ส่องตลาดจีน “ใหญ่แต่ไม่หมู” (ตอนที่ 4)
นโยบายและความท้าทายครั้งใหม่ในอนาคต
โดย ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

เศรษฐกิจดุลยภาพใหม่ แต่มาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจเกิดความสงสัย เพราะข่าวคราวที่ผ่านหูผ่านตาเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนในระยะหลังดูจะไม่ดีจริงอย่างที่ผมกล่าวไป ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตในระดับ “ดุลยภาพใหม่” (New Normal) และกำลังเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง โดยเติบโตในอัตราที่ลดลงจากเฉลี่ยร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 6- 7 ต่อปี แต่ก็ถือว่าสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกถึงกว่า 2 เท่าตัว
ณ ระดับการเติบโตเช่นนี้ก็เท่ากับว่า จีนมีเศรษฐกิจขนาดเท่าประเทศไทยและมาเลเซียรวมกันผุดขึ้นในจีนทุกปี และคาดว่าจะนำเข้าในมูลค่ารวมถึง 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งใหญ่เกือบเท่าจีดีพีของจีนต่อปีในปัจจุบัน
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตในดุลยภาพใหม่ที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 7.2 ต่อปี และในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จีนก็เติบโตถึง 6.9 ต่อปีเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่สูงมากสำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เช่นนี้ เพราะเรากำลังพูดถึงขนาดเศรษฐกิจไทยและมาเลเซียผุดขึ้นในประเทศจีนในแต่ละปี มาถึงวันนี้ เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่คิดเป็นถึงร้อยละ 15 ของเศรษฐกิจโลก
ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และการเติบโตในอัตราที่สูงส่งผลให้เศรษฐกิจจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอิทธิพลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกว่าร้อยละ 34 ของจีดีพีโลก และจะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต
การเติบโตของเศรษฐกิจจีนดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลจีนตระหนักดีถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ด้วยการ “ปรับวิธีการและลดความเร็ว” จากเดิมที่วิ่งมาราธอนด้วยความเร็ววิ่ง 100 เมตรเป็นด้วยวิธีวิ่งผลัด 4 คูณ 400 เมตร ควบคู่ไปกับการ “ปรับเปลี่ยนทิศทาง” ในการพัฒนา เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เปลี่ยนจากการเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่ผู้บริหารทุกระดับต้องบรรลุไปสู่มิติเชิงคุณภาพที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
รัฐบาลจีนตระหนักดีถึงสถานการณ์ความเปราะบางและผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีหลัง โดยพยายามใช้ห้วงเวลา “วิกฤติ” ทางเศรษฐกิจโลกให้เป็น “โอกาส” แห่งอนาคต เร่งฟิตเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้พร้อมสำหรับการแข่งขันระลอกใหม่ โดยเดินหน้า “ปฏิรูป” เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ในการรายงานผลงานรัฐบาลต่อสมัชชาประชาชนแห่งชาติจีนเมื่อต้นปี 2557 ท่านนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียงได้กล่าวคำว่า “ปฏิรูป” ถึง 77 ครั้ง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลจะต้องเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจัง

จีนกำลังปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพา “กำลังภายนอก” อันได้แก่ ภาคการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจจีนเติบโตในช่วง 30 ปีแรกของการพัฒนา มาพึ่งพา “กำลังภายใน” อันได้แก่ ภาคการบริโภคภายในประเทศ เพราะผู้บริโภคจีนในปัจจุบันมีกำลังซื้อจากทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยสัดส่วนการบริโภคฯ ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากราวร้อยละ 25 เป็นกว่าร้อยละ 50 ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 12 (2544-2548) ของจีน และขยายตัวเป็นร้อยละ 64.5 ณ เดือนกันยายน 2560
เดินหน้านโยบายใหม่ รัฐบาลจีนสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาของชุมชนเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้ประกาศตัวเลขว่า คนจีนราวร้อยละ 55 ของประชากรโดยรวมอาศัยอยู่ในเมือง และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต วันนี้ จีนมีเมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไปอยู่ราว 100 เมือง และคาดว่าในราว 5 ปีข้างหน้า จำนวนเมืองดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 200-220 เมือง
