Biznews

หมอเตือน ‘สมองเสื่อม’ ป้องกันได้ก่อนอาการจะมา

 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์   โพสต์ข้อความระบุว่า 
“หมอครับ ผมกลัวเป็นอัลไซเมอร์มากกว่ากลัวตายครับ”

บทที่ 29 (จากหนังสือ ก่อนจะป่วย คัมภีร์เวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพยั่งยืน)
สมองเสื่อม — ป้องกันได้ก่อนอาการจะมา
มีคำถามหนึ่งที่คนไข้ถามผมบ่อยมากครับ และมักถามด้วยน้ำเสียงที่เงียบลงกว่าปกติ
“หมอครับ ผมกลัวเป็นอัลไซเมอร์มากกว่ากลัวตายครับ”
ผมเข้าใจความกลัวนั้นดีครับ เพราะสมองเสื่อมไม่ได้แค่คร่าชีวิต มันค่อย ๆ ลบความทรงจำ บุคลิกภาพ และตัวตนของคนที่เรารักออกไปทีละนิด ในขณะที่ร่างกายยังอยู่ตรงหน้า
แต่สิ่งที่ผมอยากบอกทุกคนที่กลัวเรื่องนี้คือ สมองเสื่อมไม่ใช่ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ มันเป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ และวิทยาศาสตร์กำลังบอกอย่างชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสิ่งที่คุณทำวันนี้ส่งผลต่อสมองที่คุณจะมีในวัยเจ็ดสิบและแปดสิบ
บทนี้คือสิ่งที่คุณต้องรู้ครับ
สมองเสื่อมคืออะไร — ไม่ใช่แค่ “หลงลืม”
หลายคนคิดว่าสมองเสื่อมคือการที่ “แก่แล้วหลงลืม” ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงคือมันต่างจากการหลงลืมตามวัยมากครับ
การหลงลืมตามวัยปกติ เช่น ลืมว่าวางกุญแจไว้ที่ไหน แต่นึกออกเองในภายหลัง หรือลืมชื่อคนรู้จักชั่วคราวแต่นึกออกได้ นั่นเป็นเรื่องปกติของสมองที่อายุมากขึ้น
สมองเสื่อม (Dementia — กลุ่มอาการที่มีการเสื่อมถอยของการทำงานทางสติปัญญาในหลายด้านพร้อมกัน รวมถึงความจำ การใช้ภาษา การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน) แตกต่างตรงที่มันรบกวนชีวิตประจำวัน ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หลงทางในสถานที่คุ้นเคย สับสนกับเวลาและวัน พฤติกรรมหรือบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป และไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ง่ายได้อีกต่อไป
Alzheimer’s Disease คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของสมองเสื่อม คิดเป็นประมาณ 60-70% ของทั้งหมด สาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ Vascular Dementia จากหลอดเลือดสมอง Lewy Body Dementia และ Frontotemporal Dementia
สมองเสื่อมเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ — คำตอบที่น่าตกใจ
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในบทนี้ครับ และหลายคนไม่รู้
การเปลี่ยนแปลงในสมองที่นำไปสู่ Alzheimer’s เริ่มต้นเร็วกว่าที่อาการจะปรากฏให้เห็นประมาณ 15-20 ปี
นั่นหมายความว่าคนที่เป็นอัลไซเมอร์ตอนอายุ 75 ปี สมองของเขาเริ่มมีการสะสมของโปรตีนผิดปกติตั้งแต่อายุ 55-60 ปีแล้ว โดยที่ยังไม่มีอาการใดให้สังเกตเห็น
การค้นพบนี้สำคัญมากครับ เพราะหมายความว่าถ้าอยากป้องกัน ต้องเริ่มตั้งแต่วัยกลางคน ไม่ใช่รอจนอายุเจ็ดสิบแล้วค่อยมาคิด
กลไกของอัลไซเมอร์ — สองโปรตีนพิษตัวร้าย
สมองของผู้ป่วย Alzheimer’s มีลักษณะเฉพาะสองอย่างที่วิทยาศาสตร์ระบุได้ชัดเจนครับ
Beta-amyloid plaques (คราบโปรตีน Beta-amyloid ที่สะสมนอกเซลล์ประสาท ทำหน้าที่คล้ายขยะที่กีดขวางการสื่อสารระหว่างเซลล์) เป็นสัญญาณแรกที่เกิดขึ้น บางครั้งเริ่มสะสมก่อนอาการจะปรากฏหลายสิบปี
Tau tangles (เส้นใยโปรตีน Tau ที่พันกันผิดปกติภายในเซลล์ประสาท ทำให้ระบบขนส่งสารอาหารภายในเซลล์ล้มเหลว จนเซลล์ประสาทตายในที่สุด) มักเกิดขึ้นหลัง Beta-amyloid และสัมพันธ์กับการเสียหายของเซลล์ประสาทโดยตรง
