Columnist

พบร้องเรียน “ซูเปอร์มาร์เก็ต”

พบร้องเรียน “ซูเปอร์มาร์เก็ต”

อาหารหมดอายุ-ราคาไม่ตรงป้าย

โดย…ธนก บังผล

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่วนเวียนเข้าออกใช้บริการซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน อาหาร เครื่องดื่ม เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนร้านค้าเหล่านี้ก็พร้อมให้บริการอยู่ใกล้ตัวเราไปทุกแห่งตลอด 24 ชั่วโมง

ปัจจุบันร้านค้าแบบโมเดิร์นเทรด มีจำนวนกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ ขณะที่ร้านค้าแบบดั้งเดิม มีอยู่กว่า 8 แสนร้าน แต่เมื่อคำนวณยอดขายแล้วจะพบว่า ร้านค้าโมเดิร์นเทรดได้ส่วนแบ่งตลาดไปถึงร้อยละ 61

ซึ่งปี 2560 ที่ผ่านมานั้น “มูลนิธิผู้บริโภค” มีตัวเลขร้องเรียนจากการซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ที่น่าสนใจซึ่งถูกเปิดเผยในงานเสวนา “มนุษย์ซูเปอร์ (มาร์เก็ต) “ เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

โดยระบุว่า มีผู้ร้องเรียนเรื่องการบริการของซูเปอร์มาร์เก็ตไปยังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคทั้งปี รวม 60 ราย จากจำนวนผู้ร้องเรียนเรื่องต่างๆกว่า 3,000 รายทั่วประเทศ

ในจำนวนที่ร้องเรียนเรื่องการบริการของซูเปอร์มาร์เก็ต 60 รายนี้ ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอาหารหมดอายุหรือไม่สะอาด ,ราคาไม่ตรงกับป้าย และการโฆษณาเกินจริง ซึ่งแม้ว่าตัวเลขผู้ร้องเรียนจะไม่มากนักเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ แต่ก็ทำให้เห็นว่าผู้บริโภคส่วนหนึ่งต้องการให้ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อมีมาตรฐานมากขึ้น

จากกรณีดังกล่าว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก และองค์การอ็อกซ์ แฟม ได้ทำการประเมินมาตรฐานซูเปอร์มาร์เก็ตและบริษัทค้าปลีกเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งจะเน้นไปที่ความโปร่งใส ความรับผิดชอบของบริษัทต่อสาธารณะ การเคารพสิทธิแรงงาน การส่งเสริมผู้ผลิตรายย่อย และการสนับสนุนบทบาทและสิทธิสตรี

ทั้งนี้ ได้เริ่มทำการประเมินครั้งแรกไปแล้วกับซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกอาหารจำนวน 8 แห่ง แม้ว่าผลการประเมินจะออกมาแล้วในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากว่าทั้ง 3 องค์กรผู้ประเมินต้องการให้ร้านค้าเหล่านั้นนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมภายในระยะเวลา 2 เดือน ก่อนจะเปิดผลการประเมินต่อสาธารณชนในวันที่ 13 มีนาคมนี้ เพื่อให้ซูเปอร์มาร์เก็ตเหล่านั้นได้พัฒนาการดำเนินงานให้ได้มาตรฐานต่อไป

ผมเชื่อว่าหลายคนก็เคยประสบกับเหตุการณ์ทำนองนี้ คือเข้าร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรดแล้วบางครั้งรีบ หรือหลงลืมที่จะดูวันหมดอายุ เมื่อนำมารับประทานก็ถึงจะทราบว่าไม่สามารถรับประทานได้แล้ว อาหารที่เจอบ่อยเช่น นมกล่อง อาหารกระป๋อง ขนมปัง ซึ่งเกือบทุกครั้งเราก็ได้แต่บ่นว่าร้านค้าไม่น่านำสินค้าที่ใกล้จะหมดอายุมาจำหน่าย และก็ได้แต่เตือนตัวเองว่าคราวหน้าต้องอ่านต้องดูให้ละเอียด

แต่ความจริงมันยังมีมากกว่านั้นครับ ที่ผ่านมาทางมูลนิธิผู้บริโภคก็เคยส่งจดหมายถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี ให้รับผิดชอบกรณีมีผู้บริโภคร้องเรียนซื้อเครื่องสำอางของเล่นเด็กที่นำมาลดราคาแต่พบหมดอายุแล้ว 2 ปี พร้อมส่งให้สำนักงานอาหารและยา (อย.) พิจารณาสินค้านำเข้าเป็นเครื่องสำอางหรือไม่

นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เคยเปิดเผยว่ามีผู้บริโภคร้องเรียน หลังซื้อของขวัญให้กับลูกสาวเป็นชุดตลับแต่งหน้า ของเล่นเด็ก ที่มีลักษณะคล้ายเครื่องสำอาง ยี่ห้อ Barbie จากแผนกของเล่นเด็ก ในห้างสรรพสินค้า ในราคา 995 บาท จากราคาเต็ม 1,900 กว่าบาท จากนั้นจึงนำมาให้ลูกสาว เล่นแต่งหน้าตัวเอง

