เมื่อช่อง 3 กำไรหด !!!!
จับตาธุรกิจโทรทัศน์ไทย
หลังช่อง 3 กำไรเหลือ 61 ล้านบาท
โดย…ธนก บังผล
หากมองที่ตัวเลขผลประกอบการของบริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือช่อง 3 ซึ่งล่าสุดได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมทั้งปี 11,035 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 จากปี 2559 ที่มีรายได้รวม 12,265.8 ล้านบาท
ในขณะที่กำไรในปี 2559 อยู่ที่ 1,218.29 ล้านบาท แต่กำไรปี 2560 ลดลงมาเหลือ 61 ล้านบาท ต้องถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะในปี 2558 นั้น ช่อง 3 ยังมีกำไรมากถึง 2,982.71 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรน้อยลงก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จากปี 2558 อยู่ที่ 8,769.3 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมา ช่อง 3 มีค่าใช้จ่ายรวม 9,176.8 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายการผลิตรายการ และต้นทุนการถ่ายทอดรายการกีฬา รวมแล้วสูงถึง 5,910.7 ล้านบาท

ส่วนรายได้จากการโฆษณาทั้งปี 2560 รวมแล้ว 9,890.2 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.3 จากปี 2559 ที่มีรายได้ 11,151.2 ล้านบาท โดยรายได้จากการโฆษณาเป็นรายได้หลักร้อยละ 89.6 จากรายได้รวมทั้งหมดของช่อง 3 ซึ่งเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมของตลาดหดตัวลงร้อยละ 6 ทำให้ขายจำนวนนาทีโฆษณาได้น้อยลง
2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ช่อง 3 ได้พยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างและผู้บริหารองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจสื่อโทรทัศน์ดิจิตอลที่มีจำนวน 20 กว่าสถานี ในส่วนของช่อง 3 เองก็มีสัมปทานอยู่ 3 ช่อง คือ HD 33 ,SD 28 และ Family 13 ทำให้แบกรับต้นทุนมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น
ประเด็นหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ การขาดหายไปจากหน้าจอของ “สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา” ที่ถือว่าเป็นแม่เหล็กดึงรายได้จากโฆษณาให้ช่อง 3 มาหลายปี ผลพวงจากการขาดช่วงเว้นวรรคไปจึงเริ่มส่งผลชัดเจนมากขึ้น
และโอกาสนี้ได้ทำให้ช่อง Workpoint และ Mono29 ขยับเข้ามาหายใจรดต้นคอในแง่ของส่วนแบ่งทางการตลาดจากโฆษณาและเรตติ้ง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่อง 3 เท่านั้นที่ต้องร้อนๆหนาวๆ ช่อง 7 ที่ยืนระยะยึดตำแหน่งที่ 1 มานานก็ย่อมต้องหันกลับมาระวังสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน
เพราะจุดขายหลักๆที่เคยทำให้คนดูติดช่อง 3 และ ช่อง 7 กันงอมแงมก็คือ “ละครหลังข่าว” ซึ่งทุกวันนี้บางสถานีสามารถสร้างละครได้ หรือผู้จัดบางรายผลิตส่งให้กับช่องอื่นๆ เป็นการดึงเม็ดเงินโฆษณาไม่ให้กระจุกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
นอกจากนี้วงการสื่อสารมวลชน ที่ทุกสถานีต้องมีแผนกข่าว ได้เกิดภาวะเงินเฟ้อจ้างผู้สื่อข่าวด้วยเงินเดือนที่สูงกว่าความสามารถ มีการดึงผู้สื่อข่าวย้ายสถานีมากมาย หลายคนไม่มีประสบการณ์แต่เงินเดือนสูงขึ้นเพราะเปลี่ยนที่ทำงานบ่อย หลายคนไม่มีทักษะการทำข่าวแต่ชอบที่จะรายงานออกโทรทัศน์ ในขณะเดียวกับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้กับนักข่าวน้อยกว่าโซเชียลมีเดีย เมื่อมาประกอบกันเข้าจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถานีมีค่าใช้จ่ายในส่วนแผนกข่าวเพิ่มมากขึ้น

ช่อง 3 เองเมื่อ “สมประสงค์ บุญยะชัย” เข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ก็ได้ทำการปรับโครงสร้างองค์กร นำมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาบริหารงาน มีตำแหน่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น Chief Technology and New Media Officer ,Chief Marketing Officer ,Chief Investment Officer ,Chief of research, Chief of news และ Chief of broadcasting เป็นต้น
อย่างไรก็ตามล่าสุดทาง ช่อง 3 ได้แจ้งกับทางตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2561 ว่า “สมประสงค์ บุญยะชัย” ได้ขอลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารแล้ว เนื่องจากมีภาระหน้าที่ด้านอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบจนไม่สามารถมีเวลาให้กับบริษัท แต่ยังคงเป็นกรรมการบริษัท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2561
สถานการณ์ธุรกิจสื่อโทรทัศน์จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากช่อง 3 กำไรลดลงถล่มทลายเหลือ 61 ล้านบาท ใครจะเข้ามารับเผือกร้อนตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ ทิศทางของช่อง 3 จะเป็นอย่างไร สามารถรักษาเรตติ้งอันดับหนึ่งใน กทม.ได้หรือไม่
โอกาสในธุรกิจโทรทัศน์ไทยยังคงต้องดูกันไปยาวๆ