ทั้งสองเกิดขึ้นในบริเวณสมองที่ควบคุมความจำก่อน แล้วค่อย ๆ ลามออกไปทั่วสมอง
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ในการศึกษา Rush Memory and Aging Project พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่สมองมีคราบ Beta-amyloid และ Tau tangles สะสมอยู่มากในระดับที่น่าจะแสดงอาการสมองเสื่อม แต่พวกเขากลับไม่มีอาการ และปัจจัยที่ต่างกันคือพวกเขามีสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Reserve สูงกว่า¹
นั่นคือหลักฐานที่ชัดเจนว่าสมองสามารถต้านทานความเสียหายได้ ถ้าเราสร้างภูมิคุ้มกันให้มันตั้งแต่ต้น
Lancet Commission — 14 ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้
ในปี 2024 Lancet Commission ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านสมองเสื่อม ตีพิมพ์รายงานอัปเดตล่าสุดที่ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยง 14 อย่างที่ปรับได้ร่วมกันอธิบายความเสี่ยงสมองเสื่อมได้ถึง 45% ของทั้งหมด²
กล่าวคือเกือบครึ่งหนึ่งของสมองเสื่อมทั้งหมดในโลกสามารถป้องกันหรือชะลอได้ถ้าจัดการปัจจัยเหล่านั้น
ปัจจัยทั้ง 14 แบ่งตามช่วงชีวิตได้ดังนี้ครับ
วัยเด็กและวัยเรียน ไม่ได้รับการศึกษาที่มากพอ เพราะการศึกษาที่เพียงพอ สร้าง Cognitive Reserve ได้
วัยกลางคน (อายุ 40-65 ปี) การสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการแก้ไข ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การบาดเจ็บที่ศีรษะ และการสูบบุหรี่
วัยสูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี) ภาวะซึมเศร้า การขาดการออกกำลังกาย เบาหวาน การสัมผัสมลพิษทางอากาศ ความโดดเดี่ยวทางสังคม และการมองเห็นที่ไม่ได้รับการแก้ไข
ที่น่าสนใจมากคือสองปัจจัยใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในรายงานปี 2024 คือการสูญเสียการมองเห็นและมลพิษทางอากาศ ซึ่งบอกว่าวิทยาศาสตร์ยังคงค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
การนอนหลับ — ระบบล้างสมองที่ไม่มีอะไรทดแทน
ในบทที่ 12 เราพูดถึง Glymphatic System หรือระบบน้ำเหลืองในสมองที่ทำงานหนักในช่วงนอนหลับลึก ล้าง Beta-amyloid และของเสียออกจากสมอง
งานวิจัยในปัจจุบันยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการนอนหลับไม่พอเรื้อรังสัมพันธ์กับการสะสม Beta-amyloid ในสมองที่เร็วกว่าปกติ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PNAS ใช้การตรวจด้วย PET scan พบว่าการอดนอนเพียงหนึ่งคืนทำให้ Beta-amyloid เพิ่มขึ้นในสมองอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในบริเวณที่มักได้รับผลกระทบก่อนในอัลไซเมอร์³
นั่นหมายความว่าการนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนสม่ำเสมอไม่ใช่แค่เรื่องของความสดชื่นตอนเช้า แต่คือการล้างของเสียออกจากสมองทุกคืน ป้องกันการสะสมของโปรตีนที่นำไปสู่สมองเสื่อม
ออกกำลังกาย — ปุ๋ยบำรุงสมองที่ดีที่สุด
ในบทที่ 8 เราพูดถึง BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) สารที่กล้ามเนื้อหลั่งขณะออกกำลังกายซึ่งกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในสมอง
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าประทับใจมากโดย Kirk Erickson จาก University of Pittsburgh ทำการทดลองแบ่งผู้สูงอายุ 120 คนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเดินเร็วสัปดาห์ละสามวัน กลุ่มที่สองทำการยืดเส้นยืดสาย ติดตามเป็นเวลาหนึ่งปี แล้ววัดขนาด Hippocampus ด้วย MRI
