มีนัดกับหมอ (3)
ตาชั่งไม่เคยโกหกใคร โดยเฉพาะตาชั่งน้ำหนักระบบดิจิตอลซึ่งละเอียดถึงจำนวนขีด มันระบุว่าตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา น้ำหนักผมลดลง 2 กิโลกรัม จากการวิ่งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
อารมณ์อยากอาหารยามวิกาลทั้งๆที่ไม่หิวนั้นเป็นอะไรที่มนุษย์กลางคืนหลายคนมักเจออยู่บ่อยๆ และน้อยครั้งจะจบลงด้วยการข่มตาให้หลับไปโดยเมนูอาหารยังลอยไปมาในสมอง
แต่การวิ่งวันละไม่ต่ำกว่า 3 กิโลเมตร หยุดความอยากอาหารนั้นได้ชะงักทีเดียว นั่นเป็นเหตุประกอบว่าทำไมน้ำหนักผมถึงลดลง
เมื่อคุณหมอเจ้าของไข้มาถึง พยาบาลเรียกให้ผมเข้าห้องตรวจเป็นคิวแรก
“ทานยาแล้วเป็นยังไงบ้าง” คุณหมอทักแทนการรับไหว้
“ก็ดีครับ” ผมตอบพลางเลื่อนเก้าอี้ลงนั่ง
“เวียนหัวมั้ย” อาการสำคัญที่คนไข้ทั่วไปมักจะเจอกับยานี้
“นิดหน่อยครับ”
“แล้วยาแก้อาเจียนได้กินหรือเปล่า”
“ไม่ครับ” คำตอบสั้นๆมาพร้อมความภูมิใจว่ายาพวกนี้ทำอะไรผมไม่ได้
ระหว่างนั้นคุณหมอก็เปิดคอมพิวเตอร์ไปด้วย เพื่อดูผลการตรวจเลือดล่าสุดของผมที่ส่งไปตั้งแต่ตอนเช้า
“เม็ดเลือดขาวมีค่าลดลงเป็นปกติแล้ว” คุณหมอบอกพลางหันจอมาให้ดู
ก่อนหน้านี้เมื่อ 2 สัปดาห์ ผลการตรวจเลือดของผมพบว่าค่าเม็ดเลือดขาวอยู่ที่ 13650 ซึ่งปกติแล้วคนที่ไม่เจ็บป่วยโรคนี้ค่าเม็ดเลือดขาวจะต้องอยู่ที่5000-10000 เท่านั้น
โดยผลตรวจล่าสุดเม็ดเลือดขาวอยู่ที่ 8550 เพราะฉะนั้นหมายความว่าการดูแลตัวเองตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ผลเป็นอย่างดี และผลการตรวจเลือดไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
เป้าหมายของการงดดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะนำผลตรวจเลือดมาวิเคราะห์ค่าต่างๆแล้ว ที่ผมใจจดใจจ่อไม่แพ้กันคืองานเลี้ยงรุ่นเพื่อนเก่าอัสสัมชัญลำปาง ตั้งแต่อนุบาลยันมัธยมต้น ที่แม้จะมาไม่กี่คนแต่ก็หวังไว้ว่าน่าจะสนุกไม่น้อย
“คุณหมอครับ คือวันเสาร์ที่ 6 นี้เพื่อนที่อัสสัมนัดกินเลี้ยงรุ่นกันนะครับ เพื่อนตั้งแต่อนุบาลเลย บางคนไม่ได้เจอกันมา 26 ปีเลยนะครับ ผมกินเหล้าได้มั้ยครับ” ไม่รอให้เสียเวลา ผมยิงคำถามที่คาใจมาตลอดทันที
เพราะก่อนหน้านี้ บอกเพื่อนไว้แล้วว่า “ขอถามหมอก่อน” แม้บางคนจะเล่าประสบการณ์สุดฮาเพราะถูกหมอห้ามดื่มทั้งๆที่ไม่ได้ป่วยให้ฟัง
คุณหมอปาริชาติ สบตา เสียงถอนหายใจเบาๆ เว้นจังหวะชั่งใจก่อนจะตอบเบาๆ ปล่อยให้คำพูดลอยละล่องไปกับความเงียบ
“หมอว่าอย่าเพิ่งดื่มเลยนะ”
คำพูดนี้ทำให้เหตุการณ์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนย้อนกลับมาในความคิดผมทันที คำที่หมอบอกว่า “ลั้นลา” ซึ่งผมรอคอยเหมือนจะค่อยๆสลายไปต่อหน้าต่อตา

“ร่างกายคุณกำลังฟื้นหมอไม่อยากให้ทรุด ถ้าเป็นอะไรขึ้นมามันจะแย่ หมอว่าไม่ดื่มจะดีกว่า”
ผมหัวเราะเบาๆ ไม่ใช่เพราะหมดหวัง แต่พอเห็นใบหน้าของคุณหมอที่จริงจังตอนนี้ผมก็นึกอยากจะ “ต่อรอง” ไหนๆผมก็ไม่ใช่คนไข้ที่เชื่อฟังทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ถึงกับเกเรไปเสียหมด
“ถ้าจะดื่ม หมอแนะนำให้ดื่มเหล้า 2 แก้ว ที่เติมแล้วนะ หรือไม่ก็เบียร์ 1 กระป๋องทั้งคืน ได้หรือเปล่า คุณต้องหลีกเลี่ยงเอง บอกว่าเป็นโรคกระเพาะอักเสบก็ได้ หมอไม่ได้บอกให้โกหกนะ แต่ที่บอกนี่คือคนไข้คนอื่นเคยพูดกับหมอเวลาที่เขาหลีกเลี่ยงตอนถูกชวนดื่มเหล้า กระเพาะอักเสบนี่กินเหล้าไม่ได้เลยนะ เพราะเลือดจะตกใน อันตรายมาก”
