Biznews

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร เปิดที่มานักร้องดัง ‘สุนารี ราชสีมา’กว่าจะมีวันนี้ (EP1)

สุนารี ราชสีมา หรือชื่อจริงว่า ทิม สอนนา (เกิด 16 มีนาคม พ.ศ. 2511) เป็นนักร้องหญิงชาวไทย เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา ผลงานเพลงเด่น ได้แก่ “กราบเท้าย่าโม” และ “สุดท้ายที่กรุงเทพ”

ล่าสุด เธอถ่ายทอดประวัติความเป็นมาของตัวเธอกว่าจะมายินอยู่ ณ จุดนี้ให้แฟน ๆ ของเธอได้รับรู้ ผ่านข้อเขียนบนเฟสบุ๊คส่วนตัว หลายตอนด้วยกัน  วันนี้ แอดขอนำเสนอ 5 ตอนแรกพอเป็นน้ำจิ้ม

✍️ ชีวิตคุณสุนตอนที่ 1:
“ปลากระป๋องกระป๋องแรกในชีวิต”
ฉันเกิดมาในครอบครัวชาวไร่ชาวนา,บ้านของเรามีพี่น้องทั้งหมด 11 คน,และฉัน…เป็นลูกคนที่ 10
ชีวิตในตอนนั้นไม่ได้มีคำว่า “ความฝัน” ให้เลือกมากนัก,โดยเฉพาะสำหรับเด็กผู้หญิง
พ่อกับแม่ของฉันเป็นคนหัวสมัยเก่า,เขาเชื่อว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนสูง,ไม่จำเป็นต้องมีอาชีพใหญ่โต,แค่โตไปเป็นแม่บ้าน เป็นภรรยาที่ดี,และช่วยงานในไร่ในนา…ก็พอแล้ว
แต่ในใจลึก ๆ,ฉันอยากเป็น “ครู”
ฉันอยากใส่ชุดสวย ๆ,อยากยืนอยู่หน้ากระดาน,อยากมีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่น
แต่ฉันก็รู้ดีว่า,ความฝันนั้น…มันไกลเกินเอื้อม
ฉันเลยเก็บมันไว้เงียบ ๆ,แล้วใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น

แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันรักโดยไม่รู้ตัว
“การร้องเพลง”
ฉันไม่เคยคิดอยากเป็นนักร้อง,ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นอาชีพได้ด้วยซ้ำ
แต่ทุกครั้งที่มีเสียงเพลงจากวิทยุ,ฉันจะตั้งใจฟังมาก
แค่ฟังไม่กี่ครั้ง,ฉันก็จำได้ทั้งเพลง
และแปลกมาก,ฉันร้องเพลง “คีย์ผู้ชาย” ได้สบาย ๆ,ตั้งแต่ยังเด็ก
ฉันก็เลยร้องของฉันไปเรื่อย,โดยไม่รู้เลยว่า,สิ่งเล็ก ๆ นี้…จะเปลี่ยนชีวิตฉันทั้งชีวิต

ตอนฉันอายุประมาณ 9-10 ขวบ,ในหมู่บ้านมีการประกวดร้องเพลง
ฉันตัดสินใจไปประกวด
ไม่ใช่เพราะอยากดัง,ไม่ใช่เพราะอยากชนะ
แต่เพราะ… “อยากได้ของรางวัล”
ในยุคนั้นไม่มีเงินรางวัล,มีแค่ของใช้ธรรมดา ๆ
ปลากระป๋อง,ยาสีฟัน,ของใช้ในชีวิตประจำวัน
แต่สำหรับฉัน,มันมีค่ามาก

วันนั้นฉันขึ้นเวทีด้วยหัวใจเต้นแรง,และร้องเพลงในแบบที่ฉันเป็น
แล้วฉันก็ “ชนะ”
ฉันได้ปลากระป๋องมา,เอากลับไปให้ครอบครัว
วันนั้น,ฉันได้นั่งกินข้าวกับปลากระป๋อง
มันอร่อยที่สุดในชีวิตฉัน
ฉันมีความสุขมาก,แค่ได้เห็นคนในบ้านได้กินของดี ๆ

และอีกอย่างหนึ่งที่ฉันได้มาในวันนั้นคือ,“ยาสีฟัน”
คุณรู้ไหม…ก่อนหน้านั้นฉันไม่เคยใช้ยาสีฟันเลย
ฉันใช้ “เกลือ”
ฉันเอานิ้วชี้จุ่มน้ำ,แล้วไปแตะเกลือ,แล้วเอามาถูฟัน
ฉันทำแบบนั้นมาตลอด,จนถึงอายุ 10 ขวบ

