MI ฉายภาพเม็ดเงินโฆษณา-การตลาดปี 68 พุ่ง 9.2 หมื่นล้าน ‘อินฟลูฯ’มาแรง แตะ 3 ล้านราย

MI GROUP คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดของปี 2568 จะโต +4.5% อยู่ที่ 92,048 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสื่อดิจิทัลรวมถึงสื่อโซเชียลที่โต +16% โดยเป็นสื่ออันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2
นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2568 ปีนี้คือปีที่ AI ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ แต่เป็น ‘ทางรอด’สำหรับธุรกิจไทย ใครก้าวก่อน…ชนะก่อน! Influencers &AI จะเป็นสองพลังหลักขับเคลื่อนตลาด
ผ่านมา 1 เดือนเต็มของปี 2568นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบระยะสั้นดันเทศกาลตรุษจีนคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา MI GROUP ชวนมองปัจจัยต่างๆและคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ที่แม้หลายสำนักจะสะท้อนปัจจัยลบเพียบแต่ก็มีอีกหลายปัจจัยบวกเข้ามาอาจเป็นปีทองของธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่ตั้งรับ และปรับตัวได้ดี
MI GROUP คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568ผ่านเม็ดเงินโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด แม้เผชิญแรงกดดันทั่วโลก
แต่ปัจจัยบวกใหม่ๆก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ อาทิo GEN AI ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นo อุตสาหกรรมอนาคตอย่างธุรกิจ Data Center และ Cloud Serviceที่มีแผนเข้ามาลงทุนในไทย
o
การท่องเที่ยวภายในและจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คึกคักอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้วสูงขึ้น (คาดการณ์ +13% หรือ 40 ล้านคน ใกล้เคียงปี 2562)
o ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก
o ซอฟพาวเวอร์ของไทยโดยเฉพาะ Thai Cultural Contentที่บูมขึ้นและได้รับการตอบรับและสนใจมากขึ้นในตลาดสากล
o นโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯที่อาจส่งผลให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ในอาเซียนและเอเชีย
ปัจจัยบวก: โอกาสใหม่ที่ช่วยเร่งการเติบโต
1. การพัฒนาของ AI อัจฉริยะ: Agentic AI เปลี่ยนเกมธุรกิจไทย
ปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ AI ทั่วโลก โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ยุคของAgentic AI หรือ AI ที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และตัดสินใจเองได้ คาดการณ์ว่า AIรูปแบบใหม่นี้ช่วยให้ธุรกิจไทยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสใหม่
2. อุตสาหกรรมอนาคตอย่างธุรกิจ Data Center และ Cloud Serviceประกาศแผนลงทุนในประเทศไทยo ทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆโดยเฉพาะอาเซียนที่เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
o ปัจจุบันมีโครงการลงทุนในกิจการ Data Center และ Cloud Serviceที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 50 โครงการ (ข้อมูลโดย BOI)
3. การท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง เป็น Quick Win ฟื้นเศรษฐกิจไทย
o การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และ MICE เติบโต
o นักท่องเที่ยว LGBTQ+ ที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจากนโยบายสมรสเท่าเทียม
o ไทยเป็น Wedding Destination สำหรับคู่รักจากทั่วโลก
4. ไทยขึ้นแท่น ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก(Global Medical Hub)
o มาตรฐานการแพทย์ระดับสากล และค่ารักษาพยาบาลที่คุ้มค่าดึงดูด MedicalTourists และการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพ Wellness & PreventiveHealthcare เติบโต
o สอดรับกับโครงสร้างพลเมืองโลกที่จะมีจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น
5. Thai Cultural Content ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
o อาทิ T-Pop และวงการบันเทิงไทยเติบโต, วัฒนธรรมสายวาย (BL) และ
ยูริ (GL) เป็นกระแสระดับโลก, อาหารไทยและแฟชั่นไทยบูมมากในตลาดสากล
6. ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน
นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้มงวดกับจีนมากขึ้นการเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าต่อจีนของสหรัฐฯส่งผลให้บริษัทข้ามชาติบางส่วนต้องหาทางเลือกใหม่ในการตั้งฐานการผลิตไทยและอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซียเป็นเป้าหมายสำคัญของการย้ายฐานการลงทุนโดยประเทศไทยมีความได้เปรียบหลายอย่าง เช่น ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์เหมาะกับการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, ซัพพลายเชน, เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

