ล็อคดาวน์รอบใหม่ รัฐบาลจะพลาด “ระลอกสอง”
หากความกลัวของรัฐบาลคือเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีไฮซีซั่น เพราะต้องการให้คนออกไปจับจ่ายสอย หรือเดินทางเที่ยวต่างจังหวัดช่วงปลายปี
รอดูภายในอีก 14 วันต่อจากนี้ครับ ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือไม่ สถิติผู้ป่วยจากการระบาดย่อมสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารประเทศในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ผลอย่างไร
นับตั้งแต่การระบาดครั้งนี้ค่อยๆทยอยเปิดแผลที่เน่าเฟะมาตลอด 6 เดือน คำสั่งที่ประกาศให้ปิดสถานศึกษา สถานบันเทิง ทีละเล็กละน้อยไล่มาจากแพกุ้ง จ.สมุทรสาคร บ่อนการพนัน โรงเรียน ร้านอาหาร และข้อมูลที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบแนวทางการปฏิบัติมาตรการควบคุม 2 ระดับ
พูดง่ายๆคือจะ “ล็อคดาวน์” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป วิธีการสร้างความเข้าในเหล่านี้ต้องมีการพูดคุยกันในระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลแล้วครับ นั่นหมายความว่ามีการประเมินสถานการณ์ระบาดแล้วรอบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
แต่ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจ ก็แปลกดีนะครับ แปลกที่รู้ทั้งรู้ว่ารัฐบาลนั้นโยนการ์ดทิ้งตามประชาชนไปตั้งนานแล้วหลังคุยโม้ไป 3 บ้าน 7 บ้านว่าสาธารณสุขของประเทศไทยมีคุณภาพระดับโลก จากตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศที่หายไปนาน ทั้งๆที่คนทำงานหนักมาตลอดคือบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับตั้งแต่ อสม. จนถึงสาธารณสุขจังหวัด
ในระหว่างที่ทำให้คนไทยชะล่าใจ Alternative State Quarantine (ASQ) โครงการที่รัฐจับมือกับคอนโดหรูเปิดเป็นที่พักให้ผู้ป่วยจากต่างชาติบินเอาเชื้อมากักตัวในไทยอย่างเต็มที่ ตัวเลขค่อยๆเพิ่มอย่างมีนัย จาก 2-3 คนต่อวัน หลังชักมากขึ้นจนน่าตกใจ ซึ่งมันต้องพลาดสักวันแน่นอนเพราะมันไม่ได้ต่างอะไรกับระเบิดเวลาแลยแม้แต่น้อย
ก็รัฐบาลประกาศว่าสาธารณสุขของเราขั้นเทพ จะให้ประชาชนมาระแวงอะไรครับ อยู่ๆไปก็เริ่มไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัยกันแล้ว
คุณจะมาโทษประชาชนที่ต้องหาเลี้ยงปากท้องคนที่บ้าน ด้วยการประณามคนหลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าว หรือนักพนันในบ่อน ฯลฯ ผมได้ยินได้ฟังแล้วอยากจะขอเรียนถามด้วยความเคารพว่า “คิดได้แค่นี้ใช่มั้ยครับ?”