วันนั้น…เป็นครั้งแรก,ที่ฉันได้ลิ้มรสของยาสีฟัน
แต่ฉันไม่มีแปรงสีฟันนะ
ฉันก็ยังใช้นิ้วชี้เหมือนเดิม,บีบยาสีฟันใส่นิ้ว,แล้วถูฟัน
มันไม่เป็นฟองด้วยซ้ำ
แต่ฉันรู้สึก…
“ว้าว”
มันหอม,มันเย็น,มันสดชื่น
เป็นความรู้สึกที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

ฉันดีใจมาก
ฉันวิ่งไปหาเพื่อน ๆ,แล้วทำปากใส่เพื่อน,เหมือนอยากให้เขาได้กลิ่น
อยากบอกเขาว่า,“มันหอมมากนะ!”
ตอนนั้นฉันมีความสุข,กับเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้จริง ๆ

หลังจากวันนั้น,ฉันเริ่มรู้สึกว่า
“การร้องเพลง…มันดีนะ”
มันทำให้ฉัน,ได้ช่วยครอบครัว
ได้อาหาร,ได้ของใช้
แม้มันจะเล็กน้อย,แต่มันมีความหมายมาก

และฉันไม่รู้เลยว่า
เสียงเพลงเล็ก ๆ,ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้าน
กำลังจะพาเธอ,ออกไปสู่โลกที่กว้างกว่านั้นมาก…

✨ (จบตอนที่ 1 ชีวิตคุณสุน)

✍️ ชีวิตคุณสุนตอนที่ 2:
เงิน 37 บาท กับทางแยกระหว่าง “ความฝัน” และ “ไม้เรียว”
หลังจากวันที่ฉันชนะการประกวดในหมู่บ้าน
ชีวิตฉันไม่ได้โล่งใจขึ้นเลย,แต่กลับเต็มไปด้วย “ความกังวล” ฉันต้องรอฟังจากวิทยุว่าเมื่อไหร่เขาจะเรียกฉันเข้าไปแข่งในตัวจังหวัด
แต่ในขณะเดียวกันฉันก็รู้ดีว่า…ถ้าพ่อกับแม่รู้
ฉัน “ไม่มีทางได้ไป”

พ่อกับแม่ของฉัน,เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเดิม ๆเช้าตื่น…ไปทำนา,เย็น…พาควายเข้าบ้าน
กินข้าว อาบน้ำ แล้วก็นอน,วนอยู่แบบนี้ทุกวัน
เขาไม่เคยสนใจข่าวสาร,ไม่ฟังวิทยุ,ไม่เปิดรับอะไรจากโลกภายนอกเลย,และที่สำคัญ…
เขาไม่ชอบให้ลูกออกสังคม
โดยเฉพาะเรื่อง “ร้องเพลง”
สำหรับเขา มันคืออาชีพเต้นกินรำกิน

แต่ในบ้านของฉัน,มีสิ่งหนึ่งที่เปิดโลกเล็ก ๆ ให้ฉัน“วิทยุ” เรามีวิทยุอยู่เครื่องเดียว,และพี่ ๆ ก็จะแย่งกันฟัง,คนหนึ่งฟังนิยาย,อีกคนฟังเพลงลูกกรุง,ส่วนฉัน…ฉันเลือก “ลูกทุ่ง”
ถึงจะทะเลาะกันแย่งวิทยุกันฟังบ้างแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ“เราทุกคนรักเสียงเพลง”
และพี่สาวของฉัน…คือคนที่เชื่อในฉันที่สุด

เมื่อรู้ว่าฉันต้องเข้าไปแข่งในตัวจังหวัด
พวกเราทุกคนรู้ทันทีว่า“ต้องทำอะไรสักอย่าง”
เพราะถ้าพ่อกับแม่รู้,ทุกอย่างจะจบลงตรงนั้นทันที
แต่ปัญหาคือ…“เราไม่มีเงิน”
วันหนึ่งพวกเราตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ,เราไปเปิดยุ้งข้าวของพ่อกับแม่,แล้ว “ขโมยข้าวเปลือก”ข้าวที่เก็บไว้กิน,ข้าวที่เป็นชีวิตของครอบครัว,เราตักมันออกมา,แล้วเอาไปขายที่โรงสีในหมู่บ้าน”เราได้มา… 37 บาท

37 บาทนั้นคือ “ตั๋วชีวิต” ของฉัน
พี่สาวทั้งสองคนวางแผนทุกอย่างให้,แต่เขาไปกับฉันไม่ได้,เพราะถ้าเขาหายไป
พ่อกับแม่ต้องรู้แน่นอน
สุดท้าย,ฉันต้องไปกับน้องชาย
เด็กผู้หญิงอายุ 10 ขวบกับเด็กผู้ชายอายุ 6 ขวบ
ถือเงิน 37 บาท,ออกเดินทางเข้าเมือง…ด้วยกันสองคน

เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าไปแล้ว “ไม่ชนะ”
เราจะกลับบ้านยังไง,เงินแค่นั้น,ไม่พอค่ารถไป-กลับด้วยซ้ำ,แต่ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่า
“ขอให้ได้ไปก่อน”
ค่ารถไปหมดไปกว่า 20 บาท
เงินที่เหลือ,คือความหวังทั้งหมดของฉัน
ฉันไปถึงเวทีประกวดตั้งแต่เช้าคนแข่งเยอะมาก…เป็นร้อยคน,ฉันรอ…รอจนเกือบเย็น
หัวใจฉันเต้นแรงตลอดทั้งวัน,จนถึงรอบตัดสิน
และในที่สุด…“ฉันชนะ”

ฉันได้เงินรางวัล 100 บาท,ครั้งแรกในชีวิต
ที่ฉันได้เห็น “แบงค์ร้อย”ฉันกำมันแน่น
เหมือนกลัวว่ามันจะหายไป,น้ำตาฉันไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว
ฉันกับน้องได้ของรางวัลเต็มมือ,ปลากระป๋อง,แฟ๊บ,สบู่,ยาสีฟัน,แป้ง
ของธรรมดา…แต่สำหรับฉันมันคือ
“ความสุขทั้งโลก”

แต่เรื่องมันยังไม่จบ
ฉันนั่งรถสามล้อไปที่ บขส.เพื่อจะกลับบ้าน
แต่พอไปถึง…“รถหมดแล้ว”
ไม่มีรถกลับบ้านฉันแล้วจะทำยังไง,ตอนนั้นประมาณหกโมงกว่าฟ้าเริ่มมืด
ฉันยืนอยู่ตรงนั้น,กับน้องชายตัวเล็ก ๆ
ของพะรุงพะรังเต็มสองมือ,เงิน 100 บาทในกำมือ
และความกลัว…เต็มหัวใจ

ฉันกลัว…กลัวคนจะมาปล้น,กลัวคนจะมาทำร้าย
กลัวว่าจะพาน้องกลับบ้านไม่ได้
“แต่ฉันต้องเข้มแข็ง”ฉันกอดน้องไว้,แล้วพาไปนั่งที่โต๊ะยาวๆใน บขส.ฉันเอาของมากอดไว้แน่น
แล้วให้น้องนอนหนุนตัก,ฉันตั้งใจว่า
“คืนนี้…เราจะนอนที่นี่”

แต่บางครั้งชีวิตก็มี “ความเมตตา” ซ่อนอยู่
จู่ ๆมีรถคันหนึ่งขับผ่านมาเป็น “คุณอา”
นักจัดรายการที่จัดเวทีประกวดวันนั้น
เขาเห็นฉันแล้วจำได้
“หนูยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?”
ฉันบอกเขาว่า
รถหมดแล้ว หนูจะนอนตรงนี้
เขารีบบอกทันที“ไปนอนบ้านอา”
คืนนั้นฉันกับน้องได้นอนในบ้านที่ปลอดภัย
มีข้าวกิน,มีที่นอน,เช้าวันรุ่งขึ้นเขาพามาส่งที่ บขส.และซื้อตั๋วให้เรากลับบ้าน

เงิน 100 บาทของฉันยังอยู่ครบ,ของรางวัลก็ยังอยู่ครบ,แต่ในใจฉันรู้ดีว่า…
“พอกลับถึงบ้านฉันต้องเจอกับอะไร”
ฉันลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้าน
แม่ยืนรออยู่แล้ว,มือของแม่ถือไม้เรียว
“มึงไปไหนมา!” ฉันไม่ตอบ,ฉันยืนให้แม่ตี
ไม้เรียวฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงแม่เต็มไปด้วยความโกรธ
และความเป็นห่วง
พี่สาวยืนมองอยู่เงียบ ๆไม่มีใครพูดอะไร
พอแม่ตีเสร็จ,ฉันยื่นของทั้งหมดให้แม่
แล้วก็ยื่นเงิน 100 บาท
แม่ชะงัก”แล้วถามเสียงแข็ง
“มึงไปเอาเงินมาจากไหนมึงไปขโมยเขามาใช่ไหม!”ตอนนั้นฉันตัดสินใจพูดความจริง
“หนูไปประกวดร้องเพลงมา”