ผลที่ออกมาน่าทึ่งมากครับ กลุ่มที่เดินเร็ว Hippocampus ใหญ่ขึ้น 2% ในขณะที่กลุ่มที่ยืดเส้นยืดสาย Hippocampus เล็กลง 1.4% ซึ่งสอดคล้องกับการแก่ชราตามปกติ⁴
นั่นหมายความว่าการออกกำลังกาย Aerobic ไม่เพียงชะลอการเสื่อมของสมอง แต่สามารถเพิ่มขนาดของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ความจำได้จริง ๆ
Meta-analysis ล่าสุดที่รวบรวมงานวิจัย 39 ชิ้นพบว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอลดความเสี่ยงสมองเสื่อมได้ประมาณ 28-35%⁵ และผลดีนี้พบทั้งในคนที่เริ่มออกกำลังกายตั้งแต่วัยกลางคนและในผู้สูงอายุที่เพิ่งเริ่มด้วย
การกระตุ้นสมองด้านปัญญา — ใช้สมองหรือสูญเสียมันไป
คำว่า “Use it or lose it” ใช้ได้กับสมองเป็นอย่างดีครับ
Cognitive Reserve หรือสำรองความสามารถของสมอง สร้างขึ้นจากการใช้สมองอย่างหลากหลายและสม่ำเสมอตลอดชีวิต คนที่มี Cognitive Reserve สูงสามารถทนทานต่อความเสียหายของสมองได้มากกว่าก่อนที่อาการจะแสดงออกมา
กิจกรรมที่สร้าง Cognitive Reserve ได้แก่ การเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ท้าทายสมอง เช่น ภาษาใหม่ เครื่องดนตรี หรือทักษะที่ไม่เคยทำมาก่อน การอ่านหนังสือสม่ำเสมอ การเล่นเกมที่ต้องใช้ความคิด เช่น หมากรุก หมากล้อม หรือปริศนา การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพ และกิจกรรมที่ต้องใช้ทั้งร่างกายและสมองพร้อมกัน เช่น การเต้นรำ
งานวิจัยที่น่าสนใจมากชิ้นหนึ่งติดตามแม่ชีคาทอลิก 678 คนตั้งแต่ยังมีชีวิตจนถึงหลังเสียชีวิต พบว่าแม่ชีที่เขียนบันทึกในวัยยี่สิบด้วยภาษาที่ซับซ้อนและหลากหลายกว่า มีอัตราการเป็น Alzheimer’s น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสมองของหลายคนในกลุ่มนี้หลังเสียชีวิตจะมีคราบ Amyloid สะสมอยู่ในระดับที่น่าจะแสดงอาการ⁶
นั่นคือหลักฐานที่ชัดว่า Cognitive Reserve ที่สร้างขึ้นมาตลอดชีวิตสามารถป้องกันอาการสมองเสื่อมได้แม้สมองจะมีพยาธิสภาพอยู่แล้ว
การสูญเสียการได้ยิน — ปัจจัยเสี่ยงที่คนมักมองข้าม
การสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อมที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งในวัยกลางคน ตาม Lancet Commission ครับ ซึ่งหลายคนประหลาดใจมากเมื่อได้ยินเรื่องนี้
กลไกที่อธิบายได้มีหลายทาง หนึ่งคือเมื่อได้ยินได้ไม่ดี สมองต้องทำงานหนักขึ้นมากในการถอดรหัสเสียง ทิ้งทรัพยากรสมองน้อยลงสำหรับงานอื่น สองคือการสูญเสียการได้ยินมักนำไปสู่การแยกตัวจากสังคม ซึ่งเองก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อมอีกอย่าง
งานวิจัย ACHIEVE Trial ที่ตีพิมพ์ใน Lancet ปี 2023 ซึ่งเป็นการทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ พบว่าการใส่เครื่องช่วยฟังในผู้สูงอายุที่มีการสูญเสียการได้ยินและมีความเสี่ยงสูง ลดอัตราการเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางปัญญาได้ถึง 48% ใน 3 ปีเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม⁷
นั่นเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งมากสำหรับการดูแลที่ง่าย ถ้าคุณหรือคนที่คุณรักได้ยินได้ไม่ดีและยังไม่ได้รับการแก้ไข บทนี้คือเหตุผลที่ต้องจัดการครับ
อาหารกับสมอง — MIND Diet
MIND Diet (Mediterranean-DASH Intervention for Neurodegenerative Delay) คืออาหารที่พัฒนาขึ้นโดยนำหลักการของ Mediterranean Diet และ DASH Diet มาผสมกัน โดยเน้นส่วนประกอบที่มีหลักฐานว่าดีต่อสมองโดยเฉพาะ
งานวิจัยของ Martha Clare Morris จาก Rush University ที่ติดตามผู้สูงอายุ 923 คนเป็นเวลาเฉลี่ย 4.5 ปี พบว่าคนที่กินตาม MIND Diet อย่างเคร่งครัดมีความเสี่ยงสมองเสื่อมต่ำกว่าถึง 53% และคนที่กินแบบปานกลางก็ยังลดความเสี่ยงได้ 35%⁸
หลักการของ MIND Diet ประกอบด้วย
“การกินผักใบเขียวอย่างน้อยหกมื้อต่อสัปดาห์ ผักชนิดอื่นอีกอย่างน้อยหนึ่งมื้อต่อวัน ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อย่างน้อยสองมื้อต่อสัปดาห์ ถั่วอย่างน้อยห้ามื้อต่อสัปดาห์ น้ำมันมะกอกเป็นไขมันหลัก ปลาอย่างน้อยหนึ่งมื้อต่อสัปดาห์ ไก่สองมื้อต่อสัปดาห์ และไวน์ไม่เกินหนึ่งแก้วต่อวัน ขณะที่จำกัดเนยและมาร์การีน ชีส เนื้อแดง ขนมหวาน และอาหารทอดหรือฟาสต์ฟู้ด”
สำหรับคนไทย แปลง่าย ๆ ว่ากินผักหลากสีให้มาก กินปลาสม่ำเสมอ กินถั่วและผลไม้สีเข้ม เช่น บลูเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ หรือมะม่วงสุก และลดอาหารทอดและขนมหวาน
ความสัมพันธ์ทางสังคม — ยาป้องกันสมองเสื่อมที่ไม่ต้องซื้อ
จากบทที่ 20 เราพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วครับ แต่ขอเน้นในบริบทของสมองเสื่อมโดยเฉพาะ
Lancet Commission 2024 ยืนยันว่าความโดดเดี่ยวทางสังคมเป็นปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อมที่สำคัญ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ กลไกคือการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกระตุ้นสมองหลายส่วนพร้อมกัน ทั้งด้านภาษา ความจำ อารมณ์ และการแก้ปัญหา ซึ่งช่วยสร้างและรักษา Cognitive Reserve
งานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแกร่งมีอัตราการเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางปัญญาช้ากว่าประมาณ 70% เมื่อเทียบกับผู้ที่โดดเดี่ยว⁹
นั่นหมายความว่าการโทรหาเพื่อน การไปกินข้าวกับครอบครัว การเข้าชมรมหรือกลุ่มกิจกรรม ล้วนเป็นการลงทุนในสุขภาพสมองระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องของความสุข
ภาวะซึมเศร้า — เชื่อมโยงกับสมองเสื่อมอย่างไร
ภาวะซึมเศร้าสัมพันธ์กับความเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และความสัมพันธ์นี้ซับซ้อนครับ บางส่วนเป็นเพราะซึมเศร้าเป็นอาการเริ่มต้นของสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นก่อนอาการอื่น บางส่วนเป็นเพราะซึมเศร้าเองทำให้ระดับ Cortisol สูงเรื้อรังซึ่งทำลาย Hippocampus ทีละนิด
การรักษาภาวะซึมเศร้าอย่างเหมาะสมและเร็วจึงไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพจิต แต่คือการป้องกันสมองเสื่อมในระยะยาวด้วย
กล่องความรู้: สัญญาณเตือนสมองเสื่อมระยะแรก
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นสมองเสื่อมแน่นอน แต่ถ้าพบหลายอย่างพร้อมกันและเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินครับ
ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก เช่น ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว มีปัญหาในการวางแผนหรือแก้ปัญหาที่เคยทำได้ง่าย เช่น จัดการบิลหรือทำอาหารตามสูตร สับสนกับเวลา วันที่ หรือสถานที่ มีปัญหาในการเข้าใจภาพหรือระยะทาง เช่น ขับรถและตัดสินระยะยาก หาคำพูดไม่ได้หรือหยุดกลางประโยคบ่อยขึ้น วางของในที่ผิดปกติและหาไม่เจอ พฤติกรรมหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน และถอนตัวออกจากกิจกรรมสังคมที่เคยชอบ
ภาวะบกพร่องทางสมรรถภาพทางปัญญาเล็กน้อย Mild Cognitive Impairment — จุดที่ยังทำอะไรได้
MCI หรือ Mild Cognitive Impairment (ภาวะบกพร่องทางสมรรถภาพทางปัญญาเล็กน้อย — ภาวะที่มีการเสื่อมถอยของความจำหรือสมรรถภาพทางปัญญาอื่นมากกว่าปกติตามวัย แต่ยังไม่รุนแรงพอที่จะรบกวนชีวิตประจำวัน) คือระยะที่อยู่ระหว่างการแก่ชราปกติกับสมองเสื่อม
ผู้ที่มี MCI มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นสมองเสื่อมประมาณ 10-15% ต่อปี แต่บางคนก็อยู่ในระดับ MCI นานหลายปีโดยไม่แย่ลง และบางคนกลับมาดีขึ้นด้วย
นั่นคือเหตุผลที่ MCI คือจุดสำคัญที่การแทรกแซงด้วยวิถีชีวิตอาจเปลี่ยนเส้นทางของโรคได้จริงครับ ถ้าเริ่มออกกำลังกาย ปรับอาหาร จัดการความเครียด และกระตุ้นสมองด้านปัญญาในระยะ MCI ความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นสมองเสื่อมจะลดลงได้
ยาและการรักษาปัจจุบัน
ในปี 2023-2024 FDA สหรัฐอนุมัติยาใหม่สองชนิดสำหรับ Alzheimer’s ระยะแรก คือ Lecanemab (Leqembi) และ Donanemab ซึ่งทำงานโดยการกำจัด Beta-amyloid ออกจากสมอง
ผลการศึกษาพบว่ายาเหล่านี้ชะลอการเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางปัญญาได้ประมาณ 25-35% เมื่อเทียบกับยาหลอก แต่ต้องให้ทางหลอดเลือดดำทุกสองถึงสี่สัปดาห์ มีผลข้างเคียงสำคัญโดยเฉพาะเลือดออกในสมองเล็กน้อย และมีราคาสูงมาก¹⁰
ยาเหล่านี้เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญมากครับ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มียาที่โจมตีที่กลไกของโรคได้จริง ๆ แต่ยังใช้ได้เฉพาะในระยะแรกเริ่มและมีข้อจำกัดหลายอย่าง
สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้น เพราะยาเหล่านี้ไม่ได้หยุดโรค เพียงแค่ชะลอครับ
มุมมองจากห้องผ่าตัด
ในฐานะประสาทศัลยแพทย์ ผมไม่ได้ผ่าตัดสมองเสื่อมครับ เพราะมันไม่ใช่โรคที่ผ่าตัดได้ แต่ผมเห็นผลของมันในทุกโรคที่ผ่าตัด เห็นว่าผู้ป่วยสูงอายุที่มีสมองเสื่อมร่วมด้วยฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้ยากกว่า มีภาวะแทรกซ้อนมากกว่า และกลับบ้านช้ากว่ามาก
และในทุกครั้งที่ดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่สมองยังดีอยู่ มีความจำดี ยังโต้ตอบได้ฉลาด ยังอยากรู้อยากเห็น ผมคิดเสมอว่านั่นคือผลของทั้งชีวิตที่ดูแลสมองมาได้ดีพอ
บทนี้คือสิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้ทำครับ เพื่อที่วันหนึ่งถ้าต้องนอนบนเตียงโรงพยาบาล ยังจำหน้าคนที่รักได้ ยังพูดคุยได้ ยังเป็นตัวเองได้
สรุปบทที่ 29
สมองเสื่อมเริ่มต้นในสมองก่อนอาการจะปรากฏ 15-20 ปี ทำให้การป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่วัยกลางคน Lancet Commission ระบุว่า 45% ของสมองเสื่อมป้องกันได้ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยง 14 อย่าง การออกกำลังกาย การนอนหลับ การกินอาหาร MIND Diet การกระตุ้นสมองด้านปัญญา ความสัมพันธ์ทางสังคม และการจัดการการสูญเสียการได้ยิน ล้วนมีหลักฐานชัดเจนในการลดความเสี่ยง Cognitive Reserve ที่สร้างขึ้นตลอดชีวิตสามารถปกป้องสมองได้แม้มีพยาธิสภาพอยู่แล้ว
ทำได้เลยวันนี้
หนึ่ง — ประเมินตัวเองว่ามีปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อมกี่อย่างใน 14 ข้อที่ Lancet Commission ระบุ แล้วเลือกหนึ่งอย่างที่คิดว่าจัดการได้ง่ายที่สุดแล้วเริ่มทำสัปดาห์นี้
สอง — ถ้าตัวเองหรือคนในครอบครัวได้ยินได้ไม่ดีและยังไม่ได้ตรวจ ให้นัดตรวจการได้ยินกับแพทย์โสต ศอ นาสิก เพราะการสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการแก้ไขคือปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อมที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งในวัยกลางคน
สาม — เริ่มเรียนรู้บางอย่างใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อนในเดือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใหม่ เครื่องดนตรี การทำอาหารแบบใหม่ หรือทักษะใด ๆ ก็ตาม การสร้าง Cognitive Reserve เริ่มได้ทุกวัย

Related Articles

Back to top button