Financial

‘กสิกร-เอสซีบี’ แห่ปักธงเมียนมา

ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารต่างชาติรายแรกที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งชาติเมียนมาลงทุนในธนาคารพาณิชย์ของเมียนมา พร้อมเข้าร่วมลงทุนในธนาคารเอยาวดี ฟาร์มเมอร์ ดีเวลลอปเม้นท์แบงก์ หรือเอแบงก์ ในสัดส่วน 35% ด้วยศักยภาพธนาคารท้องถิ่นท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็ว มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมมาให้บริการ มีเครือข่ายสาขา 18 แห่ง ครอบคลุมหัวเมืองหลัก ตั้งเป้าช่วยสร้างความหลากหลายในการให้บริการการเงิน เสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของเมียนมา พร้อมเชื่อมเครือข่ายธุรกิจและระบบชำระเงิน รองรับการให้บริการแก่ลูกค้าท้องถิ่น นักธุรกิจไทยและต่างชาติที่ขยายธุรกิจไปใน AEC+3

นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตามแผนยุทธศาสตร์ในการขยายธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นธนาคารแห่งภูมิภาค AEC+3 ด้วยกลยุทธ์ Asset Light and Digital Expansion วันนี้ธนาคารกสิกรไทยได้รับข่าวดีจากการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยธนาคารกลางของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในการเข้าร่วมลงทุนในสัดส่วน 35% ของธนาคารเอยาวดี ฟาร์มเมอร์ ดีเวลลอปเม้นท์แบงก์ หรือ เอแบงก์ (Ayeyarwaddy Farmers Development Bank – A bank) ซึ่งธนาคารกสิกรไทย เป็นธนาคารต่างชาติรายแรกที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไปลงทุนในธนาคารพาณิชย์ของเมียนมา

 

การร่วมลงทุนในธนาคารกับเอแบงค์ในครั้งนี้ เป็นรูปแบบการเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศเมียนมาที่ใช้เงินลงทุนที่น้อยและมีประสิทธิผลกว่าการเข้าไปดำเนินธุรกิจในรูปแบบสาขาต่างประเทศและธนาคารท้องถิ่น โดยการเข้าไปร่วมลงทุนในเอแบงค์สามารถดำเนินธุรกิจได้ทันที และจะเป็นการต่อยอดศักยภาพของเอแบงก์ที่เป็นธนาคารท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็ว มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมมาให้บริการ มีความเข้าใจในทุกกลุ่มลูกค้าชาวเมียนมา ผ่านช่องทางสาขา 18 สาขา ครอบคลุมทุกเมืองหลักอาทิเช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ เมียวดี เมาะลำไย(อิระวดี) รวมทั้งมีแผนกลยุทธ์ขยายธุรกิจดิจิทัลแบงกิ้งที่สามารถให้บริการทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบันของธนาคารและกลุ่มลูกค้าอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้

ทั้งนี้ เอแบงก์ ปัจจุบันมีสินทรัพย์ 314 พันล้านจ๊าด หรือ 6.4 พันล้านบาท มีทุนจดทะเบียน 40 พันล้านจ๊าด หรือ 820 ล้านบาท ก่อตั้งเมื่อปี 2557 เป็นธนาคารที่มีความเข้าใจความต้องการของลูกค้าบุคคลและธุรกิจเมียนมาในเชิงลึก มีวิสัยทัศน์และแนวทางการทำธุรกิจที่สอดคล้องกับธนาคารกสิกรไทย ในการผนึกกำลังเพื่อส่งมอบบริการที่ยั่งยืนให้แก่ชาวเมียนมา ด้วยบริการทางการเงินที่มีความหลากหลายในประเทศเมียนมา โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้

– การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไทยและเมียนมาผ่านการเป็นพันธมิตรและเครือข่ายของธนาคารกสิกรไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจระหว่างประเทศและธนาคารเมียนมา
– การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าท้องถิ่นในเมียนมา เพื่อสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น (Financial Inclusion) ผ่านการพัฒนาโครงการซัพพลายเชนไฟแนนซ์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจท้องถิ่น อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
– การขยายธุรกิจธนาคารดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในส่วนของการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น เพื่อครอบคลุมลูกค้าส่วนบุคคลทั่วประเทศ ซึ่งยังมีสัดส่วนในการเข้าถึงธนาคารค่อนข้างต่ำ รวมถึงธุรกิจรับชำระเงิน เพื่อตอบโจทย์การชำระสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยลดภาระในการใช้และบริหารเงินสดในประเทศ
– การมุ่งเน้นสร้างช่องทางของธนาคาร เพื่อให้ลูกค้าส่วนบุคคลสามารถเข้าถึงและทำธุรกรรมได้ ผ่านช่องทางธนาคารตัวแทน (Agent Banking) และการขยายจำนวนเครื่อง ATM

 

