Biznews

เดอะแบก!’Gen Y-Z’ จ่ายประกันสังคมทุกเดือน บำนาญวัยเกษียณจะพอไหม? เมื่อคนจ่ายลดลง

Bnomics Economist โดยธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยบทวิเคราะห์  Gen Y–Gen Z จ่ายประกันสังคมวันนี้ แต่เงินกองทุนจะหมดก่อนเกษียณไหม?

ทุกเดือน คนทำงานต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย ว่างงาน และมีรายได้หลังเกษียณ แต่เคยสงสัยไหมว่า เงินที่เราส่งกันทุกเดือนจะเพียงพอสำหรับจ่ายบำนาญในอนาคตหรือไม่?
เมื่อคนไทยมีอายุยืนขึ้น จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลง กองทุนจึงต้องจ่ายบำนาญให้คนจำนวนมากขึ้นและนานขึ้น แต่จำนวนผู้ส่งเงินสมทบกลับมีแนวโน้มเติบโตช้าลง
งานศึกษาหลายฉบับเตือนว่า หากไม่มีการปรับระบบ เงินสำรองสำหรับจ่ายบำนาญชราภาพอาจหมดลงในช่วงที่คนวัยทำงานปัจจุบันทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ แล้วคน Gen Y และ Gen Z จะได้รับบำนาญตามที่คาดหวังไว้หรือไม่?
🚨 ทำไมเงินสมทบอาจไม่เพียงพอกับบำนาญที่ต้องจ่าย?
หลายคนอาจเข้าใจว่า เงินประกันสังคมที่ส่งทุกเดือนจะถูกเก็บสะสมไว้ในบัญชีของตัวเอง และเมื่อเกษียณก็จะทยอยได้รับเงินก้อนนั้นคืนมา แต่ระบบบำนาญประกันสังคมไม่ได้ทำงานแบบนั้น
เงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาลจะถูกรวมไว้ในกองทุน เพื่อนำไปจ่ายสิทธิประโยชน์และลงทุนสร้างผลตอบแทน โดยเงินที่คนทำงานส่งเข้าระบบในปัจจุบันมีส่วนช่วยจ่ายบำนาญให้ผู้เกษียณด้วย ตามแนวคิด Pay-as-you-go (PAYG) ขณะที่กองทุนไทยยังมีเงินสำรองสะสมและผลตอบแทนจากการลงทุนช่วยรองรับรายจ่ายในอนาคต
ปัญหาคือ เงินที่ต้องจ่ายให้ผู้เกษียณในอนาคตอาจมากกว่าเงินที่จัดเก็บและผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ
1. อัตราเงินสมทบค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภาระในอนาคต งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2564 ประเมินว่า ภายใต้กติกาเดิม อัตราเงินสมทบสำหรับกองทุนส่วนสงเคราะห์บุตรและชราภาพที่จัดเก็บรวมกัน 7% ของค่าจ้าง ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ย 13.57% ที่จำเป็นต่อการรองรับภาระตลอดช่วงเวลาที่ประเมิน
2. อายุเริ่มรับบำนาญค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอายุขัยที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนสามารถเริ่มรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี หากมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข ขณะที่งานศึกษาของ ธปท. ในปี 2564 คาดว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยจะเพิ่มจากประมาณ 70 ปีในปี 2541 เป็น 87 ปีในช่วงท้ายของระยะประมาณการ ทำให้กองทุนต้องจ่ายบำนาญให้ผู้ประกันตนแต่ละรุ่นนานขึ้น
3. ระบบบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์ (Defined Benefit) คำนวณเงินบำนาญจากฐานค่าจ้างและระยะเวลาส่งเงินสมทบตามสูตรที่กำหนดไว้ โดยประกันสังคมไทยจ่ายบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต ทำให้กองทุนต้องรับภาระเพิ่มขึ้นหากผู้รับบำนาญมีอายุยืนยาวกว่าที่คาด
👥 คนรุ่นใหม่ลดลง แต่ผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น
ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรตามทะเบียนประมาณ 65.81 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนราว 142,000 คน
เมื่อแบ่งตามช่วงปีเกิด พบว่า
– Gen X มีจำนวนประมาณ 15.98 ล้านคน
– Gen Y 15.27 ล้านคน
– Gen Z 13.35 ล้านคน
– Baby Boomer 10.62 ล้านคน
– Gen Alpha 6.92 ล้านคน
ขณะที่ประมาณการของสภาพัฒน์ระบุว่า ประชากรวัยแรงงานอายุ 15–59 ปีจะลดจาก 43.26 ล้านคนในปี 2563 เหลือ 36.50 ล้านคนในปี 2583 ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มจากประมาณ 12 ล้านคนเป็น 20.42 ล้านคน
นั่นหมายความว่า จากเดิมที่ไทยมีประชากรวัยแรงงานประมาณ 3.6 คนต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน ในอนาคตจะเหลือเพียง 1.8 คน
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบเติบโตช้าลง ขณะที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มภาระทางการเงินของกองทุนในระยะยาว
⏳เมื่อเงินสมทบไม่พอจ่าย เงินสำรองจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?
ที่ผ่านมา มีงานศึกษาหลายฉบับประเมินความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม โดยใช้สมมติฐานเกี่ยวกับจำนวนผู้ประกันตน ค่าจ้าง อายุขัย อัตราเงินสมทบ และผลตอบแทนจากการลงทุน
ผลการศึกษาที่สำคัญ ได้แก่
งานศึกษา | ปีที่เริ่มใช้เงินสะสม | ปีที่เงินกองทุนหมดลง
วีณา (2541) กรณีเศรษฐกิจตกต่ำ | 2579 | 2586
วีณา (2541) กรณีเศรษฐกิจรุ่งเรือง | 2599 | 2608
กอบศักดิ์และอนรรฆ (2550) | 2570 | 2590
นพดลและคณะ (2551) | 2575 | 2586
เอื้อมพร (2554) | 2573 | 2582
เพ็ญศรี (2558) | 2578 | 2586
ธนาคารแห่งประเทศไทย (2564) | 2572 | 2598 (ประเมินกองทุนส่วนสงเคราะห์บุตรและชราภาพรวมกัน)
งานของ ILO (2013) | 2581 | 2601
งานของ ILO (2022) | 2578 | 2597
แม้งานศึกษาแต่ละฉบับจะให้ผลประมาณการแตกต่างกัน แต่ต่างชี้ว่ากองทุนมีความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งอาจเกิดขึ้นใกล้เคียงกับช่วงที่คนทำงานในปัจจุบันทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ
ตัวอย่างเช่น คน Gen Y ที่เกิดระหว่างปี 2533–2537 จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2588–2592 ส่วนคน Gen Z ที่เกิดปี 2542–2543 จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2597–2598
แม้จะยังสรุปไม่ได้ว่า Gen Y จะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ได้รับบำนาญ หรือ Gen Z จะเป็นรุ่นแรกที่ไม่ได้รับบำนาญ แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงกติกาประกันสังคมในอนาคตอาจส่งผลต่อการวางแผนเกษียณของคนวัยทำงานในปัจจุบันโดยตรง
💰 ถ้าเงินสำรองหมด ประกันสังคมจะจ่ายบำนาญต่ออย่างไร?
การที่เงินสำรองหมดลงไม่ได้หมายความว่าระบบจะหยุดจ่ายบำนาญทันที เพราะยังมีเงินสมทบจากผู้ประกันตนและนายจ้างเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่หากรายรับไม่เพียงพอกับภาระบำนาญที่ต้องจ่าย ระบบก็จำเป็นต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติมหรือปรับกติกา
ทางเลือกอาจรวมถึงการเพิ่มอัตราเงินสมทบ หรือการได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งหากต้องใช้งบประมาณภาครัฐมากขึ้น ก็อาจกระทบต่อความสามารถในการจัดสรรงบประมาณด้านอื่น เช่น สาธารณสุข การศึกษา และการดูแลผู้สูงอายุ
สำหรับผู้ประกันตน ความไม่แน่นอนจึงครอบคลุมทั้งจำนวนเงินบำนาญ อายุเริ่มรับ และเงินสมทบที่อาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคต
🌍 ต่างประเทศทำอย่างไรให้ระบบอยู่ได้ในระยะยาว?
หลายประเทศเริ่มปรับระบบบำนาญเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยมีแนวทางที่น่าสนใจ เช่น
🇸🇪สวีเดน ใช้ระบบบำนาญที่เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์กับรายได้ตลอดช่วงทำงานและอายุขัย พร้อมกลไกปรับสมดุลอัตโนมัติ หากประเมินว่าภาระบำนาญสูงกว่าทรัพยากรที่ระบบมีรองรับ ก็จะชะลอการปรับเพิ่มสิทธิบำนาญ ซึ่งอาจทำให้เงินบำนาญที่จ่ายจริงลดลงในบางปี และเมื่อฐานะการเงินดีขึ้น สิทธิบำนาญก็สามารถทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามกติกาได้
🇨🇳จีน เริ่มทยอยเพิ่มอายุเกษียณตั้งแต่ปี 2025 โดยใช้เวลาปรับเปลี่ยน 15 ปี จากเดิมผู้ชายเกษียณที่อายุ 60 ปี เพิ่มเป็น 63 ปี ส่วนผู้หญิงที่เดิมเกษียณที่ 55 ปี จะเพิ่มเป็น 58 ปี และกลุ่มที่เดิมเกษียณที่ 50 ปี จะเพิ่มเป็น 55 ปี การทยอยปรับช่วยให้แรงงานและนายจ้างมีเวลาเตรียมตัว แต่ก็ต้องพิจารณาสุขภาพ ลักษณะงาน และโอกาสการจ้างงานของแรงงานสูงอายุด้วย
🔧ประกันสังคมเก็บเงินสมทบเพิ่มแล้ว ทำไมยังต้องปฏิรูป?
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 เพิ่มจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบส่วนลูกจ้างสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาทเป็น 875 บาทต่อเดือน
การปรับครั้งนี้ช่วยเพิ่มรายรับให้ระบบ แต่ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณสิทธิประโยชน์ก็เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระบำนาญในอนาคตมีโอกาสเพิ่มตามไปด้วย
งานศึกษาหลายชิ้นจึงเสนอให้พิจารณาปรับอัตราเงินสมทบ สูตรคำนวณบำนาญ และอายุเริ่มรับบำนาญร่วมกัน โดยทยอยเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ผู้ประกันตนแต่ละช่วงวัยมีเวลาเตรียมตัว โดยเฉพาะคนที่ใกล้เกษียณซึ่งอาจปรับแผนการเงินได้ยากกว่า
ขณะเดียวกัน การบริหารกองทุนอย่างโปร่งใสและการเปิดเผยผลประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างสม่ำเสมอก็มีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ประกันตนเห็นสถานะของกองทุนและวางแผนรายได้หลังเกษียณได้ดีขึ้น
สำหรับ Gen Y และ Gen Z ที่ยังต้องส่งเงินสมทบอีกหลายสิบปี การปฏิรูประบบบำนาญตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดความไม่แน่นอน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลมีเวลาเตรียมตัว หากต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการส่งเงินสมทบหรือการรับบำนาญในอนาคต
ยิ่งเริ่มปรับระบบได้เร็วเท่าไร คนแต่ละรุ่นก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวสำหรับวัยเกษียณมากขึ้นเท่านั้น

Related Articles

Back to top button
X