“ผู้ร้องเห็นว่าซื้อสินค้าจากห้างดัง จึงไม่ได้ตรวจสอบอะไรมาก ดูเพียงว่าสินค้าอยู่ในสภาพดีเท่านั้น แต่เมื่อแกะกล่องพบว่า สินค้าหมดอายุมาเกือบ 2 ปีแล้ว จึงต้องรีบเก็บสินค้าไม่ให้ลูกเล่นทันที แต่ไม่รู้จะร้องเรียนใคร เพราะไม่รู้ว่าเป็นของเล่นเด็ก หรือว่าเครื่องสำอาง”

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า สินค้าดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายเครื่องสำอาง แต่ไม่มีฉลากที่ระบุว่าเป็นเครื่องสำอางที่มีการควบคุมของ อย. มีเพียงฉลากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) กำกับไว้ที่ข้างกล่องเท่านั้น ทั้งยังพบว่าสินค้านั้นหมดอายุแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กอย่างมาก

“การนำเข้าสินค้าของเล่นเด็กชนิดนี้ หากบ่งชี้ได้ว่าเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอาง จะต้องมีการดำเนินการจดแจ้งกับ อย.ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ซึ่งหากไม่ขออนุญาตมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และหากผู้นำเข้าขายสินค้าหมดอายุมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากดูข้อมูลการนำเข้าในเดือนสิงหาคม 2558 พบว่าสินค้าหมดอายุไปแล้วก่อนการนำเข้า ซึ่งมูลนิธิฯ ขอตั้งคำถามกับหน่วยงานออกมาตรฐานสินค้าของเล่นเด็กว่า สินค้านั้นได้รับมาตรฐานของเล่นเด็กได้อย่างไร ทั้งที่สินค้านั้นหมดอายุแล้ว” นางนฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามาที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ว่าได้ซื้อไข่ไก่จากรถเข็นที่อยู่บริเวณจัดขายสินค้าลดราคา ซึ่งมีป้ายลดราคาสินค้าแปะอยู่ และมองหาวันหมดอายุที่ตัวสินค้า เมื่อไม่พบจึงลองแกะป้ายราคาออก ทำให้พบว่าป้ายลดราคานั้น แปะทับป้ายแสดงวันหมดอายุ ทั้งยังพบว่าสินค้าหมดอายุมาแล้ว 2 วัน จึงต้องการออกมาเตือนผู้บริโภคและต้องการให้ห้างฯ ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การปิดป้ายลดราคาทับสาระสำคัญของสินค้า เช่น วันหมดอายุ อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ว่าสินค้านั้นเป็นปัจจุบัน ซึ่งสินค้าเกษตร เป็นสินค้าที่เสื่อมสภาพเร็ว ต้องมีการจัดทำฉลากที่ต้องแสดงวันผลิตและวันหมดอายุให้เป็นที่สังเกตและอ่านได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้อย่างถูกต้อง จึงไม่ควรติดป้ายราคาทับป้ายดังกล่าว ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่สินค้าประเภทอาหารที่ลดราคาก็เพื่อเร่งระบายสินค้าออกสู่ผู้บริโภค การแสดงวันหมดอายุก็เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภคตัดสินใจได้ว่าจะซื้อสินค้าไปบริโภคทันหรือไม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ มูลนิธิผู้บริโภค ให้ความเห็นว่าทางห้างควรออกมาแสดงความรับผิดชอบ เพราะห้างมีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าก่อนที่จะขาย ควรมีมาตรฐานในการควบคุมสินค้า และเมื่อสินค้าหมดอายุก็ควรรีบจัดเก็บทันที เพราะถ้าผู้บริโภคซื้อสินค้าและรับประทานเข้าไปก็อาจได้รับอันตรายจากการบริโภคอาหารหมดอายุได้ ผู้บริโภครายใดซื้อสินค้าประเภทเดียวกันนี้ไปแล้ว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยินดีให้ความช่วยเหลือดำเนินการในการเรียกร้องค่าเสียหาย

ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ระบุว่าอาหารที่ไม่ปลอดภัยคือ อาหารที่หมดอายุ ซึ่งการจำหน่ายสินค้าหมดอายุ เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 25 (4) คืออาหารที่ไม่ปลอดภัยในการบริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

จากกรณีที่ยกมาถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆนะครับ เราแทบจะใช้บริการร้านซูเปอร์มาร์เก็ตเกือบทุกวัน แม้กระทั่งพ่อค้าแม่ค้าร้านขายของชำเองที่ไปซื้อสินค้าที่ละเยอะๆ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทางเช่นกัน หากสินค้านั้นหมดอายุไปแล้ว จะยังนำมาวางจำหน่าย หรือจะทำเป็นมองไม่เห็น เรื่องนี้น่าคิดครับ

Related Articles

Back to top button