รูปแบบของการร่วมลงทุนในครั้งนี้จะเป็นเพิ่มทุนให้กับเอแบงค์ ซึ่งจะส่งผลให้เอแบงค์มีฐานของเงินทุนในการดำเนินธุรกิจที่เข้มแข็งขึ้น โดยการลงทุนครั้งนี้จะดำเนินการผ่าน บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด ซึ่งธนาคารกสิกรไทยถือครองหุ้น 100% เป็นบริษัทลงทุน (Investment Holding Company) นอกประเทศไทย มีงบลงทุน ประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในต่างประเทศ ให้กับธนาคารกสิกรไทย

นอกจากนี้การมีโอกาสเข้าร่วมถือหุ้นในเอแบงก์ จะช่วยเพิ่มสร้างความหลากหลายในการให้บริการการเงิน เสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของเมียนมา เพื่อต่อยอดธุรกิจของธนาคารฯ ในเมียนมาที่จะเชื่อมเครือข่ายธุรกิจและระบบชำระเงิน ตามยุทธศาสตร์การทำธุรกิจในอนาคตของธนาคารกสิกรไทย ที่จะมุ่งเน้นขยายเครือข่ายการให้บริการแก่ลูกค้าท้องถิ่น นักธุรกิจไทยและต่างชาติที่ขยายธุรกิจไปในประเทศ AEC+3 (เออีซี จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้)

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เปิดตลาดเมียนมา แล้วเช่นกัน โดยนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและธุรกิจอันดับต้นๆ ของภูมิภาคที่นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจ โดยใน 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวของจีดีพีเฉลี่ยประมาณ 6-7% และมีมูลค่าการลงทุนตรงจากประเทศไทย (FDI) ที่ได้รับการอนุมัติแล้วจนถึงปัจจุบันที่ 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์ และ จีน นอกจากนั้น ประเทศไทยยังเป็นคู่ค้าในลำดับที่ 2 รองจากจีน

โดยมีมูลค่าการค้า 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2562 ด้วยศักยภาพดังกล่าว ธนาคารไทยพาณิชย์จึงมีความตั้งใจที่จะขยายธุรกิจเข้าไปยังเมียนมาอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นให้บริการผ่านสำนักงานผู้แทนธนาคารในเมียนมาตั้งแต่ปี 2555

 

 

จนกระทั่งวันนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางเมียนมาให้จัดตั้งธุรกิจแบบจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลตามกฎหมายเมียนมา (Subsidiary Bank) ทำให้เราสามารถเปิดธนาคารในรูปแบบบริษัทลูกที่มีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้น 100% และสามารถประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้เต็มรูปแบบเสมือนธนาคารท้องถิ่นในเมียนมา โดยภายใต้ Subsidiary License ทำให้ธนาคารสามารถเปิดสาขาในแหล่งธุรกิจที่สำคัญได้ถึง 10 สาขา ในระยะแรกธนาคารจะมุ่งตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้าธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนแล้วและที่ต้องการเข้าไปขยายธุรกิจทั้งด้านการค้าและการลงทุนในเมียนมา ด้วยโซลูชั่นทางการเงินเพื่อธุรกิจการค้าครบวงจร อาทิ สินเชื่อ อัตราแลกเปลี่ยน ธุรกรรมการค้า ซัพพลายเชน และบริหารเงินสด เป็นต้น

“ด้วยแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในทุกภาคอุตสาหกรรม และจุดเด่นที่ทำให้เมียนมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากต่างชาติอีกประการหนึ่งคือ ค่าแรงที่อยู่ในระดับไม่สูงมากนักของแรงงานเมียนมา จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะเข้ามาใช้เมียนมาเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปทั่วภูมิภาคได้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีลูกค้านักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนที่เมียนมาและมีความสนใจใช้บริการกับธนาคารแล้วกว่า 100 ราย จากกลุ่มอุปโภคบริโภค พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมการเกษตร โดยธนาคารตั้งเป้าประมาณการวงเงินสินเชื่อ 7,000 ล้านบาท ภายในปี 2567

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้รับอนุญาตให้บริการทางการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อยของเมียนมาได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ซึ่งตลาดลูกค้ารายย่อยของเมียนมานั้นถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับธุรกิจธนาคาร ด้วยประชากรกว่า 54 ล้านคนถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพที่ธนาคารจะพัฒนาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานให้แก่ชาวเมียนมา ทั้งนี้ ธนาคารวางแผนที่จะพิจารณาการให้บริการลูกค้ารายย่อยชาวเมียนมาด้วยผลิตภัณฑ์ทางด้านเงินฝาก สินเชื่อบุคคล ดิจิทัลแบงกิ้ง และกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งอีกด้วย

การได้รับอนุมติในการจัดตั้งธนาคารลูกเพื่อสามารถเข้าทำธุรกิจเมียนมาครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความพร้อมของธนาคารไทยพาณิชย์ทางด้านเครือข่ายต่างประเทศที่สมบูรณ์ครอบคลุมกลุ่มประเทศ CLMV+2 ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน และสิงคโปร์ และธนาคารไทยพาณิชย์พร้อมเป็นสะพานเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างภูมิภาคให้กับนักลงทุนจากทุกชาติที่ต้องการขยายการค้าการลงทุนมายัง ประเทศไทย เมียนมา ตลอดจนประเทศอื่นในลุ่มแม่น้ำโขง

 

 

Related Articles

Back to top button