รู้จัก ‘กรีนแลนด์’ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำไมใคร ๆ ก็อยากไปสัมผัสสักครั้ง

‘กรีนแลนด์’ มีใครไม่เคยได้ยินชื่อเกาะนี้ไหม…บางท่านก็อาจจะรู้จักกับกรีนแลนด์กันแล้ว แต่บางท่านก็อาจจะเกิดคำถามว่ามีชื่อเกาะแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ แต่ไม่ว่าจะรู้จักแล้วหรือยังไม่รู้จัก วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับเกาะแห่งนี้ให้มากขึ้น
กรีนแลนด์ หรือ กะลาลิตนูนาตเป็นดินแดนทางเหนือสุดของโลก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกและเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2,175,900 ตารางกิโลเมตร มีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499
ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ กรีนแลนด์เป็นที่อยู่อาศัยของหลายวัฒนธรรมที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยรู้จักผ่านการค้นพบทางโบราณคดี การเข้ามาครั้งแรกของวัฒนธรรม Paleo-Inuit ในกรีนแลนด์เชื่อกันว่าเกิดขึ้นประมาณ 2000 ปีก่อนพุทธศักราช ตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนพุทธศักราชถึง 300 ปีก่อนพุทธศักราช กรีนแลนด์ตอนใต้และตะวันตกเป็นที่อยู่อาศัยของวัฒนธรรม Saqqaq ซากศพที่พบส่วนใหญ่จากช่วงเวลานั้นอยู่บริเวณอ่าว Disko รวมถึงบริเวณ Saqqaq ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัฒนธรรม
แผนที่กรีนแลนด์แสดงการมีอยู่ของวัฒนธรรมอิสระที่ 1 และวัฒนธรรมอิสระที่ 2
ตั้งแต่ประมาณ 1900 ปีก่อนพุทธศักราชถึง 800 ปีก่อนพุทธศักราช วัฒนธรรมอิสระที่ 1 ปรากฏขึ้นในกรีนแลนด์ตอนเหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมเครื่องมือขนาดเล็กของอาร์กติก
ประมาณ 300 ปีก่อนพุทธศักราช เมืองต่าง ๆ รวมทั้ง Deltaterrasserne เริ่มปรากฏขึ้น วัฒนธรรม Saqqaq ถูกแทนที่โดยวัฒนธรรม Dorset ในกรีนแลนด์ตะวันตก และวัฒนธรรมอิสระที่ 2 ปรากฏขึ้นในกรีนแลนด์ตอนเหนือ วัฒนธรรม Dorset เป็นวัฒนธรรมแรกที่แผ่ขยายไปทั่วบริเวณชายฝั่งกรีนแลนด์ทางตะวันตกและตะวันออก ผู้คนดำรงชีวิตด้วยการล่าปลาวาฬและกวางเรนเดียร์เป็นหลัก วัฒนธรรมนี้ดำรงอยู่จนกระทั่งการปรากฏตัวของวัฒนธรรม Thule ในปี 2043
Kingittorsuaq Runestone จาก Kingittorsuaq Island (ยุคกลาง)
ตั้งแต่ปี 1529 เป็นต้นมา ชาวไอซ์แลนด์และนอร์เวย์ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนชายฝั่งตะวันตกผ่านเรือ 14 ลำที่นำโดย Erik the Red พวกเขาได้ก่อตั้งชุมชนขึ้น 3 แห่ง ได้แก่ ชุมชนตะวันออก ชุมชนตะวันตก และชุมชนกลาง บน fjords ใกล้ปลายสุดด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะพวกเขาแบ่งปันเกาะนี้กับชาว Dorset ในยุคหลังที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตก รวมถึงชาว Thule ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือ
ชาว Norse ได้ยอมจำนนและอยู่ภายใต้การปกครองของนอร์เวย์ในปี 1804 ภายใต้ราชอาณาจักรนอร์เวย์[19] ราชอาณาจักรนอร์เวย์เข้าร่วมเป็นสหภาพกับเดนมาร์กในปี 1923 และตั้งแต่ปี 1940 ก็เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพคาลมาร์
การตั้งถิ่นฐานในชาว Norse เช่น Brattahlíð มีความเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ก่อนที่จะหายไปในพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อเริ่มเข้าสู่ Little Ice Age ยกเว้นจารึก runic บางส่วน บันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่หลงเหลือจากการตั้งถิ่นฐานของชาว Norse มีเพียงบันทึกการติดต่อกับไอซ์แลนด์และนอร์เวย์เท่านั้น นิทานพื้นบ้านและงานประวัติศาสตร์ของนอร์เวย์ในยุคกลางกล่าวถึงเศรษฐกิจของกรีนแลนด์ บิชอปแห่ง Gardar และการเก็บภาษีทศางค์ บทหนึ่งใน Konungs skuggsjá (กระจกของกษัตริย์) บรรยายถึงการส่งออก การนำเข้า และการเพาะปลูกธัญพืชของกรีนแลนด์ในยุค Norse
บันทึกการแต่งงานของชาวกรีนแลนด์ในยุค Norse ครั้งสุดท้ายมีขึ้นในปี 1951 ในโบสถ์ Hvalsey ซึ่งปัจจุบันเป็นซากปรักหักพังของชาว Norse ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีในกรีนแลนด์ จากนั้นสามีภรรยาคู่นี้ก็เดินทางไปไอซ์แลนด์ ทำให้บันทึกนี้ได้รับการเก็บรักษาไว้
เรื่องเล่าของชาวไอซ์แลนด์เกี่ยวกับชีวิตในกรีนแลนด์ถูกแต่งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา และไม่ใช่แหล่งข้อมูลหลักสำหรับประวัติศาสตร์ของกรีนแลนด์ในยุค Norse ตอนต้น เนื่องจากเรื่องราวเหล่านี้ใกล้เคียงกับเรื่องราวหลักในยุค Norse ตอนปลายมากกว่า ความเข้าใจสมัยใหม่จึงขึ้นอยู่กับข้อมูลทางกายภาพจากแหล่งโบราณคดีเป็นส่วนใหญ่ การตีความข้อมูลจากแกนน้ำแข็งและเปลือกหอยแสดงให้เห็นว่าระหว่างปี 1300 ถึง 1800 ภูมิภาคโดยรอบ fjords ของกรีนแลนด์ตอนใต้มีภูมิอากาศที่ค่อนข้างอบอุ่น โดยอุ่นกว่าอุณหภูมิปกติในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือหลายองศาเซลเซียส จึงมีการปลูกต้นไม้และพืชล้มลุกและทำฟาร์มปศุสัตว์ มีการปลูกข้าวบาร์เลย์จนถึงเส้นขนานที่ 70 แกนน้ำแข็งแสดงให้เห็นว่ากรีนแลนด์มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างมากหลายครั้งในช่วง 100,000 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หนังสือการตั้งถิ่นฐานของชาวไอซ์แลนด์บันทึกเหตุการณ์ขาดแคลนอาหารในช่วงฤดูหนาว โดย “คนชราและคนไร้ที่พึ่งจะถูกฆ่าและโยนลงหน้าผา”
การตั้งถิ่นฐานของชาว Norse หายไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และพุทธศตวรรษที่ 20 การล่มสลายของชุมชนตะวันตก เกิดขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิในฤดูร้อนและฤดูหนาวที่ลดลง การศึกษาความแปรปรวนของอุณหภูมิตามฤดูกาลของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือในช่วง Little Ice Age แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิสูงสุดในฤดูร้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิในฤดูร้อนในปัจจุบัน 6 ถึง 8 องศาเซลเซียส (11 ถึง 14 องศาฟาเรนไฮต์) การศึกษาพบว่าอุณหภูมิฤดูหนาวที่ต่ำที่สุดในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา
กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก จึงยังไม่ใช่ประเทศเต็มตัว แม้ว่าจะมีรัฐบาลของตัวเองและควบคุมนโยบายภายในบางด้าน เช่น การศึกษาและสุขภาพ แต่เรื่องสำคัญอย่างการต่างประเทศ การทหาร และนโยบายใหญ่ยังขึ้นกับเดนมาร์ก นอกจากนี้ ชาวกรีนแลนด์ถือ สัญชาติเดนมาร์ก และไม่มีตัวแทนในองค์กรระหว่างประเทศส่วนใหญ่ ทำให้กรีนแลนด์เป็นตัวอย่างของดินแดนที่มีอำนาจปกครองตัวเองบางส่วน แต่ยังไม่ถือว่าเป็นประเทศอิสระสมบูรณ์
พื้นที่ของกรีนแลนด์เกือบ 85% จะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งตลอดทั้งปี เพราะกรีนแลนด์ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมาก ๆ เราจึงจะเห็นกรีนแลนด์เป็นพื้นที่สีขาวเกือบทั้งหมด ต้นไม้เป็นสิ่งที่หายากมากบนเกาะกรีนแลนด์ ถ้าคิดเป็นตารางกิโลเมตร ก็มีเพียงแค่ 1 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่เพราะเอริก เดอะ เรด (Eric the Red) ผู้ค้นพบเกาะกรีนแลนด์ อยากให้ชื่อของเกาะเป็นที่ดึงดูดของนักผจญภัย และเหมือนเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาตั้งรกรากที่นี่มากยิ่งขึ้น จึงตั้งชื่อว่า กรีนแลนด์ (Greenland)
กรีนแลนด์ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมาก จึงมีระบบนิเวศวิทยาเป็นแบบทุนดรา คือ เป็นบริเวณหนาวเย็นที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดปี แม้แต่ใต้พื้นดินก็ยังเป็นน้ำแข็ง ส่งผลให้มีลักษณะทางกายภาพเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ และยังเต็มไปด้วยธารน้ำแข็งขนาดใหญ่มากมาย พร้อมทั้งยังมีภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาให้ได้ล่องเรือชมกันในช่วงฤดูหนาวด้วย
หลายคนเข้าใจกันว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่หนาวมาก ๆ จะต้องเป็นชาวเอสกิโมทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วจะไม่นับรวมกับคนเมืองในกรีนแลนด์ เพราะชาวกรีนแลนด์ที่อาศัยอยู่ในเมืองจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชาวเอสกิโม คือ ไม่ได้อาศัยอยู่ในอิกลู (Igloo) และไม่ได้กินเนื้อสัตว์สดเหมือนชาวเอสกิโม คนกรีนแลนด์จะใช้ภาษากรีนแลนด์ และภาษาเดนมาร์กเป็นหลัก มีการนับถือศาสนาคริสต์ ส่วนคนพื้นเมืองกรีนแลนด์ก็เรียกตัวเองว่า อินูอิต (Inuit) จะไม่ชอบให้ใครเรียกว่าเอสกิโม เพราะถือว่าเป็นคำที่ไม่สุภาพและหยาบคาย
‘นุก’ (Nuuk) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์ มีพื้นที่ประมาณ 690 ตารางกิโลเมตร มีประชากรเพียงแค่ราว ๆ 17,000 คนเท่านั้น แต่ภายในเมืองแห่งนี้ก็เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสนามบินนานาชาติ, ท่าเรือขนส่ง, มหาวิทยาลัย, โบสถ์, สนามกีฬาในร่ม, พิพิธภัณฑ์, โรงแรม และร้านอาหาร เป็นต้น
หลายคนสงสัยว่าชาวกรีนแลนด์อยู่อาศัยกันอย่างไรในสภาพอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ ด้วยวิวัฒนนาการและโลกที่เปลี่ยนไป ชาวกรีนแลนด์ก็เริ่มปรับตัวมากยิ่งขึ้น ลักษณะบ้านและตึกต่าง ๆ จึงมีโครงสร้างและรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะสร้างจากไม้ มีหลังคาทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ลักษณะคล้ายกับโรงนาในชนบทของยุโรป ทาสีบ้านและอาคารด้วยสีสันสดใส ดูโดดเด่นจากหิมะและท้องทะเลสีขาวกว้างใหญ่
กรีนแลนด์ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ในเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล และแน่นอนว่าเกาะแห่งนี้สามารถชมแสงเหนือ (Northern Lights) หรือแสงออโรรา (Aurora Borealis) ได้ด้วย โดยเมืองที่นักท่องเที่ยวมักจะไปเที่ยวชมแสงเหนือกันจะมีอยู่ประมาณ 3 เมือง คือ อิลูลิสแซท (Ilulissat), นุก (Nuuk) และเมืองแคงเกอร์ลุสซัก (Kangerlussuaq)
สำหรับนักท่องเที่ยวอาจจะเกิดคำถามว่าในเกาะที่มีแต่น้ำแข็งเช่นนี้จะมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง ต้องบอกว่าทุกฤดูกาลของกรีนแลนด์มีสิ่งที่น่าสนใจรอนักท่องเที่ยวอยู่มากมาย หากมาเที่ยวในช่วงหน้าร้อนก็จะได้เห็นธรรมชาติอันงดงาม ได้ทำกิจกรรมเดินป่า ท่องเที่ยวชมธารน้ำแข็งและอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ
ส่วนถ้าใครมาช่วงหน้าหนาวก็จะมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือ ได้ไปล่องเรือชมภูเขาน้ำแข็ง และยังได้ทำกิจกรรมหน้าหนาวอย่างนั่งสุนัขลากเลื่อน และพายเรือคายักในแม่น้ำสีฟ้ากลางทะเลน้ำแข็งด้วย เมืองที่ห้ามพลาด เช่น อิลูลิสแซท (Ilulissat), นุก (Nuuk) และเมืองแคงเกอร์ลุสซัก (Kangerlussuaq)
เกร็ดท่องเที่ยวกรีนแลนด์
1. สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือพาสปอร์ตไทย จะต้องยื่นคำร้องขอวีซ่าแบบเชงเก้นกับสถานทูตเดนมาร์ก โดยจะต้องระบุว่าต้องการเดินทางไปยังกรีนแลนด์ หากวีซ่าผ่านก็มีจะมีคำว่า “Valid for Greenland” วีซ่าเชงเก้นที่ไม่ได้ระบุประโยคดังกล่าวนี้จะไม่สามารถเข้าสู่กรีนแลนด์ได้
2. กรีนแลนด์เป็นเกาะที่มีอากาศหนาวมาก แม้แต่ในช่วงหน้าร้อนอากาศโดยเฉลี่ยยังอยู่ที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้นต้องเตรียมเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์ป้องกันความหนาวไปให้พร้อม
3. ค่าครองชีพในกรีนแลนด์ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้พร้อม และการไปเที่ยวชมยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของกรีนแลนด์ก็จะต้องไปกับบริษัททัวร์ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจะสูงลิบลิ่วแน่นอน
4. จากเมืองไทยยังไม่มีสายการบินที่ให้บริการบินตรงไปยังเกาะกรีนแลนด์ นักท่องเที่ยวจะต้องไปต่อเครื่องที่ประเทศเดนมาร์กหรือประเทศไอซ์แลนด์
5. ไม่ต้องกลัวว่าไปกรีนแลนด์แล้วจะไม่มีอาหารไทยให้ได้กิน เพราะที่กรีนแลนด์มีร้านอาหารไทยอยู่หลายร้าน
ขอบคุณข้อมูล Kapook.com