หากถ้าคิดได้แค่นี้ ผมจะอธิบายสั้นให้รัฐบาลเข้าใจง่ายๆ ครับ

การระบาดของโควิดไปทั่วโลก นอกจากถิ่นกำเนิดที่มาจากประเทศจีนแล้ว นอกนั้นเป็นการระบาดเนื่องจากคนต่างชาติเดินทางทั้งสิ้นก่อนจะกลายพันธุ์ตามสภาพอากาศ
ไม่มีหรอกครับว่าประชาชนนอนหลับอยู่บ้าน พอตื่นเช้ามาซักผ้าแล้วเป็นโควิด ความประมาททุกประเด็นนั้นเริ่มต้นมาจากการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ทั้งสิ้น หัวหน้ารัฐบาลที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรรู้ไว้ครับ และแม้ว่าจะกอดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปอีก 2,000 ปี แต่ที่ควรปฏิบัติคือ “ให้ข้อมูลที่เป็นจริง” กับประชาชนอย่างทันที
เรื่องกระมิดกระเมี้ยน กลัวชาวบ้านแตกตื่น …อย่าคิดเอาเองครับ ถ้ามีผู้เสียชีวิตขึ้นมา คำว่า “ขอโทษ” ไม่ทำให้คนตายไปแล้วฟื้นกลับมา
ประสบการณ์ “ล็อคดาวน์” เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลพึงระลึกไว้เสมอว่าเป็นการบริหารที่ห่วยแตกอย่างยิ่ง การช่วยเหลือเยียวยาที่ดูเหมือนจะเท่หลังผุดนโยบายเงิน 5,000 บาท เป็นการแจกเงินเละเทะที่สุดในโลกตั้งแต่เปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียน และจำนวนเงินดังกล่าวที่ได้รับความสนใจมีคนแห่ไปลงกันเยอะเพราะรายได้ในครอบครัวที่หายไป พอได้มาก็แทบไม่พอยาไส้ ได้แค่ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาประทังชีวิตเท่านั้น
คนในรัฐบาลไม่แปลกใจกันเลยหรือครับ ที่จากเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมันบานปลายกลายเป็นเยียวยาถ้วนหน้า โดยช่างสรรหาคำพูดสวยหรูมาแบ่งกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ส่วนเงินที่ได้รับ 15,000 บาท ภายใน 3 เดือนนั้น ก็ไม่ทำให้เดือนที่ 4 ที่คลายล็อคแล้วประชาชนมีงานทำทันทีนะครับ ดูตัวเลขเศรษฐกิจที่รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยดูควรจะรู้แล้วว่าจำนวนผู้ตกงานเยอะมาก ภาพรวมของไทยทรุดหนักนอกจากไม่มีคนมาลงทุนแล้ว เขายังย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นอีก

เพราะฉะนั้นคิดเนิ่นๆเลยครับ ประเด็นการเยียวยาควรรีบเร่งให้ผู้ได้รับผลกระทบเร็วที่สุด
เมื่อจะมีโครงการอะไร มาตรการอะไร เรื่องสำคัญอันดับ 1 คือ “ข้อมูล” ที่ประชาชนได้ลงทะเบียนไปแล้วในโครงการต่างๆที่ผ่านมา รัฐบาลไทยคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีโครงการออกมา 50 มาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยที่ประชาชนก็ต้องลงทะเบียนอย่างนั้นซ้ำใหม่ทุกโครงการ แล้วระบบก็ล่มทุกครั้งที่เปิด
พอเถอะครับกรุณาแก้ปัญหาให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่ายด้วย “บิ๊กดาต้า” ลงทะเบียนทีเดียวแล้วเอาฐานข้อมูลนั้นมาแจกแจงให้ตรงกลุ่มเป้าหมายถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ และรวดเร็ว
รัฐบาลขอให้ Work from home เพื่อประชาชนจะได้หลีกเลี่ยงการพบปะกัน แต่ถ้าการล็อคดาวน์มันทำให้คนไม่มีทั้งงานและไม่มีทั้งบ้าน ก็ต้องให้กระทวงแรงงานเป็นหลักในการหางานให้ประชาชนที่ตกงานได้มีรายได้ครับ ซึ่งมันยั่งยืนถาวรกว่าแจกเงินด้วยคำว่า “รัฐสวัสดิการ” แบบหลอกๆ แล้วถูกด่าว่ากู้งบประมาณมาเผาเล่น
ในส่วนการควบคุมการระบาด การประกาศใช้กฎอัยการศึกไม่สามารถทำให้เชื้อไวรัสตายได้เพราะมันปลายเหตุแล้ว รัฐควรกลับไปเริ่มต้นไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มด้วยมาตรการที่เคร่งครัด ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรีถ่ายภาพไม่สวมหน้ากากอนามัยออกมาให้ประชาชนประจานอีก
ทุกคนต้องอยู่ภายใต้มาตรการเดียวกัน
สำคัญเร่งด่วนที่สุดตอนนี้ที่ทำได้คือ ยกเลิก ASQ ทันที พอได้แล้วครับกับการนำเอาผู้ป่วยเข้ามารักษา มันเปลืองทรัพยากรบุคคลโดยใช่เหตุ แค่นี้บุคลากรทางการแพทย์ก็ทำงานหนักกันมากแล้ว
แต่เชื่อเถอะครับ ร้อยทั้งร้อยที่ผมคอยดูในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้
คือ..รัฐบาลพลาดซ้ำ ทุกเรื่อง ทุกขั้นตอน กลับไปแย่เหมือนเดิม ชัวร์
(บทความโดย ธนก บังผล)