ทุกอย่างถูกเล่าออกไป,แต่คำตอบที่ได้กลับมา คือ“ไม่ต้องไปอีก!”แม่ส่ายหน้า,พ่อก็ไม่ชอบ
แม่ก็ไม่ชอบ,สำหรับเขา
มันคืออาชีพที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว
ฉันยืนร้องไห้,แล้วหันไปมองหน้าพี่สาว
เรามองตากัน,โดยไม่ต้องพูดอะไร
เพราะเราทุกคนรู้ว่า,นี่ไม่ใช่จุดจบ
เพราะการชนะครั้งนี้,กำลังจะพาฉันไปไกลกว่านั้น
“กรุงเทพฯ”เวทีระดับประเทศ
ที่มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์
แต่คำถามคือ…เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่เพิ่งโดนไม้เรียวเมื่อกี้นี้
จะได้ไป…หรือเปล่า

✨ (จบตอนที่ 2 ชีวิตคุณสุน)

✍️ชีวิตคุณสุนตอนที่ 3:
ทีวีเครื่องแรก…ในบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า
หลังจากวันนั้น…วันที่ฉันยืนให้แม่ตี
และพ่อกับแม่ยื่นคำขาดว่า“ไม่ต้องไปประกวดอีก”บ้านของเราก็กลับเข้าสู่ความเงียบ,ไม่มีใครพูดเรื่องนี้อีกเลย,แต่ในความเงียบนั้น
พวกเราทุกคน… “รู้กัน”ว่ามันยังไม่จบ
ฉันกับพี่สาวสองคน,เราไม่ได้พูดออกมา
แต่เรามองตากันแล้วเข้าใจ“ยังไงก็ต้องไป”

เวลาผ่านไปหลายเดือน……นานพอที่ความโกรธของแม่จะค่อย ๆ เบาลง,นานพอที่เรื่องราวของฉันจะเริ่มแพร่ไปทั่วทั้งหมู่บ้าน,เสียงของฉัน…ไม่ได้อยู่แค่บนเวทีเล็ก ๆ อีกแล้ว
วันนั้นที่ฉันประกวดในตัวจังหวัด
ทางสถานีวิทยุได้อัดเสียงไว้,แล้วเขาก็เอาไปเปิดออกอากาศ,ทุกวัน…ทุกวัน…ทุกวัน
“แชมป์ของจังหวัดนครราชสีมา… เด็กหญิงทิม สอนนา”เสียงของฉันลอยออกไปจากวิทยุ
ไปถึงหูของคนทั้งจังหวัด,ชาวบ้านเริ่มพูดถึงฉัน
เริ่มมีคนมาบอกพ่อกับแม่
“ไอ้แหลมน่ะ…มันดังแล้วนะ”
“เสียงมันดีมากเลยนะ”
“ได้ยินในวิทยุทุกวันเลย”

คำพูดเหล่านั้น
เข้าหูพ่อกับแม่…ทุกวันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พ่อกับแม่ไม่เคยพูดอะไรกับฉัน,แต่ฉันรู้สึกได้ว่า
“บางอย่างกำลังเปลี่ยนไป”ฉันแอบคิดในใจ
หรือว่า…เขาจะแอบไปฟังวิทยุ?
จนในที่สุดวันนั้นก็มาถึง…
วันที่ฉันต้องไป “กรุงเทพฯ”
ครั้งนี้ฉันไม่ได้แอบไป,ฉันบอกพ่อกับแม่ตรง ๆ
และสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็คือ
“เขาไม่ห้าม”ไม่ใช่ว่าเขาเปิดใจเต็มร้อย
แต่เขา… “อ่อนลง”
พ่อกับแม่ยอมให้ฉันเอาข้าวไปขาย,เพื่อเอาเงินติดตัวไปและยอมให้พี่สาว,ไปเป็นเพื่อนฉัน…
”สำหรับฉันแค่นั้น…มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน“

ในช่วงเวลาที่รอเดินทาง,พวกเราทุกคนช่วยกันหาเงิน,พี่สาวไปทำนาวันว่างก็ไปรับจ้าง
ส่วนฉันเสาร์-อาทิตย์ก็ไปรับจ้างเหมือนกัน
เก็บเล็กผสมน้อยเพื่อให้ฉันได้ “ไปถึงกรุงเทพฯ”
”แล้ววันนั้นก็มาถึง“ครั้งแรกในชีวิต
ที่ฉันได้นั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพ
เด็กผู้หญิงอายุสิบกว่าปีกำลังจะไปขึ้นเวทีระดับประเทศ,เวทีของช่อง 7
ฉันไม่ได้ตื่นเต้นอย่างเดียว
แต่ฉัน “ตั้งใจ”
เพราะฉันรู้ดีว่าฉันไม่ได้ไปเพื่อตัวเองคนเดียว
ฉันขึ้นเวทีแข่งกับแชมป์จากหลายจังหวัด
และอีกครั้ง…“ฉันชนะ”
แต่ครั้งนี้รางวัล…ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไม่ใช่ปลากระป๋อง,ไม่ใช่ยาสีฟัน,ไม่ใช่สบู่
มันคือ…“โทรทัศน์”ทีวีขาวดำ 14 นิ้ว