ปัจจัยสนับสนุนอื่นๆอาทิ
o ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคที่แข็งแกร่ง (น้ำ, พลังงานไฟฟ้า,โลจิสติกส์)
o มีข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ทำให้ต้นทุนการส่งออกต่ำกว่า ล่าสุดไทยได้ร่วมลงนามความตกลงการค้าเสรี (Free TradeAgreement : FTA) กับ “เอฟตา” หรือ สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป
o นโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (EEC)ดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จา
กการย้ายฐานการผลิตมายังไทย
o อุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ที่ต้องการเข้าถึงตลาดอาเซียน
7. แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเชิงรุกที่ประกาศออกมา
o 8 นโยบายหลักระยะกลางและระยะยาว
อย่างไรก็ตามปัจจัยลบที่ยังมีอยู่ และความท้าทายที่ต้องจับตามอง อาทิ
o ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบางหลายประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยยังอยู่ในสภาวะซบเซาหรือยังไม่ฟื้นตัวเท่า
ที่ควร
o อัตราดอกเบี้ยสูงในสหรัฐฯและยุโรปอาจส่งผลต่อการค้าและการลงทุนของไทย
o การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว หรือยังฟื้นไม่เต็มที่
o สินค้าจากจีนทะลักเข้าไทยอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยในการแข่งขัน
o ความอ่อนแอและเปราะบางของ SMEs ไทยที่ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในทักษะเพื่อการแข่งขันในโลกยุคใหม่และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มมีผลแต่ยังต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นและเห็นผลเป็นรูปธรรม
จากสถานการณ์โดยรวมดังกล่าว MI GROUPคาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดปีนี้โต +4.5% อยู่ที่ 92,048
ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสื่อดิจิทัล(รวมถึงสื่อโซเชียล) ที่โต +15% โดยเป็นสื่ออันดับ1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2มูลค่ารวมแตะ 38,938 ล้านบาท, สื่อนอกบ้านโต +10%ส่วนสื่อดั้งเดิมหลักถดถอยต่อเนื่อง (ข้อมูลโดย MI LEARN LAB)ฟันธงส่วนผสมสื่อในปีนี้จะเป็นดังนี้สื่อดิจิทัล แตะ 45% ในขณะที่สื่อออฟไลน์ โดยรวม 55% ซึ่ง 3 สื่อหลักนี้ คือ
สื่อดิจิทัล, สื่อโทรทัศน์ และ สื่อนอกบ้านยังมีคงบทบาทสำคัญที่แตกต่างกันต่อการสื่อสารการตลาดแต่ส่งเสริมกัน
โจทย์ยากคือจะวางแผนส่วนผสมสื่ออย่างไรให้ประสิทธิภาพและส่งเสริมกันมากที่สุด
หากมองเจาะไปที่สื่ออันดับ1 อย่างสื่อดิจิทัล สัดส่วนใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่การใช้“อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีตัวตนในแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ โดยในปีนี้ทาง MI GROUPประเมินจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ในไทยน่าจะแตะเฉียด 3 ล้านราย หรือประมาณ
4.5% ของจำนวนประชากรไทย (เติบโตจากปี 2567 ที่เดิมอยู่ที่ 2 ล้านราย)
โดยการเติบโตหลักมาจาก Micro และ Nano ที่มาในรูปแบบของผู้ใช้จริง (KOC)และพ่อค้า แม่ค้า นักขาย ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นที่เข้าร่วมทำ AffiliateMarketing กับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการและแบรนด์ เน้นการสื่อสารการตลาดเพื่อดันยอดขายโดยตรงเป็นหลัก(Lower Funnel Marketing)จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การใช้อินฟลูเอนเซอร์เติบโตสูงในขณะที่การสื่อสารการตลาดที่มุ่งการรับรู้และการสร้างแบรนด์ (Thematic Ad)ยังคงมีความสำคัญแต่แค่เป็นรอง

กลุ่มสินค้าและบริการที่คาดว่าจะใช้งบสื่อสารการตลาดเพิ่มขึ้นในปีนี้:
1. สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และการพักผ่อนหย่อนใจอาทิ โรงแรม สายการบิน แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันท่องเที่ยว
2. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และโบรกเกอร์ประกัน
3. วิตามิน อาหารเสริม และยา
4. โฆษณาจากภาครัฐ
5. การขนส่ง เช่น บริการส่งอาหาร ส่งพัสดุ
6. อาหารและสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยง
7. สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร
กลุ่มสินค้าและบริการที่คาดว่าจะใช้งบสื่อสารการตลาดลดลงในปีนี้:
1. E-Marketplace เช่น Shopee, Lazada
2. เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำอัดลม กาแฟ
3. ร้านอาหาร
4. ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน
5. ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร

ปี 2568 เป็นปีแห่งโอกาสและความท้าทาย
ธุรกิจไทยต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งโอกาสจาก AI และดิจิทัลอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโต การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และ Soft Powerไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ขณะเดียวกันปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่เข้มข้นยังเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังในสภาวะเช่นนี้ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนคือกุญแจสำคัญ MI GROUPเชื่อมั่นว่าธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เข้ามาพร้อมตั้งรับและปรับตัวกับความท้าทายไปด้วยกัน
เราขอเชิญพันธมิตร แบรนด์และผู้ประกอบการ ผนึกกำลัง เดินเกมรุกอย่างปราดเปรียว ตั้งรับอย่างแข็งแกร่งและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วยพลังของข้อมูลเชิงลึก เทคโนโลยี และกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ