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนเมืองในจีนได้ส่งผลให้ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งร้านค้าปลีกที่ทันสมัยในย่านชุมชนเมืองได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งสะท้อนว่า ผู้บริโภคชาวจีนที่อาศัยในเมืองใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยเรื่อง “คุณภาพ” และ “ความสะดวก” เพิ่มมากขึ้นในการตัดสินใจซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน ด้วยสภาวะเศรษฐกิจจีนที่เป็นอยู่ ก็คาดว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า “ความคุ้มค่า” จะเป็นอีกจุดขายหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนชั้นกลางของจีน
ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 19 เมื่อกลางเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ท่านประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กล่าวถึงการพัฒนาชุมชนเมืองภายใต้แนวคิดใหม่ของการพัฒนาชุมชนเมืองที่ต้องการสร้างบนพื้นฐานของ City Cluster ที่เชื่อมกลุ่มเมืองใหญ่ที่ใกล้ชิดติดกันอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ตลาดจีนก็มี “คลื่นลูกใหม่” ที่กำลังมาแรง อาทิ อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) การค้าออนไลน์ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปีในการเข้ามาแย่งชิงสัดส่วนการตลาดในช่องทางจัดจำหน่ายได้ร้อยละ 20 ของมูลค่าการค้าปลีกจีนในปัจจุบัน การขยายตัวของอุปสงค์ในตลาดจีนจะเกิดขึ้นทั้งในเชิงพฤติกรรม และกระจายตัวในเชิงภูมิศาสตร์ผ่านการค้าออนไลน์ที่หันมาใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าบทบาทของการค้าออนไลน์ต่อการค้าปลีกโดยรวมจะเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต
การเข้าถึงและสามารถจับกระแสความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนได้ในวงกว้างในคราวเดียวกันนับเป็นโจทย์ใหญ่ให้ภาครัฐและเอกชนของไทยต้องขบคิดกัน เพราะนั่นหมายถึงพลังและโอกาสทางธุรกิจอันมหาศาลในการเสริมสร้างภาพลักษณ์และส่งออกสินค้าและบริการของไทย อันจะเป็นโอกาสของสินค้าไทยในการก้าวข้ามอุปสรรคในเชิงภูมิศาสตร์ที่กว้างใหญ่ไพศาลของจีนได้อย่างรวดเร็ว
การดำเนินนโยบาย “ลูกสองคน” (Two-Child Policy) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญของจีน กว่าสามสิบปีที่จีนดำเนินนโยบายลูกคนเดียว ส่งผลให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ซึ่งหากไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวก็จะทำให้จีนประสบหลายปัญหาในระยะยาว รัฐบาลจีนจึงเริ่มผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อปีที่ผ่านมาก็เปลี่ยนเป็นนโยบายลูกสองคนในที่สุด ซึ่งคาดว่าจะทำให้จีนมีทารกเกิดใหม่ราว 17-20 ล้านคนต่อปี ก็จะนำไปสู่อุปสงค์ในสินค้า/บริการกลุ่มแม่ ทารก และวัยรุ่น รวมทั้งกลายเป็นตลาดแรงงานใหม่ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน จีนก็หันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคบริการเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอนาคต ผลจากการนี้ทำให้ภาคบริการของจีนมีสัดส่วนต่อจีดีพีโดยรวมกว่าร้อยละ 50 เมื่อราวสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงเหลือราวร้อยละ 40 รัฐบาลจีนยังให้มุ่งเน้นการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านอาหาร
รัฐบาลจีนยังได้ดำเนินนโยบายพัฒนาเขตเสรีทางการค้า (Free Trade Zone) ที่เริ่มทดลองใช้ระบบ Negative List ควบคู่ไปกับการเพิ่มบทบาทการลงทุนของภาคเอกชนในระยะหลัง ก็สะท้อนว่ารัฐบาลจีนกำลังพยายามดึงเอาภาคการลงทุนมาเป็นตัวชูโรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระลอกใหม่ อันจะนำไปสู่การเคลื่อนย้ายเงินทุน เทคโนโลยี และระบบการจัดการและธุรกิจรูปแบบใหม่เข้าสู่ประเทศและสร้างประโยชน์ต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวมของจีน
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้ประกาศสานต่อนโยบายดังกล่าว ซึ่งเมื่อผนวกกับนโยบาย “เส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเล” หรือ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) อาจกล่าวได้ว่า ภายหลังความสำเร็จในการพัฒนาประเทศและการดำเนินนโยบายพัฒนาซีกตะวันตกของจีนในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเสมือนการพัฒนา “เส้นทางสายไหม” ยุคใหม่ในระยะแรก เมื่อพร้อมในส่วนของซีกตะวันออกไปยังตะวันตกภายในประเทศของจีนแล้ว รัฐบาลจีนก็เดินหน้านโยบายดังกล่าว ซึ่งคาดว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจจากด้านซีกตะวันออกเข้าสู่ตอนกลางและซีกตะวันตกของจีน และเชื่อมโยงจีนกับเอเซียกลาง เอเซียตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปมากยิ่งขึ้น
เมื่อสองปีก่อน เราเห็นการทดลองเดินขบวนรถไฟขนส่งสินค้าเชื่อมเมืองอี้อู-กรุงแมดริด โดยใช้เวลา 28 วัน ต่อมา เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ทดลองเดินขบวนรถไฟเชื่อมเมืองอี้อู-กรุงลอนดอน โดยใช้เวลา 21 วัน และเมื่อราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็สามารถปรับลดเวลาลงเหลือเพียง 16 วัน รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนาบริการรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างจีน-ยุโรปให้เหลือ 14 วัน ซึ่งอาจจะทำให้สามารถแข่งขันกับสายเรือในการขนส่งสินค้าทางทะเลได้ หากจีนสามารถพัฒนากรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศที่เกี่ยวข้องได้ ในอนาคต เราอาจเห็นโรงงานเคลื่อนที่ที่ผลิตในระหว่างที่ขนส่งสินค้าก็เป็นได้
ในด้านการผลิต ด้วยค่าจ้างแรงงานและต้นทุนการผลิตอื่นในจีนที่สูงขึ้น ทำให้รัฐบาลจีนต้องพยายามยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศด้วยวิธีการใหม่ ภาคอุตสาหกรรมที่เดิมเคยเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญก็ต้องนำเอาเทคโนโลยีระดับสูงและนวัตกรรมเข้ามาเสริมศักยภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ในระดับที่สูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมใดที่ใช้พลังงานมาก หรือก่อให้เกิดมลพิษ ไม่มีอนาคตในจีน โดยต่างต้องปิดตัวลงและย้ายฐานการผลิตไปอยู่ประเทศอื่น
นอกจากนี้ จีนยังผลักดันโครงการ “Made in China 2025” ที่มุ่งเป้าพัฒนา 10 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเป็นเป้าหมายของการพัฒนาในยุคหน้า อาทิ ไบโอเทค พลังงานทดแทน รถยนต์พลังงานรูปแบบใหม่ วัสดุใหม่ ไอที/ดิจิตัล และหุ่นยนต์ เราเริ่มเห็นการพัฒนาและสยายปีกของอุตสาหกรรมเหล่านั้นสู่โลกภายนอกแล้วไม่มากก็น้อย

หัวใจสำคัญของการพัฒนาด้านนวัตกรรมก็คือ การใช้คนเป็นศูนย์กลาง เราเห็นรัฐบาลจีนพัฒนาพยายามดึงคนจีน คนจีนโพ้นทะเล และชาวต่างชาติให้เข้ามาทำงานในจีนด้วยสิทธิประโยชน์และมาตรการจูงใจมากมาย วันนี้จีนเริ่มใช้ระบบ “กรีนการ์ด” (Green Card) เหมือนที่หลายประเทศพัฒนาแล้วทำ ตัวอย่างรูปแบบธุรกิจใหม่ที่แฝงไว้ซึ่งนวัตกรรมผุดขึ้นมากมายในจีนในระยะหลัง อาทิ สถาบันการศึกษาเต๋อเต้า ฟาร์มเลี้ยงไก่ผิงกู่ กรุงปักกิ่งของซีพี และตู้เย็นอัจฉริยะของไฮเออร์
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงก้าวแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลจีนยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยไม่ทิ้งเป้าหมายในระยะยาว หากเราพิจารณาถึงการตัดสินใจกำหนดยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของผู้นำจีน จะพบว่า 60 ปีที่แล้ว ท่านเหมา เจ๋อตุงตัดสินใจปิดประเทศ เพื่อรักษาประเทศและฐานทางการเมือง ขณะที่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ท่านเติ้ง เสี่ยวผิงตัดสินใจเปิดประเทศสู่โลกภายนอก เพื่อพลิกฝื้นเศรษฐกิจ และสังคมพอมีพอกิน
มาถึงวันนี้ ผู้นำรุ่นที่ 5 กำลังตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความกินดีอยู่ดี และความชอบธรรมทางการเมือง โดยมีตัวเลขเป้าหมายสำคัญได้แก่ ปี ค.ศ. 2020 รัฐบาลตั้งเป้าที่ต้องการเห็นจีนเป็น “สังคมกินดีอยู่ดีระยะต้น” เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ขณะที่ในปี ค.ศ. 2050 จีนก็ต้องการก้าวเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วเต็มตัว” และให้ชาวจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของการสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ขนาดเศรษฐกิจของจีนจะใหญ่กว่าของสหรัฐฯ หลายเท่า