ฉันมองมัน
ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
แต่สิ่งที่น่าตลกที่สุดคือ…
“บ้านฉันยังไม่มีไฟฟ้า”555
ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอามันไปทำอะไร
แต่ฉันคิดแค่ว่า“เอามาก่อน
ขากลับฉันนั่งรถทัวร์กับพี่สาว,กอดทีวีเครื่องนั้นไว้แน่น,ฉันยังจำได้เลยตัวเครื่องสีส้ม
ขนาด 14 นิ้ว
ฉันกอดมันเหมือนสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต
ฉันกับพี่สาวยิ้มกันตลอดทาง
พอกลับถึงบ้านภาพที่ฉันเห็น…
ทำให้ฉันแทบร้องไห้“พ่อกับแม่ยืนรออยู่หน้าบ้านและ… “ยิ้ม”
รอยยิ้มที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังว่า,พ่อกับแม่ไปดูฉันในทีวี
ที่ร้านค้าในหมู่บ้าน,ร้านเดียวที่มีโทรทัศน์ใช้แบตเตอรี่เปิด

เขาไปยืนดูเหมือนคนอื่น ๆ
ดู “ลูกของตัวเอง”อยู่ในจอทีวี
วันที่ฉันเดินเข้าบ้านพร้อมทีวีในอ้อมแขน
วันนั้น…ไม่ต้องมีคำพูดอะไรเลย
เพราะฉันรู้แล้วว่า
“เขาเริ่มเปิดใจ”

✨ (จบตอนที่ 3 ชีวิตคุณสุน)

✍️ ชีวิตคุณสุนตอนที่ 4:
“เมืองหลวงที่ไม่เคยต้อนรับฉัน”
หลังจากวันที่ฉันชนะเวทีช่อง 7,ชีวิตฉันเปลี่ยนไป,จากเด็กผู้หญิงธรรมดาในหมู่บ้าน
ฉันกลายเป็น “คนดัง”
เวลาในหมู่บ้านมีงาน,หรือมีเวทีจากทางจังหวัด
เขาจะเรียกฉันไปร้องเพลง,บางวันได้ของกิน
บางวันได้ของใช้,บางวันได้ค่ารถ
มันอาจจะไม่มากแต่สำหรับฉัน
มันคือ “รายได้”
และที่สำคัญที่สุดคือ..พ่อกับแม่…เริ่มยิ้ม
เขาเปิดใจมากขึ้น,มากพอที่จะเอาข้าวในยุ้ง
ไปขายเพื่อซื้อ “แบตเตอรี่” เอามาต่อกับทีวี
เพื่อรอดูฉันในเวทีต่อไป
ภาพนั้นทำให้ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต
แต่ในขณะเดียวกัน
ชีวิตก็โยน “ทางเลือก” มาให้ฉัน
วันหนึ่งพี่สาวอีกคนที่แต่งแล้วไปสร้างชีวิตกับครอบครัวอยู่ในกรุงเทพ,กลับมาเยี่ยมบ้าน
พี่สาวพูดฉันว่า
“แหลม…จะจบ ป.6 เมื่อไหร่
เดี๋ยวพี่จะมารับไปเรียนต่อที่กรุงเทพนะ”
คำพูดนั้น..เหมือนปลุกความฝันที่ฉันเคยเก็บไว้
“ฉันอยากเป็นครู”
ตอนนั้นฉันต้องเลือกระหว่าง
“เวทีประกวดร้องเพลง”กับ“โอกาสในการเรียน”
สุดท้ายฉันเลือก…“การเรียน”
ฉันส่งข่าวไปทางจังหวัด
ขอสละสิทธิ์ไม่ไปแข่งรอบต่อไป
แล้วฉันก็เก็บกระเป๋าออกจากบ้าน
ไป “กรุงเทพฯ”แต่ฉันไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้น,กำลังพาฉันไปเจอกับโลกอีกใบหนึ่ง
โลกที่…ไม่เหมือนบ้านฉันเลย
ครั้งแรกที่ฉันไปถึงกรุงเทพ,ฉันรู้ทันทีว่า
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน”
ฉันพูดภาษากลางไม่ได้,ฉันพูดแต่ภาษาโคราช
เด็ก ๆ ในซอย,มองฉันเหมือนตัวประหลาด
พวกเขาหัวเราะล้อเลียน
เรียกฉันว่า “บ้านนอก”
และไม่ใช่แค่คำพูด,พวกเขา
“ปาก้อนหิน” ใส่ฉัน
”ตอนนั้นฉันเพิ่งโกนหัวเพราะเป็นเหา”
หัวโล้นของฉัน,ยิ่งทำให้ฉันกลายเป็นตัวตลก
ฉันยืนอยู่ตรงนั้นทั้งเจ็บ,ทั้งอาย,ทั้งงง
ฉันร้องไห้แล้วถามตัวเองในใจว่า
“ฉันผิดอะไร…แค่พูดภาษาบ้านตัวเอง?”
จากเด็กที่เคยยืนอยู่บนเวที,มีคนปรบมือให้
ฉันกลายเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีใครยอมรับ
ฉันเริ่ม “เกลียด” ที่นี่
พอพ่อกับแม่มาเยี่ยมฉันร้องไห้ทันที
“หนูไม่อยากอยู่ที่นี่หนูอยากกลับบ้าน”
แต่พี่สาวบอกกับฉันว่า
“ไม่ได้…มาแล้วต้องอยู่ให้ได้”
ฉันคิดอยู่ทั้งคืนแล้วตัดสินใจว่า
“ฉันจะไม่เรียน”
ไม่ใช่เพราะฉันไม่อยากเรียน
แต่เพราะฉัน “กลัว”
กลัวว่าจะต้องโดนล้อมากกว่านี้
ถ้าต้องไปอยู่ในกลุ่มเด็กๆวัยเดียวกัน
กลัวว่าจะกลายเป็นปมด้อยไปทั้งชีวิต
ฉันเลยเลือกอีกทางหนึ่ง
“ฉันขอทำงาน”
พี่สาวไม่ห้ามฉันได้งานแรกในชีวิต
โรงงานเย็บผ้าเด็กอายุ 12 ปี
นั่งตัดเศษด้ายบนพื้นปูนค่าแรงวันละ 20 บาท
จากบ้านไปโรงงาน 3 กิโล,พี่สาวให้เงินวันละ 5 บาทสำหรับค่ารถเมล์
แต่ฉัน “ไม่ขึ้นรถ”
ฉันเดินไป-กลับ ทุกวันเพื่อเก็บเงิน 5 บาทนั้น
ฉันทำแบบนี้ทุกวัน,สามเดือนผ่านไป
ขาของฉันเริ่มไม่มีแรง,การนั่งพื้นปูนทั้งวัน
ทำให้ร่างกายฉันเริ่มไม่ไหว
“ฉันต้องออก”
งานต่อไปเป็นลูกมือในครัว
ล้างจาน,ล้างผัก,ช่วยทำอาหาร
ค่าแรงเท่าเดิมวันละ 20 บาท
แต่ที่ดีกว่าคือถ้ามีอาหารเหลือ
ฉันสามารถห่อกลับบ้านได้
ฉันดีใจมากแต่ไม่นาน,มือของฉันเริ่ม “เน่า”
เพราะต้องแช่น้ำตลอดไม่มีถุงมือ
ไม่มีการป้องกัน

สุดท้ายฉันก็ต้องหยุดอีกครั้ง
ชีวิตในกรุงเทพของฉัน,ไม่มีคำว่า “ง่าย”
มันเต็มไปด้วยความเจ็บ,ความอดทน
และคำถามในใจมากมาย
ฉันเคยมีเวทีเคยมีคนปรบมือ
ฉันกำลังยืนอยู่
ในมุมเล็ก ๆ ของเมืองใหญ่,และฉันยังไม่รู้เลยว่า
ชีวิตของฉัน,กำลังจะพาไปทางไหนต่อ
เหมือนเดินไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน
ฉันเคยคิดว่าการออกจากบ้านมา
มันจะพาฉันไปเจอ “โอกาส”
แต่ความจริงคือฉันกำลังเจอกับ “บททดสอบ
พี่สาวมองฉันอยู่เงียบ ๆ,แล้ววันหนึ่งเขาก็บอกว่า
“ไม่ต้องไปทำงานที่อื่นแล้ว”
ตอนนั้นพี่สาวของฉันกำลังจะเปิด
“ร้านขายของชำ”เล็ก ๆ หน้าบ้าน
เขาเป็นช่างเย็บผ้าอยู่แล้ว,มีจักรเย็บผ้าอยู่ที่บ้าน!เขาเลยบอกฉันว่า
“เดี๋ยวพี่สอนเย็บผ้าเอง,เอ็งก็ช่วยดูร้านไปด้วย”

จากเด็กโรงงาน
ฉันกลับมาอยู่ในบ้านอีกครั้ง
กลางวันฉันนั่งเย็บผ้า,ช่วยพี่สาวตัดผ้า เย็บผ้า
ว่างก็ออกมานั่งเฝ้าร้าน,ขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ

ชีวิตมันเรียบง่าย,เรียบง่ายจนเหมือนว่า
“ฉันกำลังจะลืมทุกอย่าง”
ลืมเวที,ลืมเสียงปรบมือ,ลืมความฝันของตัวเอง
แต่มีสิ่งหนึ่ง,ที่ยังอยู่กับฉันเสมอ
“วิทยุ”
บ้านพี่สาวมีวิทยุ,ฉันเปิดมันฟังทุกวัน
เหมือนตอนอยู่บ้านที่โคราช
วันหนึ่ง..ฉันหมุนคลื่นไปเรื่อย ๆ
แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่รายการหนึ่ง
“รายการประกวดร้องเพลง”
แค่ได้ยินเสียงดนตรีขึ้น,หัวใจฉัน…สั่น
ทุกความรู้สึกมันย้อนกลับมาในทันที

ภาพตัวเองบนเวที…เสียงปรบมือ
วันที่ได้รางวัล,วันที่กอดเงินร้อยแน่น ๆ
ทุกอย่าง…มันยังอยู่ในตัวฉัน
มันไม่เคยหายไปไหนเลย
“ฉันนั่งนิ่ง”ฟังจนจบรายการ
แล้วฉันก็หันไปถามพี่สาว
“พี่…ตลาดสดสายเนตรกิโลเมตรที่ 8
มันไกลจากบ้านเราไหม?”
พี่สาวตอบสั้นๆ
“ไม่ไกลหรอกนั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็ถึง”
ในวินาทีนั้นบางอย่างในตัวฉัน
มัน “ลุกขึ้นมาอีกครั้ง”
ความหวังที่เคยดับไป,มันเริ่มมีแสงเล็ก ๆ
ฉันรู้แล้วว่า,ฉันอาจจะหนีเสียงเพลงไปได้แค่
ช่วงหนึ่ง,แต่ฉันไม่มีวันหนีมันพ้น..
และครั้งนี้…ฉันไม่ได้อยากร้องเพลงเพราะ
ของรางวัล…แต่ฉันเริ่มรู้แล้วว่า
“นี่อาจเป็นทางของฉันจริง ๆ”
✨ (จบตอนที่ 4 ชีวิตคุณสุน)

✍️ ชีวิตคุณสุนตอนที่ 5:
“เวทีเล็ก ๆ ที่พาฉันกลับไปสู่ความฝัน”
หลังจากวันที่ฉันรู้ว่า
ตลาดสดสายเนตร กิโลเมตรที่ 8
ไม่ได้ไกลจากบ้าน
หัวใจฉัน…ไม่อยู่กับที่อีกต่อไป,ชีวิตในกรุงเทพครึ่งปีที่ผ่านมา,มันไม่ใช่ชีวิตที่ฉันต้องการเลย
ฉันพยายามทน,พยายามปรับตัว
แต่ลึก ๆ แล้วฉันรู้ว่า…
“นี่ไม่ใช่ทางของฉัน”
แต่พอฉันรู้ว่า,มีเวทีประกวดร้องเพลงอยู่ไม่ไกล
ทุกอย่างในตัวฉัน..มัน “ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง”
ฉันตัดสินใจทันที
“ยังไงฉันก็ต้องไป”

วันนั้นฉันให้พี่สาวพาไป
พอไปถึงฉันเดินเข้าไปถามทันที
“จะมาสมัครประกวดร้องเพลงคะ?”
คำตอบที่ได้คือ“ผู้สมัครเต็มแล้วครับ”
เหมือนมีอะไรบางอย่าง,หล่นลงมาในใจฉัน
ฉันคิดในใจ“ทำไมชีวิตมันยากขนาดนี้นะ
แค่อยากร้องเพลง…ทำไมมันต้องมีอุปสรรคตลอด
”แต่ฉันไม่กลับ
ฉันบอกตัวเองว่า“ไหน ๆ ก็มาแล้ว
อย่างน้อยขอนั่งดูคนอื่นเขาร้องก็ยังดี”

