดับตำบล และการเพิ่มจำนวนคู่ค้าของสินค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังผ่านพอร์ตสินค้าของคู่ค้ากลุ่มแอลกอฮอล์ เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่าย

นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้จากการรับจ้างจัดจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกจำนวน 2,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% (YoY) จากการจัดจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก ที่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่รายได้จากการจำหน่ายสินค้ากลุ่มอื่นๆ เท่ากับ 189 ล้านบาท ลดลง 28% (YoY) สอดคล้องกับยอดขายของบริษัทคู่ค้า รวมถึงแผนการเปลี่ยนสีน้ำแก้วในการบริหารประสิทธิภาพการผลิตขวดแก้วของ APG

ทั้งนี้ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่บริษัทดำเนินการผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง 3,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% ในจำนวนนี้แบ่งเป็นธุรกิจในประเทศและต่างประเทศอัตราส่วนร้อยละ 56:44 โดยมีรายได้จากการขายในประเทศ 1,812 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25%

ส่วนรายได้จากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมีจำนวน 1,404 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 3% (YoY) จากการลดลงของรายได้จากการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV เป็นหลัก โดยลดลง 4% (YoY)

จากผลกระทบของการจำกัดการผ่านแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างกะทันหัน บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางและวิธีการขนส่งสินค้าไปทางเรือแทน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการขนส่งนานกว่าทางบก ส่งผลให้การขนส่งสินค้าในช่วงแรกล่าช้าไปเกินกว่ากำหนด

อย่างไรก็ตาม จากการที่บริษัทได้ดำเนินการจัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่ประเทศกัมพูชา โดยจะดำเนินการให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปี 2568 นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่แน่นอนในการนำเข้าสินค้าในระยะยาว

ทั้งนี้ รายได้จากการส่งออกไปยังเมียนมายังคงเติบโตได้ดีจากปัจจัยด้านฤดูกาลและสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดี โดยโรงงานผลิตสินค้าที่ประเทศเมียนมา จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3/2568 นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่แน่นอนในการนำเข้าสินค้า โดยบริษัทจะได้ประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศเมียนมา

รวมถึงรายได้จากการส่งออกไปยังเวียดนามที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง 38% (YoY) และเติบโตเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ภายหลังจากการร่วมมือกับคู่ค้ารายใหม่ที่มีความสามารถในการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมในพื้นที่และเข้าใจตลาด บริษัทคาดว่าประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีโอกาสสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทเท่ากับ 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% (YoY) สะท้อนยอดขายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ปรับตัวลดลง การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการจัดการเงินทุนหมุนเวียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายร่มธรรม เสถียรธรรมะ กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะ เครื่องดื่มบำรุงกำลังคาราบาวแดง ในประเทศที่มียอดขายพุ่งขึ้นถึง 27% และส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 26.7% ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์การตรึงราคาขายปลีกที่ 10 บาท ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น

ปัจจุบันคาราบาวสร้างยอดขายในประเทศสัดส่วน 56%และต่างประเทศสัดส่วน 44% ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศสร้างยอดขาย 1,404 ล้านบาท “ลดลง 4%” จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะได้รับผลกระทบของการจำกัดการผ่านแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างกะทันหัน บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางและ วิธีการขนส่งสินค้าไปทางเรือแทน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการขนส่งนานกว่าทางบก ส่งผลให้การขนส่งสินค้าในประเทศกัมพูชาช่วงแรกมีความล่าช้าเกินกว่ากำหนด

 

Related Articles

Back to top button