ถึงตอนนี้ผมก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ คุณหมอดูจะซีเรียสมากๆกับวิธีและแผนการรักษา โดยส่วนสำคัญที่สุดคือการมีวินัยของผม เมื่อร่างกายเริ่มฟื้น ส่งสัญญาณที่ดี คุณหมอก็ไม่อยากให้มันทรุด
“ถ้าอีกหน่อยร่างกายดีกว่านี้ ก็ค่อยดื่ม เพื่อนนะมีเวลาเยอะแยะที่จะเจอ หมอไม่อยากให้คุณทรุด” พูดไม่พูดเปล่า คุณหมอหยิบผลการตรวจเลือดล่าสุดขึ้นมาแล้วชี้ให้ดูค่าตับซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในระดับปกติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพร่างกายจะคงระดับอยู่อย่างนี้ตลอดไปโดยเฉพาะเมื่อต้องดื่มแอลกอฮอล์
“มันเสี่ยงที่จะทำให้ตับอักเสบ ถ้าตับอักเสบหมอต้องหยุดให้ยาตัวนี้แล้วเปลี่ยนยาเป็นตัวอื่น มันจะแย่” คุณหมอเริ่มเอาผลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาข่มขู่หลังเห็นผมเงียบ ได้แต่นั่งหัวเราะ
“ออกกำลังกายไม่ช่วยให้ค่าตับลดลงได้หรือครับ”
เหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง คุณหมออึ้งและเงียบบ้าง
“ผมวิ่งทุกวันเลย”
“จริงอ่ะ” คราวนี้ถึงคราวสร้างความประหลาดใจของผมบ้าง
“จริงสิครับ”
“รู้สึกร่างกายแข็งแรงขึ้นหรือเปล่า”
“ครับ” ผมตอบทันที
“อ้วนขึ้นใช่มั้ยเนี่ย”
“เอิ่ม…น้ำหนักผมลดลง 2 กิโลนะครับ ผมออกกำลังกายนะครับคุณหมอ”
“เจริญอาหารมั้ย”
“ก็ไม่ค่อยนะครับ โดยเฉพาะมื้อเย็นมื้อดึกไม่ทานแล้ว”
“”หน้าตาดูสดใสขึ้นนะ”
“เมื่อก่อนหน้าตาผมดูอ่อนเปลี้ยเหรอครับ”
“เปล่าๆ ดูหน้าตาแบบเพลียๆอ่ะ” คุณหมอพยายามจะชี้ให้เห็นการหยุดดื่มดีกับร่างกายมากขนาดไหน แต่เหมือนจะตะล่อมแบบไขว้เขว จนเข้าทางผม
ผมหัวเราะแทนคำตอบ ระหว่างนั้นคุณหมออธิบายเรื่องวันนัดและการให้ยา ส่วนผมนั่งมองปฏิทินดูวันที่คุณหมอจะนัด
“คิดอะไรอยู่เหรอ คิดว่าจะกินเหล้าดีหรือเปล่าใช่มั้ย” เสียงแทรกเข้ามาในระหว่างที่ผมนั่งนับวันอยู่
“เปล่าครับ” ผมตอบก่อนจะตัดสินใจถามทั้งๆที่ยังยิ้ม
“ตอนผมกินเหล้าอยู่นี่พอถึง 4 ทุ่มผมต้องกินยาเลยใช่มั้ยครับ มันจะไม่เป็นไรเหรอครับ”
“ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคนนะ แอบๆไปกินก็ได้ ลุกไปกินยาไม่ให้ใครเห็น”
“ต้องแอบด้วยเหรอครับ ผมกินบนโต๊ะเลยได้มั้ย”
“ก็แล้วแต่ เทคนิคใครเทคนิคมัน” คุณหมอตอบห้วนๆ พลันผมเห็นเหมือนคุณหมอนึกอะไรขึ้นได้
“จะกินให้ได้เลยใช่มั้ย งั้นหมอจะให้คุณไปตรวจค่าตับที่โรงพยาบาลใกล้บ้านวันจันทร์ เพื่อดูว่าเกิน 200 หรือเปล่า ถ้าเกินหรือเท่ากับ 200 ให้รีบมาหาหมอทันที เพราะนั่นหมายถึงตับอักเสบ”
เจอเทคนิคการตอบกลับและสั่งให้ไปตรวจแล็บค่าตับจากคุณหมออย่างนี้ ทำเอาผมอึ้งไปเหมือนกัน
“กินเหล้า 2 แก้วทั้งคืนได้มั้ย” คุณหมอถามอีกครั้ง ในขณะที่ผมหัวเราะ ในหัวอยากจะตอบไปว่าถ้าเพื่อนคุณหมอนัดกันไปช็อปปิ้งที่ห้างแล้วคุณหมอสามารถซื้อกิ๊บติดผมได้แค่ 2 อัน ในขณะที่คนอื่นเลือกซื้อเสื้อผ้า รองเท้า มันก็ค่อนข้างจะยากเอาการอยู่ที่จะอดใจ
“เอ็นดูหมอเถอะนะ” คุณหมอไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ตอกหมุดด้วยคำขอย้ำอีกครั้ง
ทั้งขู่ ทั้งขอกันขนาดนี้ แต่บทสนทนายังไม่หมด ตอนต่อไปจะแทรกความรู้เรื่องเม็ดเลือดขาวที่คุณหมอบอกมาครับ