ฉันกับพี่สาวนั่งดูอยู่หน้าเวที
แล้วจู่ ๆพิธีกรก็ประกาศว่า
“รับคนขึ้นมาเล่นเกมบนเวที
ร้องเพลง + แสดงละครประกอบเพลง”
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ,ทั้งที่ปกติฉันเป็นคนขี้อาย
ไม่กล้าไม่มั่นใจ
แต่วันนั้น…ฉัน “ยกมือ”แล้วเดินขึ้นเวทีไป
ฉันเลือกเพลงของ,พุ่มพวง ดวงจันทร์
ฉันต้องร้องเพลงไปด้วย,แสดงเป็นแม่ไปด้วย
และมีนักจัดรายการคนหนึ่ง,มาเล่นเป็น
“ลูก” ของฉัน5555
ก่อนเริ่ม..ฉันยกมือไหว้เขาแล้วบอกว่า
“อาคะ…ถ้าหนูเล่นอะไรไม่เหมาะสม หนูขอโทษไว้ก่อนนะคะ”

แล้วการแสดงก็เริ่มขึ้น,คนอื่น ๆ ก่อนหน้าฉัน
พอร้องไปได้สักพัก,กรรมการก็จะเป่านกหวีด
“ปี๊ด!” ให้หยุด
แต่พอถึงคิวฉัน….ฉันร้องไป…
ฉันรอเสียงนกหวีดหันซ้าย…ก็ไม่มี
หันขวา…ก็ไม่มี
“ทำไมเขาไม่เป่าให้ฉันหยุด?”
หรือฉันทำอะไรผิดกติการึเปล่า,ฉันนึกในใจ
“เพราะระหว่างการแสดงฉันเอามือลูบหัวคุณอา..ที่แสดงเป็นลูกของฉันตามบท”
แต่ฉันก็ร้องต่อเล่นต่อ
จน “จบเพลง”
เวทีเงียบไปแป๊บหนึ่ง
แล้วนักจัดรายการก็เดินเข้ามาหาฉัน
เขาพูดสั้น ๆ ว่า
“อีหนู…อาทิตย์หน้ามานะ
เดี๋ยวอาจะลงชื่อไว้ให้ มาประกวดร้องเพลง”
ตอนนั้นหัวใจฉันเหมือนจะระเบิด
ฉันดีใจมาก,จริง ๆ ฉันตั้งใจอยู่แล้วว่า
อาทิตย์หน้าจะมาให้เร็วกว่าเดิม
แต่ครั้งนี้…
เหมือน “โอกาส” มันเดินมาหาฉันเอง
อาทิตย์ถัดมาฉันกลับไปที่เดิม
ครั้งนี้ฉันได้ขึ้นเวที “ประกวดจริง”
และฉันก็ “ชนะ”
ชัยชนะครั้งนั้นไม่ได้จบแค่เวทีตลาด
มันพาฉัน…กลับไปที่เดิมเวทีของช่อง 7
เวทีเดียวกับที่ฉันเคย “สละสิทธิ์”
แต่ครั้งนี้ฉันบอกตัวเองว่า
“ฉันจะไม่ถอยอีกแล้ว”
ไม่ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนแพ้ตอนไหน
ฉันก็จะ “สู้ให้ถึงที่สุด”

การแข่งขันครั้งใหม่เริ่มขึ้นแล้ว
รอบสัปดาห์..ฉันชนะได้ “ทีวี”
รอบเดือน..ฉันชนะได้ “ตู้เย็น”
รอบรองชนะเลิศฉันชนะอีกได้ “เงินรางวัล”
ชีวิตฉันตอนนั้นเหมือนฝัน
จากเด็กที่เคยนั่งตัดเศษด้ายวันละ 20 บาท
วันนี้ฉันยืนอยู่บนเวทีระดับประเทศ
และแล้ว…ฉันก็มาถึง
“รอบชิงชนะเลิศ”
เวทีใหญ่ที่โรงละครแห่งชาติ
วันนั้นฉันยืนอยู่บนเวที
แล้วมองไปรอบ ๆฉันคิดในใจว่า
“ฉันมาไกลขนาดนี้ได้ยังไง…”
จากเด็กผู้หญิงที่เคยใช้เกลือถูฟัน
จากเด็กที่เคยไม่มีเงินค่ารถกลับบ้าน
วันนี้ฉันกำลังยืนอยู่
บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
รางวัลชนะเลิศ100,000 บาท
สำหรับเด็กอายุ 13 ปีเมื่อ 40 กว่าปีก่อน
มันไม่ใช่แค่เงินแต่มันคือ
“โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต“
ของพ่อแม่พี่น้องทุกคนในครอบครัวของฉัน
และคำถามสุดท้ายคือ
เด็กผู้หญิงคนนั้น
จะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้หรือไม่…

✨ (จบตอนที่ 5 ชีวิตคุณสุน)

Related Articles

Back to top button