difference-thinking

ดร.เทียม โชควัฒนา (ตอนที่ 6)

อย่าขยันให้มากนักเลย

ข้าพเจ้าเคยได้ยินคุณอาซึ่งทำหน้าที่เป็นหลงจู๊ มีเงินเดือนราวๆ 30 บาท บ่นว่าต้องทำงานถึง 12 ชั่วโมง เท่ากับ 1 ชั่วโมงมีราคาเพียง 8 สตางค์เท่านั้น

ส่วนข้าพเจ้าได้รับเงินเดือนแรกสุดเพียงเดือนละ 6 บาท โดยต้องทำงานวันละเกือบ 12 ชั่วโมง และในปีหนึ่งๆ มีวันหยุดในวันตรุษจีนเพียง 3 วันเท่านั้น

แต่พอเอาเข้าจริงๆ วันชิวอิก ข้าพเจ้าต้องมาเช็กสต๊อก วันชิวยี่ ก็ต้องมาคิดบัญชี จึงได้วันหยุดแท้ๆเพียงวันเดียว

ถ้าหากจะคิดอัตราเฉลี่ยจากสัดส่วนเงินเดือนขณะนั้นกับจำนวนวันและชั่วโมง อาจกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าได้ค่าแรงเพียงชั่วโมงละ 2-3 สตางค์เท่านั้น

จากสภาพของรายได้และฐานะการงานเช่นนี้ ยามใดที่ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อและคุณอาให้ไปติดต่อทำธุระที่อำเภอหรือหน่วยงานราชการ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องไปด้วยตนเอง ไม่สามารถว่าจ้างหรือวานใครไปแทนได้

บางครั้งต้องเสียเวลาคอยเป็นวันๆ แต่ก็ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ทั้งนี้เพราะค่าแรงที่ได้รับตอนนั้นนับว่าถูกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่สูญเสียไปในการรอคอย

ระยะนั้น แม้ว่างานที่รับผิดชอบจะเป็นพนักงานขายและพนักงานส่งของ แต่ข้าพเจ้าก็ทำด้วยความรับผิดชอบและขยันขันแข็ง

แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ทุกครั้งเวลาข้าพเจ้าออกไปทำงานข้างนอก มีโอกาสพบปะกับผู้ใหญ่ในวงการค้า บางครั้งจะปรากฏคำทักทายเชิงกระเซ้าเสมอๆว่า

“อย่าขยันให้มากนักเลย”

เข้าทำนอง รวยแล้ว ขายได้มากแล้ว จะขยันไปถึงไหน

วันหนึ่ง เมื่อได้รับมอบหมายจากคุณพ่อให้ไปเยี่ยมร้านค้าแห่งหนึ่ง ทันทีที่ไปถึง เจ้าของร้านทักทายข้าพเจ้าด้วยประโยคซ้ำซากเหมือนความเคยชินว่า

“อย่าขยันให้มากนักเลย”

ได้ยินดังนั้น ข้าพเจ้าต้องรีบอธิบายให้เขาฟังว่า

“ผมเป็นคนมีความรู้น้อย ตำแหน่งการงานในร้านก็ต่ำต้อย หากไม่ขยันขันแข็ง เห็นทีจะไม่มีอนาคต”

ระหว่างที่เจ้าของร้านกำลังมีงานยุ่งอยู่นั้น ข้าพเจ้านั่งรอ พลางกวาดสายตามองสภาพภายในร้าน ได้ยินเขาดุว่ากล่าวลูกน้องของเขาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า

“ขยันทำงานกันหน่อย อย่ามัวแต่นั่งหลังยาว”

เห็นได้ว่า คนเรานั้นแปลกยิ่งนัก เวลาเห็นใครเขาทำงานขยันขันแข็ง รู้สึกว่าเขาจะก้าวหน้าเติบโต แทนที่จะส่งเสริม กลับห้ามปราม

ตรงกันข้าม อะไรที่เป็นกิจการงานของตน ทั้งๆที่ทำหามรุ่งหามค่ำ เหน็ดเหนื่อย กลับรู้สึกว่าขยันขันแข็งน้อยเกินไป

ไม่ว่าจะถูกผู้คนค่อนขอดในทำนอง “อย่าขยันให้มากนักเลย” ข้าพเจ้าก็ทำงานทุกอย่างในร้านด้วยความขยันขันแข็ง รับผิดชอบ

อีก 6 เดือนต่อมา จากตำแหน่งจับกังวัย 15 ปี คุณพ่อปรับเงินเดือนจาก 6 บาทให้เป็นเดือนละ 12 บาท

ต่อมาก็ขึ้นให้เป็นเดือนละ 16 บาท

วันหนึ่งคุณพ่อประกาศท่ามกลางลูกและหลานว่า

“ถ้าใครสามารถแบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัมได้ ถือว่าจบหลักสูตร จะขึ้นเงินเดือนให้เป็นเดือนละ 22 บาททันที”

เวลานั้น ในบรรดาลูกหลานของร้านลี้เปียวฮะ มีข้าพเจ้าเพียงคนเดียวที่แบกได้

Related Articles

Back to top button